พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนนายร้อยตำรวจ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นปีที่ ๖๓ ในรัชกาลปัจจุบัน
มาตรา 1
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติโรงเรียนนายร้อยตำรวจ พ.ศ. ๒๕๕๑”
มาตรา 2
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3
ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๑๗
มาตรา 4
ในพระราชบัญญัตินี้ “โรงเรียน” หมายความว่า โรงเรียนนายร้อยตำรวจ “สภาการศึกษา” หมายความว่า สภาการศึกษาโรงเรียนนายร้อยตำรวจ “สภาคณาจารย์” หมายความว่า สภาคณาจารย์โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
มาตรา 5
ให้โรงเรียนเป็นสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ และเป็นส่วนราชการในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
มาตรา 6
ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
หมวด ๑ บททั่วไป
มาตรา 7
โรงเรียนเป็นสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางด้านวิชาชีพตำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตบุคลากรในวิชาชีพตำรวจตามความต้องการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน การวิจัย การฝึกอบรม และให้บริการทางวิชาการแก่สังคม โดยเน้นทักษะความเชี่ยวชาญด้านการบังคับใช้กฎหมายและวิชาชีพตำรวจเป็นสำคัญ
มาตรา 8
โรงเรียนอาจแบ่งส่วนราชการเป็นคณะ สถาบัน ศูนย์ หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ใน
มาตรา ๗ เป็นส่วนราชการในโรงเรียนอีกได้ การจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิก คณะ สถาบัน ศูนย์ หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ และการแบ่งส่วนราชการภายในโรงเรียน ให้ทำเป็นประกาศของโรงเรียนและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 9
นอกจากเงินงบประมาณที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดสรรให้แก่โรงเรียนแล้ว โรงเรียนอาจมีรายได้ ดังนี้
(๑) เงินผลประโยชน์ ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ และค่าบริการต่าง ๆ ของโรงเรียน
(๒) เงินและทรัพย์สินซึ่งมีผู้อุทิศให้แก่โรงเรียน
(๓) รายได้หรือผลประโยชน์อย่างอื่น รายได้และผลประโยชน์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับจากการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของโรงเรียน ไม่ต้องนำส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
หมวด ๒ การดำเนินการ
มาตรา 10
ให้มีสภาการศึกษา ประกอบด้วย
(๑) นายกสภาการศึกษา ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
(๒) อุปนายกสภาการศึกษา ได้แก่ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
(๓) กรรมการสภาการศึกษาโดยตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ประธานกรรมการส่งเสริมกิจการโรงเรียน และประธานสภาคณาจารย์
(๔) กรรมการสภาการศึกษาผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนเก้าคน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากผู้เชี่ยวชาญในด้านการศึกษา นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ อาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรม นิติวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศด้านละหนึ่งคน
(๕) ผู้บัญชาการโรงเรียนเป็นกรรมการและเลขานุการ ให้นายกสภาการศึกษาแต่งตั้งรองผู้บัญชาการโรงเรียนคนหนึ่ง เป็นผู้ช่วยเลขานุการโดยคำแนะนำของผู้บัญชาการโรงเรียน ให้อุปนายกสภาการศึกษาทำหน้าที่แทนนายกสภาการศึกษาเมื่อนายกสภาการศึกษาไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้หรือเมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภาการศึกษา คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาซึ่งนายกสภาการศึกษาและกรรมการสภาการศึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของโรงเรียน
มาตรา 11
นายกสภาการศึกษาและกรรมการสภาการศึกษาผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่อีกได้แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคหนึ่ง นายกสภาการศึกษาและกรรมการสภาการศึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) สภาการศึกษามีมติให้ออกเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสีย บกพร่องต่อหน้าที่หรือหย่อนความสามารถ
(๔) ขาดคุณสมบัติของการเป็นนายกสภาการศึกษาหรือกรรมการสภาการศึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ
(๕) ต้องคำพิพากษาให้จำคุก
