พระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย พระพุทธศักราช 2461
33 มาตรา · ประกาศ 16 มิ.ย. 2461 · แก้ไขล่าสุดโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2550
เมื่อปีพระพุทธศักราช ๒๔๓๖ พระราชวงศานุวงศ์และข้าราชการประชาชนชายหญิงมากหลายได้มีน้ำใจปรีดีพร้อมเพรียงกันออกเงินเป็นทุนตั้งสมาคมขึ้นอย่างหนึ่ง สำหรับจัดหาเครื่องยาเครื่องพยาบาลให้แก่ทหารซึ่งต้องไปราชการในสนามกระทำกิจ ทั้งนี้ ด้วยความเมตตาการุณเป็นการเชิดชูเกียรติคุณของชาติบ้านเมืองจึงสมเด็จพระบรมชนกนารถพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯรับสมาคมนั้นเข้าไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และพระราชทานนามว่า “สภาอุนาโลมแดง” แต่ภายหลังเปลี่ยนนามเป็น“สภากาชาดไทย”และสมเด็จพระบรมราชินีนารถพระบรมราชชนนีพันปีหลวงได้ทรงรับตำแหน่งสภานายิกามีกรรมการินีจัดดำเนินการของสภาตลอดมาเป็นลำดับ สภาได้ทำประโยชน์ให้แก่มหาชนเป็นอเนกประการเช่นสร้างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ขึ้นเป็นที่รักษาพยาบาลคนเจ็บไข้ทั่วไปทั้งตั้งโรงเรียนนางพยาบาลเพื่อฝึกหัดสั่งสอนกุลสตรีให้มีความรู้ในเชิงการพยาบาลไข้และช่วยการคลอดบุตรสำหรับทำคุณประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ดังนี้เป็นต้น บัดนี้ ทรงพระราชดำริว่าสมควรจักวางระเบียบการสำหรับสภากาชาดไทยนี้ให้เป็นหลักฐานมั่นคงบริบูรณ์ดียิ่งขึ้นจึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้ตราพระราชบัญญัติไว้สืบไปดังนี้ ว่า
พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการมา ณ พระสุรสีหนาทให้ประกาศทราบทั่วกันว่า
หมวดที่ ๑ ว่าด้วยความมุ่งหมาย สำหรับสภาและหน้าที่กรรมการ
หมวดที่ ๒ ว่าด้วยสมาชิก
หมวดที่ ๓ ว่าด้วยเครื่องหมาย
หมวดที่ ๔ ว่าด้วยการลงอาญาแก่ผู้ละเมิดพระราชบัญญัตินี้
หมวดที่ ๕ ว่าด้วยกำหนดเริ่มใช้และผู้รักษาพระราชบัญญัติ
บทบัญญัติประกอบ หมายเหตุ และบทเฉพาะกาลของกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม
พระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทยเพิ่มเติม พระพุทธศักราช ๒๔๖๓
มาตรา ๒ ให้เริ่มใช้พระราชบัญญัตินี้เป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้สภานายกหรือสภานายิกา เมื่อได้รับอนุมัติและความยินยอมของคณะกรรมการแห่งสภาแล้ว มีอำนาจวางข้อบังคับว่าด้วยความประสงค์ ว่าด้วยระเบียบการปกครองและวิธีดำเนินการของสภา ว่าด้วยการกำหนดจำนวนและการเลือกตั้งกรรมการ ว่าด้วยการประชุมและวิธีปรึกษาการของกรรมการและว่าด้วยการเรี่ยไรเงินและเก็บเงินจากสมาชิก บรรดาข้อบังคับซึ่งได้วางขึ้นไว้ดังกล่าวนั้น เมื่อได้นำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ฟังว่าเป็นอันใช้ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ได้ประกาศให้ทราบนั้นเป็นต้นไป
มาตรา ๔ ตั้งแต่วันที่เริ่มใช้พระราชบัญญัตินี้เป็นต้นไป ให้ยกเลิกข้อความในพระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย พระพุทธศักราช ๒๔๖๑ แต่เฉพาะส่วนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือต่อข้อบังคับซึ่งสภานายกหรือสภานายิกาได้วางไว้ โดยอาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัตินี้เสียทั้งสิ้น
ประกาศรวมการปกครองท้องที่ และแบ่งปันหน้าที่ราชการระหว่างกระทรวงหาดไทยกับกระทรวงยุติธรรม
มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า แต่เดิมมาการปกครองท้องที่แยกย้ายกันอยู่เป็นหลายกระทรวง คือการปกครองพระนครเป็นหน้าที่กระทรวงนครบาล การปกครองหัวเมืองเป็นหน้าที่กระทรวงต่าง ๆ ซึ่งเมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๕ (ร.ศ. ๑๑๑) ได้โปรดเกล้าฯ ให้รวมมาไว้เป็นหน้าที่กระทรวงมหาดไทยแต่แห่งเดียว บัดนี้
