Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน
พระราชกฤษฎีกา

พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2563

43 มาตรา · ประกาศ 23 มิ.ย. 2563 · แก้ไขล่าสุดโดย พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การสวนสัตว์ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๓ เป็นปีที่ ๕ ในรัชกาลปัจจุบัน

มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๓”
มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนสัตว์ พ.ศ. ๒๔๙๗
มาตรา 4 ในพระราชกฤษฎีกานี้ “สัตว์” หมายความว่า สัตว์ทุกชนิด “เพาะพันธุ์” หมายความว่า ขยายพันธุ์สัตว์ที่นํามาเลี้ยงไว้โดยวิธีผสมพันธุ์สัตว์ และหมายความรวมถึงขยายพันธุ์สัตว์โดยวิธีผสมเทียมหรือการย้ายฝากตัวอ่อนหรือโดยวิธีการอื่น ๆ ด้วย “องค์การ” หมายความว่า องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย “ผู้อํานวยการ” หมายความว่า ผู้อํานวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย “พนักงาน” หมายความว่า พนักงานองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย “ลูกจ้าง” หมายความว่า ลูกจ้างองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

หมวด ๑ การจัดตั้ง วัตถุประสงค์ และหน้าที่และอำนาจ

มาตรา 6 ให้จัดตั้งองค์การขึ้นองค์การหนึ่ง เรียกว่า “องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย” และให้ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “The Zoological Park Organization of Thailand” เรียกโดยย่อว่า “ZPOT” และจะให้มีตราเครื่องหมายขององค์การตามที่คณะกรรมการกำหนดก็ได้
มาตรา 7 ให้องค์การมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงเทพมหานครหรือจังหวัดอื่นและจะตั้งสำนักงานสาขาขึ้น ณ ที่ใดภายในราชอาณาจักรก็ได้ ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา 8 องค์การมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้
(๑) ดำเนินกิจการสวนสัตว์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
(๒) ดำเนินการรวบรวมหรือส่งเสริมการรวบรวมสัตว์นานาชนิดไว้ เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์ การศึกษา การวิจัย การให้บริการแก่ประชาชน และการแลกเปลี่ยนหรือเผยแพร่การเลี้ยงสัตว์
(๓) ส่งเสริมและจัดให้มีการดำเนินการบํารุงและเพาะพันธุ์สัตว์นานาชนิดเพื่อรักษาและอนุรักษ์ไว้มิให้สูญพันธุ์
(๔) จัดบริการเกี่ยวกับการช่วยเหลือในเรื่องการรับสัตว์ไว้ในความดูแลหรือการจับสัตว์ที่ก่อความเดือดร้อนแก่ประชาชน ในกรณีที่ไม่อยู่ในอำนาจของหน่วยงานอื่นหรือหน่วยงานอื่นไม่สามารถดำเนินการได้
(๕) ดำเนินการเกี่ยวกับสถานที่เลี้ยงสัตว์ขององค์การ
(๖) จัดบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ในการศึกษาและเป็นที่พักผ่อนของประชาชน
(๗) ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับกิจการสวนสัตว์และธุรกิจอื่นเพื่อประโยชน์แก่องค์การและประชาชนในการใช้บริการกิจการสวนสัตว์ เพื่อมิให้มีการดำเนินการที่ซ้ำซ้อนหรือแข่งขันกันอันเป็นการทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากร การดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในวรรคหนึ่ง องค์การจะดำเนินกิจการสวนสัตว์ในรูปแบบไนท์ซาฟารีมิได้ เว้นแต่จะดำเนินการในจังหวัดหรือพื้นที่ที่ไม่มีไนท์ซาฟารีที่องค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) ดำเนินการตั้งอยู่ในจังหวัดนั้นหรือในพื้นที่ใกล้กัน
มาตรา 9 ให้องค์การมีหน้าที่และอำนาจกระทำกิจการต่าง ๆ ภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๘ และให้รวมถึง (๑) ถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง หรือมีทรัพยสิทธิต่าง ๆ
(๒) ก่อตั้งสิทธิหรือทำนิติกรรมทุกประเภทเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการขององค์การ
(๓) ให้คำปรึกษา สำรวจ วางแผนปฏิบัติการ ออกแบบ หรือก่อสร้างสถานที่เลี้ยงและจัดแสดงสัตว์ หรือสวนสัตว์ แก่หน่วยงานอื่นของรัฐหรือเอกชน
(๔) กู้ยืมเงินหรือให้กู้ยืมเงินโดยมีหลักประกันด้วยบุคคลหรือด้วยทรัพย์
(๕) เรียกเก็บค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมในการดำเนินกิจการขององค์การ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการกำหนด
(๖) ออกพันธบัตรหรือตราสารอื่นใดเพื่อการลงทุน
(๗) ถือหุ้น หรือเข้าเป็นหุ้นส่วน ร่วมลงทุนหรือเข้าร่วมกิจการกับนิติบุคคลอื่นในกิจการที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ขององค์การ
(๘) จัดตั้งบริษัทจํากัดเพื่อประกอบกิจการสวนสัตว์และกิจการอื่นที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ขององค์การ
(๙) ตั้งหรือรับเป็นตัวแทน ตัวแทนค้าต่างหรือนายหน้าในกิจการที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ขององค์การ
(๑๐) ว่าจ้างหรือมอบให้บุคคลใดประกอบกิจการส่วนหนึ่งส่วนใดขององค์การ
(๑๑) ประสาน ให้คำปรึกษาและร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศในกิจการที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ขององค์การ
(๑๒) ส่งเสริม ร่วมมือ หรือดำเนินการในการฝึกอบรมและให้การศึกษาด้านวิชาการต่าง ๆ เกี่ยวกับสัตววิทยาและที่เกี่ยวข้อง
(๑๓) กระทำการอื่นใดอันเป็นการส่งเสริมและอุดหนุนกิจการสวนสัตว์