(๖) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๗) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ การพ้นจากตำแหน่งตาม (๓) ต้องมีคะแนนเสียงลงมติไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการสภาการศึกษาเท่าที่มีอยู่ ในกรณีที่ตำแหน่งนายกสภาการศึกษาหรือกรรมการสภาการศึกษาผู้ทรงคุณวุฒิว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใดและยังมิได้มีการดำเนินการให้ได้มาซึ่งนายกสภาการศึกษาหรือกรรมการสภาการศึกษาผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้สภาการศึกษาประกอบด้วยกรรมการสภาการศึกษาเท่าที่มีอยู่ ทั้งนี้ ต้องดำเนินการสรรหาเพื่อให้ได้มาซึ่งนายกสภาการศึกษาหรือกรรมการสภาการศึกษาผู้ทรงคุณวุฒิภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งนั้นว่างลง ในกรณีที่นายกสภาการศึกษาหรือกรรมการสภาการศึกษาผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว ให้ผู้ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน แต่ถ้าวาระการดำรงตำแหน่งเหลืออยู่น้อยกว่าเก้าสิบวันจะไม่ดำเนินการให้มีผู้ดำรงตำแหน่งแทนก็ได้ ในกรณีที่นายกสภาการศึกษาหรือกรรมการสภาการศึกษาผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งตามวาระ แต่ยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกสภาการศึกษาหรือกรรมการสภาการศึกษาผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้นายกสภาการศึกษาหรือกรรมการสภาการศึกษาผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้มีนายกสภาการศึกษาหรือกรรมการสภาการศึกษาผู้ทรงคุณวุฒิใหม่
มาตรา 12
สภาการศึกษามีอำนาจและหน้าที่ดูแลกิจการทั่วไปของโรงเรียนและโดยเฉพาะให้มีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้
(๑) กำหนดนโยบายและแผนพัฒนาของโรงเรียนเกี่ยวกับการผลิตบุคลากรในวิชาชีพตำรวจ การศึกษา การส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง การสอน การวิจัย การฝึกอบรม และการให้บริการทางวิชาการแก่สังคม โดยเน้นทักษะความเชี่ยวชาญด้านการบังคับใช้กฎหมาย และวิชาชีพตำรวจเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ต้องสอดคล้องกับระเบียบแบบแผนและนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(๒) ออกระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศของโรงเรียนและอาจมอบหมายให้ส่วนราชการใดในโรงเรียนเป็นผู้ออกระเบียบ ข้อบังคับและประกาศสำหรับส่วนราชการนั้นเป็นเรื่อง ๆ ไปก็ได้
(๓) กำกับมาตรฐานการศึกษาและการประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน
(๔) กำหนดคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการของคณาจารย์ประจำของโรงเรียน
(๕) ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของโรงเรียน
(๖) พิจารณาให้ความเห็นชอบในการจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกส่วนราชการของโรงเรียน รวมทั้งการแบ่งหน่วยงานภายในส่วนราชการดังกล่าว
(๗) เสนอแนะแก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของโรงเรียน รวมทั้งการกำหนดคุณสมบัติของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งในโรงเรียน
(๘) อนุมัติหลักสูตรการศึกษาในสาขาวิชาต่าง ๆ รวมทั้งการปรับปรุง ยุบรวม หรือยกเลิกหลักสูตรการศึกษานั้น ๆ โดยให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กำหนด
(๙) อนุมัติให้ปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญาและประกาศนียบัตร
(๑๐) พิจารณาเสนอเรื่องเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งและถอดถอนนายกสภาการศึกษา กรรมการสภาการศึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์พิเศษ
(๑๑) แต่งตั้งและถอดถอนรองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ ประธานกรรมการส่งเสริมกิจการโรงเรียนและกรรมการส่งเสริมกิจการโรงเรียน
(๑๒) รับรองรายงานประจำปีของโรงเรียนและเสนอรายงานนั้นต่อคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติและสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อทราบ
(๑๓) แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด เพื่อพิจารณาและเสนอความเห็นในเรื่องหนึ่งเรื่องใด หรือเพื่อมอบหมายให้ปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของสภาการศึกษา
(๑๔) ปฏิบัติหน้าที่อื่นเกี่ยวกับกิจการของโรงเรียนที่มิได้ระบุให้เป็นหน้าที่ของผู้ใดโดยเฉพาะ
มาตรา 13
การประชุมของสภาการศึกษา อย่างน้อยต้องประชุมทุกสองเดือนและให้เป็นไปตามข้อบังคับของโรงเรียน
มาตรา 14
ให้ผู้บัญชาการโรงเรียนเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดและรับผิดชอบการบริหารงานของโรงเรียน ผู้บัญชาการโรงเรียนนั้น ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภาการศึกษาจากผู้มีคุณสมบัติตาม
มาตรา ๑๕ วาระการดำรงตำแหน่งของผู้บัญชาการโรงเรียน ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร. (ยกเลิก)
มาตรา 15
ผู้บัญชาการโรงเรียนต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(๑) สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจากสถาบันการศึกษาซึ่งสภาการศึกษารับรองและได้ทำการสอน การวิจัยมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีในโรงเรียนหรือส่วนราชการอื่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(๒) สำเร็จการศึกษาปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าจากสถาบันการศึกษาซึ่งสภาการศึกษารับรอง และได้ทำการสอน การวิจัยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีในโรงเรียนหรือส่วนราชการอื่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