ทรงพระดำริว่า ราชการได้ดำเนินมาถึงขีดคั่นอันสมควรแล้วที่จะรวมหน้าที่ปกครองนี้ไว้ในกระทรวงเดียวได้ เพราะฉะนั้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมหน้าที่ราชการในกระทรวงนครบาลนอกจากที่จะได้กล่าวถึงต่อไปข้างล่างนี้เข้าไว้ในกระทรวงมหาดไทย ส่วนการปกครองท้องที่พร้อมงาน ประชาภิบาล นคราภิบาล ฯลฯ
อันเป็นหน้าที่เฉพาะกรุงเทพมหานครนั้น ให้มีสมุหพระนครบาลเป็นหัวหน้ารับผิดชอบอย่างสมุหเทศาภิบาลแห่งมณฑลต่าง ๆ ทั่วพระราชอาณาจักร อนึ่ง ทรงพระดำริว่า กรมราชทัณฑ์เป็นกรมที่มีหน้าที่เกี่ยวพันอยู่กับศาลยุติธรรม เป็นปกติ ในกาลที่แล้วมาได้อาศัยฝากไว้ให้เสนาบดีกระทรวงนครบาลควบคุมเป็นการชั่วคราวเท่านั้น
บัดนี้ สมควรจะยกกลับคืนไปมอบให้กระทรวงยุติธรรมดูแลบังคับบัญชาตามหน้าที่ได้กรม ๑ กับกรมอัยการซึ่งแต่เดิมมาทางกรุงเทพฯ ขึ้นอยู่ในกระทรวงยุติธรรม แต่ฝ่ายหัวเมืองขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทย และภายหลังได้ยกไปรวมไว้เป็นกรมเดียวกันขึ้นอยู่ในกระทรวงยุติธรรมนั้น บัดนี้ สมควรที่จะยกมาไว้ในกระทรวงมหาดไทย
เพื่อให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองได้ปฏิบัติการถนัดขึ้น เพราะฉะนั้น ให้โอนกรมราชทัณฑ์จากกระทรวงนครบาลมาขึ้นกระทรวงยุติธรรม และโอนกรมอัยการจากกระทรวงยุติธรรมมาขึ้นในกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศมา ณ วันที่ ๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๖๕ เป็นปีที่ ๑๓ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระราชบัญญัติเทียบตำแหน่งรัฐมนตรีกับตำแหน่งเสนาบดีแต่ก่อน พุทธศักราช ๒๔๗๕
มาตรา ๒ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัติและบทกฎหมายอื่นใด ซึ่งประกาศใช้อยู่ในเวลานี้ คำว่า เสนาบดี ให้อ่านเป็นรัฐมนตรี คำที่กล่าวถึงเสนาบดีกระทรวงใด ๆ ให้หมายความว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงนั้น ๆ และคำว่า กฎเสนาบดี ให้อ่านเป็นกฎกระทรวง
หมวดที่ ๓/๑ เหรียญกาชาด
มาตรา ๒๕/๑ เหรียญกาชาดมีสามประเภท คือ เหรียญกาชาดสมนาคุณ เหรียญกาชาดสรรเสริญ และเหรียญกาชาดสดุดี
มาตรา ๒๕/๒ เหรียญกาชาดสมนาคุณ มีลักษณะเป็นเหรียญโลหะกลมแบน เส้นผ่าศูนย์กลาง ๒๗ มิลลิเมตร ด้านหน้ามีรูปกาชาดและรูปนางพยาบาลประคองทารกกับคนชรา ด้านหลังกลางเหรียญมีที่ว่างสำหรับจารึกนามผู้ได้รับเหรียญและพุทธศักราช ภายในวงขอบเหรียญเบื้องบนมีข้อความว่า “สภากาชาด” และภายในวงขอบเหรียญเบื้องล่างมีข้อความว่า “สมนาคุณ” ด้านหน้ามีห่วงเป็นรูปกระหนก สำหรับบุรุษใช้ห้อยกับแพรแถบสีขาวกว้าง ๓๐ มิลลิเมตร ด้านหน้าแพรแถบตรงกลางมีกาชาดลงยา สำหรับสตรีใช้ห้อยกับแพรแถบดังกล่าวผูกเป็นรูปแมลงปอ เหรียญกาชาดสมนาคุณ มีลำดับเป็น ๓ ชั้น คือ ชั้นที่ ๑ ทองคำลงยาที่กาชาด ชั้นที่ ๒ เงินกาไหล่ทอง ชั้นที่ ๓ เงินรมดำ
มาตรา ๒๕/๓ เหรียญกาชาดสรรเสริญ มีลักษณะเป็นเหรียญทองแดงแบนรูปกาชาดมีวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓๐ มิลลิเมตรทับอยู่ ด้านหน้ามีรูปนางเมขลาอุ้มพระชนกขึ้นจากมหาสมุทร ด้านหลังกลางเหรียญมีข้อความว่า “กาชาดสรรเสริญ” มีห่วงห้อย สำหรับบุรุษใช้ห้อยกับแพรแถบสีขาว กว้าง ๓๐ มิลลิเมตร มีริ้วสีแดงใกล้ขอบทั้งสองข้าง ด้านหน้าแพรแถบตรงกลางมีกาชาดลงยา สำหรับสตรีใช้ห้อยกับแพรแถบดังกล่าวผูกเป็นรูปแมลงปอ