หมวด ๒ ทุน รายได้ และเงินสำรอง

มาตรา 10 ทุนขององค์การประกอบด้วย
(๑) เงินและทรัพย์สินที่ได้รับโอนมาตามมาตรา ๔๐ (๒) (ยกเลิก)
(๓) เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นทุน
(๔) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรืออุทิศให้ รวมทั้งเงินที่ได้รับความช่วยเหลือทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร
มาตรา 11 องค์การอาจมีรายได้ ดังต่อไปนี้
(๑) รายได้จากทรัพย์สินขององค์การ
(๒) เงินอุดหนุนจากรัฐบาล
(๓) รายได้จากการดำเนินกิจการขององค์การ
(๔) ค่าบริการและค่าธรรมเนียม
(๕) ดอกผลของเงินและทรัพย์สินตามมาตรา ๑๐ (๖) รายได้อื่น
มาตรา 12 รายได้ที่องค์การได้รับจากการดำเนินการในปีหนึ่ง ๆ ให้ตกเป็นขององค์การสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดําเนินงาน และเมื่อได้หักรายจ่ายสำหรับการดําเนินงาน ค่าภาระต่าง ๆ ที่เหมาะสม รวมตลอดถึงค่าบำรุงรักษา ค่าเสื่อมราคา เงินบําเหน็จและรางวัล เงินสํารองตามที่คณะกรรมการกำหนด เงินสมทบกองทุนสำหรับจ่ายสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงาน และเงินลงทุนตามที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว เหลือเท่าใดให้นําส่งเป็นรายได้ของรัฐ ในกรณีที่รายได้ไม่เพียงพอสำหรับการดําเนินงาน และองค์การไม่สามารถหาเงินที่อื่นได้ รัฐพึงจ่ายเงินให้แก่องค์การเท่าจำนวนที่จําเป็นต่อการดําเนินงานขององค์การ