มาตรา 16
ให้มีสภาคณาจารย์ ประกอบด้วย ประธานสภาคณาจารย์ และกรรมการสภาคณาจารย์ ซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำของโรงเรียน จำนวน คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของประธานสภาคณาจารย์ และกรรมการสภาคณาจารย์ตามวรรคหนึ่ง ตลอดจนการประชุมและการดำเนินงานของสภาคณาจารย์ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของโรงเรียน
มาตรา 17
สภาคณาจารย์มีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้
(๑) ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะในกิจการของโรงเรียนและการพัฒนาโรงเรียนหรือสภาการศึกษา
(๒) ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของคณาจารย์ในการปฏิบัติหน้าที่ตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ
(๓) พิทักษ์ผลประโยชน์ของโรงเรียนและปฏิบัติหน้าที่อื่น ตามที่ผู้บัญชาการโรงเรียนหรือสภาการศึกษามอบหมาย
(๔) เรียกประชุมคณาจารย์ เพื่อพิจารณากิจกรรมของโรงเรียนและเสนอความคิดเห็นต่อสภาการศึกษา ทั้งนี้ ตามข้อบังคับของโรงเรียน การปฏิบัติหน้าที่ของสภาคณาจารย์ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการและการดำเนินการใด ๆ ในการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ย่อมได้รับความคุ้มครองและไม่เป็นเหตุในการดำเนินการทางวินัย
มาตรา 18
คณาจารย์ประจำของโรงเรียนมีเสรีภาพและอิสระทางวิชาการ
มาตรา 19
ให้มีคณะกรรมการส่งเสริมกิจการโรงเรียนคณะหนึ่ง ประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งสภาการศึกษาแต่งตั้งจากบุคคลภายนอกโรงเรียน คณะกรรมการส่งเสริมกิจการโรงเรียนมีหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำ และสนับสนุนการดำเนินการรวมทั้งหารายได้ให้กับโรงเรียน จำนวน คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของประธานกรรมการและกรรมการ ตลอดจนการประชุมและการดำเนินงานของคณะกรรมการส่งเสริมกิจการโรงเรียนให้เป็นไปตามข้อบังคับของโรงเรียน
หมวด ๓ ตำแหน่งทางวิชาการ
มาตรา 20
คณาจารย์ประจำของโรงเรียน มีตำแหน่งทางวิชาการ ดังนี้
(๑) ศาสตราจารย์
(๒) รองศาสตราจารย์
(๓) ผู้ช่วยศาสตราจารย์
(๔) อาจารย์ ศาสตราจารย์นั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภาการศึกษา คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้งและถอดถอนคณาจารย์ประจำของโรงเรียนตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามข้อบังคับของโรงเรียน และสอดคล้องกับมาตรฐานที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กำหนด
มาตรา 21
ศาสตราจารย์พิเศษนั้น จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภาการศึกษา จากผู้ที่มิได้เป็นคณาจารย์ประจำของโรงเรียน คุณสมบัติและหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งศาสตราจารย์พิเศษ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของโรงเรียน
มาตรา 22
สภาการศึกษาอาจแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมและมิได้เป็นคณาจารย์ประจำของโรงเรียนเป็นรองศาสตราจารย์พิเศษ และผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษได้โดยคำแนะนำของผู้บัญชาการโรงเรียน ผู้บัญชาการโรงเรียนอาจแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมและมิได้เป็นคณาจารย์ประจำของโรงเรียนเป็นอาจารย์พิเศษได้ คุณสมบัติและหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งรองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ และอาจารย์พิเศษ ตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เป็นไปตามข้อบังคับของโรงเรียน
มาตรา 23
ให้ผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ มีสิทธิใช้ตำแหน่งทางวิชาการดังกล่าว เป็นคำนำหน้านามเพื่อแสดงวิทยฐานะได้ตลอดไป การใช้คำนำหน้านามตามความในวรรคหนึ่งให้ใช้อักษรย่อ ดังนี้ ศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ ศ. ศาสตราจารย์พิเศษ ใช้อักษรย่อ ศ. (พิเศษ) รองศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ รศ. รองศาสตราจารย์พิเศษ ใช้อักษรย่อ รศ. (พิเศษ) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ ผศ. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ ใช้อักษรย่อ ผศ. (พิเศษ)
หมวด ๔ ปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะ
มาตรา 24
ภายใต้บังคับ
มาตรา ๗ ปริญญาของโรงเรียนมีสามชั้น คือ ปริญญาเอก เรียกว่า ดุษฎีบัณฑิต ใช้อักษรย่อ ด. ปริญญาโท เรียกว่า มหาบัณฑิต ใช้อักษรย่อ ม. ปริญญาตรี เรียกว่า บัณฑิต ใช้อักษรย่อ บ.