มาตรา ๒๕/๔ เหรียญกาชาดสดุดี มีลักษณะเป็นเหรียญกลมแบน เส้นผ่าศูนย์กลาง ๓๐ มิลลิเมตร ด้านหน้า กลางเหรียญมีพระรูปสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงฉลองพระองค์ชุดไทยประยุกต์ ทรงสายสะพายและสายสร้อยแห่งเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์ อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ พระอังสาเบื้องซ้ายประดับดวงตราปฐมจุลจอมเกล้า เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา และเหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลที่ ๙ ชั้นที่ ๑ ภายในวงขอบเหรียญ มีข้อความว่า “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สภานายิกาสภากาชาดไทย” ด้านหลังกลางเหรียญมีรูปตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๗ ขนาบด้านขวาและซ้ายด้วยเครื่องหมายกาชาด ด้านล่างมีข้อความว่า “กาชาดสดุดี” เหนือขอบเหรียญมีอักษรพระนามาภิไธย “ส.ก.” ไขว้ ภายใต้พระมหามงกุฎ ด้านหลังมีห่วงสำหรับบุรุษใช้ห้อยกับแพรแถบ กว้าง ๓๐ มิลลิเมตร พื้นของแพรแถบเป็นสีขาวและตรงกลางแพรแถบมีริ้วสีแดง สำหรับสตรีใช้ห้อยกับแพรแถบดังกล่าวผูกเป็นรูปแมลงปอ เหรียญกาชาดสดุดี มีลำดับเป็น ๓ ชั้น คือ ชั้นพิเศษ ทองคำ ชั้นที่ ๑ เงิน ชั้นที่ ๒ บรอนซ์
มาตรา ๒๕/๕ การให้เหรียญกาชาดสมนาคุณ เหรียญกาชาดสรรเสริญ และเหรียญกาชาดสดุดี ให้เป็นไปตามข้อบังคับสภากาชาดไทย
มาตรา ๒๕/๖ เหรียญกาชาดสมนาคุณ เหรียญกาชาดสรรเสริญ และเหรียญกาชาดสดุดี ให้ประดับได้อย่างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และให้มีประกาศนียบัตรกำกับ เหรียญจำลองและดุมเสื้อ ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในข้อบังคับสภากาชาดไทย
พระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๐๒
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรให้ผู้ได้รับเหรียญกาชาดสมนาคุณและเหรียญกาชาดสรรเสริญ ประดับเหรียญนี้ได้อย่างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ในการนี้ จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย พระพุทธศักราช ๒๔๖๑
มาตรา ๒๕/๗ เหรียญกาชาดสมนาคุณ เหรียญกาชาดสรรเสริญ และเหรียญกาชาดสดุดี ให้เป็นสิทธิแก่ผู้ได้รับ และเมื่อผู้ได้รับวายชนม์ให้ตกทอดแก่ทายาทเพื่อรักษาไว้เป็นที่ระลึก
พระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๐
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรจัดสร้างเหรียญกาชาดสดุดีเพื่อพระราชทานแก่ผู้ประกอบคุณงามความดีช่วยเหลือหรือส่งเสริมสนับสนุนกิจการอันเป็นการอำนวยประโยชน์แก่สภากาชาดไทย และเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถผู้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทยที่ยาวนานที่สุด เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๑/๑ กิจการของสภากาชาดไทยไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน
มาตรา ๑๐/๑ ทุนของสภากาชาดไทย ประกอบด้วย (๑) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้โดยตรงจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี (๒) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้ (๓) ค่าบำรุง ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือรายได้จากการดำเนินการ (๔) ดอกผลของเงินหรือรายได้จากทรัพย์สินของสภากาชาดไทย (๕) รายได้หรือผลประโยชน์อื่น เพื่อประโยชน์ในการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่สภากาชาดไทย ให้สภากาชาดไทยเสนอขอรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อคณะรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี เพื่อจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนของสภากาชาดไทยไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี ให้กระทรวงการคลังกำหนดระเบียบวิธีการในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายของสภากาชาดไทย
มาตรา ๑๐/๒ บรรดาเงินหรือรายได้ของสภากาชาดไทย ไม่เป็นเงินหรือรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลัง การใช้จ่ายเงินหรือรายได้ของสภากาชาดไทย ให้เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่กิจการของสภากาชาดไทยตามข้อบังคับและระเบียบที่คณะกรรมการสภากาชาดไทยกำหนด
มาตรา ๑๐/๓ ทรัพย์สินของสภากาชาดไทยไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตลอดจนการบังคับทางปกครอง
มาตรา ๑๐/๔ การบัญชีของสภากาชาดไทย ให้จัดทำตามมาตรฐานการบัญชีตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการสภากาชาดไทยกำหนด และต้องจัดให้มีการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และการพัสดุของสภากาชาดไทย ตลอดจนรายงานผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการสภากาชาดไทยทราบอย่างน้อยปีละครั้ง ในการตรวจสอบภายใน ให้มีคณะกรรมการตรวจสอบของสภากาชาดไทยทำหน้าที่ตรวจสอบภายในตามข้อบังคับที่คณะกรรมการสภากาชาดไทยกำหนด และให้รับผิดชอบขึ้นตรงต่อคณะกรรมการสภากาชาดไทย
มาตรา ๑๐/๕ ให้สภากาชาดไทยจัดทำงบการเงินตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีส่งผู้สอบบัญชีภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ เพื่อตรวจสอบ ให้คณะกรรมการสภากาชาดไทยแต่งตั้งบุคคลใดหรือขอให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้สอบบัญชีของสภากาชาดไทย และให้ทำการตรวจสอบรับรองบัญชีและการเงินของสภากาชาดไทยทุกรอบปีงบประมาณ แล้วทำรายงานผลการสอบบัญชีเสนอต่อคณะกรรมการสภากาชาดไทยภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณทุกปี และให้สภากาชาดไทยจัดทำรายงานผลการดำเนินงานประจำปีตามข้อบังคับที่คณะกรรมการสภากาชาดไทยกำหนด
พระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๕๐
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๗ ให้โอนบรรดาทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ หนี้ และงบประมาณของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสภากาชาดไทยไปเป็นของสภากาชาดไทย ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการโอนบรรดาทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ และหนี้ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปเป็นของสภากาชาดไทยตามวรรคหนึ่ง ให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภากาชาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพิจารณาดำเนินการแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้อง
มาตรา ๘ ในวาระเริ่มแรก ในกรณีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เสนอของบประมาณเพื่ออุดหนุนสภากาชาดไทยไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปีแล้ว ให้ถือว่างบประมาณในส่วนที่เกี่ยวกับการอุดหนุนสภากาชาดไทยที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสนอไปแล้วนั้น เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่สภากาชาดไทยเสนอขอรับต่อคณะรัฐมนตรีตามวรรคสองของมาตรา ๑๐/๑ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการงบประมาณ ให้สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภากาชาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพิจารณาดำเนินการแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี
มาตรา ๙ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย พระพุทธศักราช ๒๔๖๑ ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันไม่ครอบคลุมและไม่สอดคล้องกับการดำเนินกิจการของสภากาชาดไทยในปัจจุบัน
ทำให้การดำเนินกิจการของสภากาชาดไทยไม่มีความเป็นอิสระและคล่องตัวส่งผลกระทบต่อการบริการทางการแพทย์และสุขภาพอนามัย การบรรเทาทุกข์ การบริการโลหิต และการส่งเสริมคุณภาพชีวิต สมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยสภากาชาดไทยในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ฐานะของสภากาชาดไทยมีความชัดเจน
ได้รับการสนับสนุนการดำเนินการ ตลอดจนงบประมาณจากรัฐ โดยให้มีระบบการจัดทำบัญชีที่ได้มาตรฐาน การรายงาน และการตรวจสอบที่ชัดเจน โปร่งใสรวมทั้งเปลี่ยนแปลงผู้รักษาการตามกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้