หมวด ๓ การบริหารและการดำเนินกิจการ

มาตรา 13 ให้มีคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย” ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่าหกคนแต่ไม่เกินเก้าคน ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้ง ให้ผู้อํานวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ
มาตรา 14 ประธานกรรมการและกรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสามปี เมื่อครบกำหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการขึ้นใหม่ ให้ประธานกรรมการหรือกรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อดําเนินงานต่อไปจนกว่าประธานกรรมการหรือกรรมการซึ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ ประธานกรรมการหรือกรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ อาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้
มาตรา 15 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ประธานกรรมการและกรรมการย่อมพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) คณะรัฐมนตรีให้ออก เพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือหย่อนความสามารถ
(๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ
มาตรา 16 ในกรณีที่ประธานกรรมการหรือกรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ หรือในกรณีที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างหรือเป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของประธานกรรมการหรือกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว เว้นแต่วาระที่เหลืออยู่ไม่ถึงเก้าสิบวันจะไม่แต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการแทนก็ได้ ในกรณีที่ประธานกรรมการหรือกรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการทั้งหมดที่มีอยู่จนกว่าจะมีการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่าง และในกรณีที่ประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้กรรมการที่เหลือเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานกรรมการเป็นการชั่วคราว
มาตรา 17 คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดําเนินงานขององค์การเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ และให้รวมถึง (๑) กำหนดนโยบายการบริหารงาน และให้ความเห็นชอบแผนการดําเนินงานขององค์การ
(๒) อนุมัติงบประมาณประจำปี งบการเงิน แผนการลงทุน และแผนการเงินขององค์การ
(๓) ออกระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกําหนด หรือประกาศเกี่ยวกับองค์การในเรื่องดังต่อไปนี้ (ก) การบริหารงานทั่วไป การจัดแบ่งส่วนงาน และขอบเขตหน้าที่ของส่วนงานดังกล่าว (ข) การแต่งตั้งและการถอดถอนผู้อํานวยการ การปฏิบัติงานและการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้อํานวยการ การรักษาการแทนและการมอบให้ผู้อื่นปฏิบัติงานแทน (ค) การกำหนดตำแหน่ง คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง อัตราเงินเดือน และเงินอื่นของพนักงานและลูกจ้าง (ง) การคัดเลือก การบรรจุ การแต่งตั้ง การประเมินผลงาน การถอดถอน วินัยและการลงโทษทางวินัย การออกจากตำแหน่ง การร้องทุกข์ และการอุทธรณ์การลงโทษของพนักงานและลูกจ้าง รวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจ้างลูกจ้างขององค์การ (จ) การบริหารและจัดการการเงิน การพัสดุ ทรัพย์สิน และการบัญชีขององค์การ (ฉ) การจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นแก่พนักงานและลูกจ้าง (ช) การกำหนดเครื่องแบบผู้อํานวยการ พนักงานและลูกจ้าง และเครื่องหมายขององค์การ
(๔) ให้ความเห็นชอบในการกำหนดค่าบริการและค่าธรรมเนียมในการดำเนินกิจการขององค์การ
(๕) กระทำการอื่นใดที่จําเป็นหรือต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ
(๖) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกานี้หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย
มาตรา 18 การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ จึงจะเป็นองค์ประชุม ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้ารองประธานกรรมการไม่มาหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา 19 คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมาย ให้นําความในมาตรา ๑๘ มาใช้บังคับกับการประชุมของคณะอนุกรรมการด้วยโดยอนุโลม
มาตรา 20 ให้ประธานกรรมการ กรรมการ และอนุกรรมการได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
มาตรา 21 ให้คณะกรรมการแต่งตั้งผู้อํานวยการจากผู้ซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ
มาตรา 22 ผู้อํานวยการมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละไม่เกินสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้
มาตรา 23 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ผู้อํานวยการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) สัญญาจ้างสิ้นสุดลง
(๔) คณะกรรมการให้ออกเพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือหย่อนความสามารถ
(๕) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ มติของคณะกรรมการให้ออกจากตำแหน่งตาม (๔) ต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่มีอยู่โดยไม่นับรวมตำแหน่งผู้อํานวยการ
มาตรา 24 ผู้อํานวยการมีหน้าที่บริหารกิจการขององค์การให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบายของรัฐบาลหรือมติคณะรัฐมนตรี ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ และนโยบายที่คณะกรรมการกำหนด และมีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้าง ผู้อํานวยการต้องรับผิดชอบต่อคณะกรรมการในการบริหารกิจการขององค์การ
มาตรา 25 ผู้อํานวยการมีหน้าที่และอำนาจ
(๑) บรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน เลื่อน ลด ตัดเงินเดือนหรือค่าจ้าง ลงโทษทางวินัย และการบริหารงานบุคคลอื่น ๆ ของพนักงานและลูกจ้าง ตลอดจนให้พนักงานหรือลูกจ้างออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ตามระเบียบหรือข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด
(๒) วางระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติงานขององค์การ โดยไม่ขัดหรือแย้งต่อระเบียบหรือข้อบังคับและนโยบายที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา 26 ในกรณีที่ผู้อํานวยการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือเมื่อตำแหน่งผู้อํานวยการว่างลง และยังมิได้แต่งตั้งผู้อํานวยการ ให้รองผู้อํานวยการรักษาการแทนผู้อํานวยการ ถ้าไม่มีรองผู้อํานวยการ หรือรองผู้อํานวยการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งกรรมการหรือพนักงานคนใดคนหนึ่ง เป็นผู้รักษาการแทนผู้อํานวยการ ให้ผู้รักษาการแทนตามวรรคหนึ่ง มีหน้าที่และอำนาจเช่นเดียวกับผู้อํานวยการ
มาตรา 27 ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้ผู้อํานวยการเป็นผู้แทนขององค์การ เพื่อการนี้ ผู้อํานวยการจะมอบอำนาจให้บุคคลใดปฏิบัติงานเฉพาะอย่างแทนก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามระเบียบหรือข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด นิติกรรมใดที่ผู้อํานวยการหรือผู้รับมอบอำนาจจากผู้อํานวยการกระทำโดยฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนดย่อมไม่ผูกพันองค์การ เว้นแต่คณะกรรมการจะให้สัตยาบัน
มาตรา 28 ให้คณะกรรมการเป็นผู้กำหนดอัตราเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้อํานวยการตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ประธานกรรมการ กรรมการ ผู้อํานวยการ พนักงาน และลูกจ้าง อาจได้รับเงินบําเหน็จหรือเงินรางวัลตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
มาตรา 29 พนักงานและลูกจ้างขององค์การมีสิทธิร้องทุกข์ได้ตามระเบียบหรือข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด

หมวด ๔ การเงิน การบัญชี และการตรวจสอบ

มาตรา 30 ให้องค์การจัดทำงบประมาณประจำปี โดยจําแนกเงินที่จะได้รับในปีหนึ่ง ๆ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ ให้แยกเป็นงบลงทุนและงบทำการ สำหรับงบลงทุนให้นําเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและให้ความเห็นชอบ ส่วนงบทำการให้นําเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ
มาตรา 31 ให้องค์การเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนด
มาตรา 32 ให้องค์การวางและรักษาไว้ซึ่งระบบการบัญชีตามมาตรฐานการบัญชีที่รับรองทั่วไป แยกตามประเภทงานส่วนที่สำคัญ มีการลงรายการรับและจ่ายเงิน สินทรัพย์และหนี้สินที่แสดงกิจการที่เป็นอยู่จริงและตามที่ควรตามประเภทงาน พร้อมด้วยข้อความอันเป็นที่มาของรายการดังกล่าว และให้มีการตรวจสอบบัญชีภายในเป็นประจำ
มาตรา 33 ให้องค์การจัดทำบัญชีและรายงานการเงินตามมาตรฐานการบัญชีที่รับรองทั่วไปส่งผู้สอบบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี
มาตรา 34 ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชี ทำการตรวจสอบรับรองบัญชี รวมทั้งการเงินทุกประเภทขององค์การ ให้ผู้สอบบัญชีจัดทำรายงานผลการตรวจสอบรายงานการเงินเสนอต่อคณะกรรมการ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี
มาตรา 35 ให้องค์การจัดทำและเผยแพร่รายงานประจำปีที่ล่วงมาแล้ว โดยแสดงงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับรองแล้ว รวมทั้งรายงานสรุปผลงานขององค์การในปีที่ล่วงมาแล้ว