มาตรา 25
โรงเรียนมีอำนาจให้ปริญญาในสาขาวิชาการตำรวจ และสาขาวิชาอื่นที่มีการสอนในโรงเรียน การกำหนดให้สาขาวิชาใดมีปริญญาชั้นใด และจะใช้อักษรย่อสำหรับสาขาวิชานั้นอย่างไร ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
มาตรา 26
สภาการศึกษาอาจออกข้อบังคับให้ผู้สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรีได้รับปริญญาเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง หรือปริญญาเกียรตินิยมอันดับสองได้
มาตรา 27
สภาการศึกษาอาจออกข้อบังคับให้มีประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา และประกาศนียบัตรสำหรับสาขาวิชาใดได้ ดังนี้
(๑) ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งภายหลังที่ได้รับปริญญาโทแล้ว
(๒) ประกาศนียบัตรบัณฑิต ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งภายหลังที่ได้รับปริญญาตรีแล้ว
(๓) อนุปริญญา ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งก่อนถึงขั้นได้รับปริญญาตรี
(๔) ประกาศนียบัตร ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาเฉพาะวิชา
มาตรา 28
โรงเรียนมีอำนาจให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่บุคคลซึ่งสภาการศึกษาเห็นว่าทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้น ๆ แต่จะให้ปริญญาดังกล่าวแก่คณาจารย์ประจำ นายกสภาการศึกษา กรรมการสภาการศึกษา หรือผู้ดำรงตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในขณะที่ดำรงตำแหน่งนั้นมิได้ ชั้น สาขาของปริญญากิตติมศักดิ์ และหลักเกณฑ์การให้ปริญญากิตติมศักดิ์ให้เป็นไปตามข้อบังคับของโรงเรียน
มาตรา 29
โรงเรียนอาจกำหนดให้มีครุยวิทยฐานะหรือเข็มวิทยฐานะเป็นเครื่องหมายแสดงวิทยฐานะของผู้ได้รับปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา ประกาศนียบัตร และอาจกำหนดให้มีครุยประจำตำแหน่งนายกสภาการศึกษาหรือกรรมการสภาการศึกษาได้ การกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และส่วนประกอบของครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่ง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งจะใช้ในโอกาสใดโดยมีเงื่อนไขอย่างใดให้เป็นไปตามข้อบังคับของโรงเรียน
หมวด ๕ บทกำหนดโทษ
มาตรา 30
ผู้ใดใช้ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ หรือครุยประจำตำแหน่งของโรงเรียนโดยไม่มีสิทธิที่จะใช้ หรือแสดงด้วยประการใด ๆ ว่าตนมีตำแหน่ง ปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรของโรงเรียนโดยที่ตนไม่มีสิทธิ ถ้าได้กระทำเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิที่จะใช้หรือมีตำแหน่งหรือมีวิทยฐานะเช่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
บทเฉพาะกาล
มาตรา 31
ให้ผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภาการศึกษา อุปนายกสภาการศึกษา และกรรมการสภาการศึกษาของโรงเรียนตามพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๑๗ ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นนายกสภาการศึกษา อุปนายกสภาการศึกษา และกรรมการสภาการศึกษาตามพระราชบัญญัตินี้ และปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกสภาการศึกษาและกรรมการสภาการศึกษาผู้ทรงคุณวุฒิตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 32
ให้ผู้ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และอาจารย์ของโรงเรียนอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มีฐานะเป็นศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และอาจารย์ตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 33
ในระหว่างที่ยังมิได้ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้สาขาวิชาใดมีปริญญาชั้นใดตาม
มาตรา ๒๕ วรรคสอง ให้ผู้สำเร็จวิชาการตำรวจจากโรงเรียนตามหลักสูตรนักเรียนนายร้อยตำรวจได้รับปริญญาทางรัฐประศาสนศาสตร์ เรียกว่ารัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิต และใช้อักษรย่อว่า “รป.บ. (ตร.)”
