พระราชกฤษฎีกา
พระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลจังหวัดไชยา พ.ศ. 2553
5 มาตรา · ประกาศ 25 พ.ย. 2553
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลจังหวัดไชยา อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๘๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๕๐ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นปีที่ ๖๕ ในรัชกาลปัจจุบัน
มาตรา 1
พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลจังหวัดไชยา พ.ศ. ๒๕๕๓”
มาตรา 2
พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3
ให้ศาลจังหวัดไชยามีเขตตลอดท้องที่อำเภอไชยา อำเภอท่าฉาง อำเภอท่าชนะ และอำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
มาตรา 4
บรรดาคดีของท้องที่อำเภอวิภาวดีซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีหรือศาลแขวงสุราษฎร์ธานีในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ให้คงพิจารณาพิพากษาต่อไปในศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีหรือศาลแขวงสุราษฎร์ธานี แล้วแต่กรณี บรรดาคดีของท้องที่ตามที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่งซึ่งอยู่ระหว่างที่ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีหรือศาลแขวงสุราษฎร์ธานีมีคำสั่งให้ผัดฟ้องหรือให้ขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวน แล้วแต่กรณี ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ให้ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีหรือศาลแขวงสุราษฎร์ธานีมีอำนาจพิจารณาเกี่ยวกับการผัดฟ้องหรือขังระหว่างสอบสวนนั้นต่อไป
มาตรา 5
ให้ประธานศาลฎีการักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากได้มีการยกฐานะกิ่งอำเภอวิภาวดี อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขึ้นเป็นอำเภอวิภาวดี
ประกอบกับประชาชนในท้องที่อำเภอวิภาวดีผู้มีอรรถคดีและผู้เกี่ยวข้องจะได้รับความสะดวกและรวดเร็วในการเดินทางไปติดต่อกับศาลจังหวัดไชยาและได้มีการเปลี่ยนแปลงเขตท้องที่อำเภอไชยา โดยมีการยกฐานะกิ่งอำเภอท่าชนะ อำเภอไชยา ขึ้นเป็นอำเภอท่าชนะ
สมควรเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจของศาลจังหวัดไชยาเพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกในการพิจารณาพิพากษาคดีและเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเขตท้องที่ดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้