มาตรา 34
ให้นับระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งของผู้บัญชาการโรงเรียนซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นวาระการดำรงตำแหน่งตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 35
ในระหว่างที่ยังมิได้ตราพระราชกฤษฎีกา ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นำพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง กฎ ก.ตร. ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ มติ ก.ต.ช. หรือมติ ก.ตร. ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๑๗ และพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ที่ใช้อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับมาใช้บังคับโดยอนุโลม ให้ดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกา ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจได้จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๔๔ โดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อให้การศึกษาอบรมแก่ข้าราชการตำรวจ และต่อมามีการตราพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๑๗
เพื่อกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจให้ได้รับปริญญาเช่นเดียวกับผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่น แต่โดยที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจประสบปัญหาความไม่คล่องตัวในการจัดการศึกษา และการบริหารด้านต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับการผลิตบุคลากรในวิชาชีพตำรวจ ดังนั้น
เพื่อให้โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามารถพัฒนาระบบบริหารและการจัดการศึกษาเฉพาะทางที่มีความคล่องตัว มีเสรีภาพทางวิชาการ และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสภาการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒
สมควรกำหนดสถานภาพของโรงเรียนนายร้อยตำรวจให้เป็นสถานศึกษาเฉพาะทางด้านวิชาชีพตำรวจที่จัดการศึกษาระดับปริญญา มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตบุคลากรในวิชาชีพตำรวจตามความต้องการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ทำการฝึกอบรม และให้บริการทางวิชาการแก่สังคม
โดยเน้นทักษะความเชี่ยวชาญด้านการใช้บังคับกฎหมายและวิชาชีพตำรวจเป็นสำคัญ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งและเงื่อนไขการแต่งตั้งและโยกย้ายผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจไว้ในพระราชบัญญัติโรงเรียนนายร้อยตำรวจ พ.ศ. ๒๕๕๑
แตกต่างจากกระบวนการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจอื่นที่ดำรงตำแหน่งในระดับเทียบเท่ากันตามกฎหมายว่าด้วยตำรวจแห่งชาติ ดังนั้น เพื่อให้การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจมีมาตรฐานอย่างเดียวกัน สมควรแก้ไขเพิ่มเติมการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจให้เป็นไปตามที่ ก.ตร.
กำหนดและยกเลิกการกำหนดเงื่อนไขการแต่งตั้งและโยกย้ายผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
บทบัญญัติประกอบ หมายเหตุ และบทเฉพาะกาลของกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม
พระราชบัญญัติโรงเรียนนายร้อยตำรวจ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๖๒
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๑๖ บรรดาบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง และมติของคณะรัฐมนตรีใดที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ อ้างถึง “กระทรวงศึกษาธิการ” “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ” “ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ” หรือผู้ดำรงตำแหน่ง หรือผู้ปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงศึกษาธิการ
หากเกี่ยวกับการอุดมศึกษาหรือการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้ถือว่าบทบัญญัตินั้นอ้างถึง “กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” “ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา
วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” หรือผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตามพระราชบัญญัตินี้ แล้วแต่กรณี ให้เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของสภาหรือคณะกรรมการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการโอนสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
ไปเป็นส่วนราชการตามมาตรา ๑๐ วรรคสอง เพื่อให้สอดคล้องกับการโอนอำนาจหน้าที่และการเปลี่ยนแปลงผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในบัญชี ๔ ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองไม่ใช้บังคับแก่สถาบันการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการอาชีวศึกษา
มาตรา ๑๗ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญเติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สมควรจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมขึ้น
เพื่อให้มีการบูรณาการ การเรียนการสอน การวิจัย และการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศาสตร์อื่นเข้าด้วยกัน และให้เกิดความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและสถาบันวิจัยในทิศทางที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผน และนโยบายในการพัฒนาประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้