หมวด ๕ การกำกับและควบคุม

มาตรา 36 ให้รัฐมนตรีมีหน้าที่และอำนาจกำกับโดยทั่วไปซึ่งกิจการขององค์การ และเพื่อประโยชน์แห่งการนี้ รัฐมนตรีมีอำนาจเรียกประธานกรรมการ กรรมการ ผู้อํานวยการ พนักงาน หรือลูกจ้าง มาชี้แจงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น หรือให้ทำรายงาน สั่งให้กระทำหรือยับยั้งการกระทำใด ๆ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลหรือมติคณะรัฐมนตรี ตลอดจนมีอำนาจที่จะสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการดำเนินกิจการก็ได้
มาตรา 37 ในกรณีที่องค์การจะต้องเสนอเรื่องใด ๆ ไปยังคณะรัฐมนตรี ให้องค์การนําเสนอรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อไปยังคณะรัฐมนตรี
มาตรา 38 ให้องค์การทำรายงานปีละครั้งเสนอรัฐมนตรี รายงานนี้ให้กล่าวถึงผลงานขององค์การในปีที่ล่วงมาแล้ว และคําชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายของคณะกรรมการ และแผนงานในอนาคต
มาตรา 39 การดำเนินการดังต่อไปนี้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
(๑) การกู้ยืมเงินหรือให้กู้ยืมเงินมีจำนวนเกินกว่าห้าสิบล้านบาท
(๒) การออกพันธบัตรหรือตราสารอื่นใดเพื่อการลงทุน
(๓) การจัดตั้งบริษัทจำกัดเพื่อประกอบกิจการสวนสัตว์และกิจการอื่นที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ขององค์การ

บทเฉพาะกาล

มาตรา 40 ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ ภาระผูกพัน งบประมาณ และรายได้ขององค์การสวนสัตว์ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนสัตว์ พ.ศ. ๒๔๙๗ ไปเป็นขององค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยตามพระราชกฤษฎีกานี้
มาตรา 41 ให้คณะกรรมการองค์การสวนสัตว์ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนสัตว์ พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ เป็นคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยตามพระราชกฤษฎีกานี้ และปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้มีคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยตามพระราชกฤษฎีกานี้
มาตรา 42 บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งที่ออกตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนสัตว์ พ.ศ. ๒๔๙๗ ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเพียงเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชกฤษฎีกานี้ จนกว่าจะมีระเบียบ ข้อบังคับ หรือคําสั่งตามพระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ
มาตรา 43 ให้ผู้อํานวยการ รองผู้อํานวยการ พนักงาน และลูกจ้างขององค์การสวนสัตว์ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนสัตว์ พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ เป็นผู้อํานวยการ รองผู้อํานวยการ พนักงาน และลูกจ้างองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยตามพระราชกฤษฎีกานี้ โดยให้ได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง รวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เท่าที่เคยได้รับอยู่เดิม สำหรับผู้อํานวยการขององค์การสวนสัตว์ให้ดำรงตำแหน่งต่อไปตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนสัตว์ พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน มีบทบัญญัติบางประการไม่สอดคล้องกับภารกิจและหน้าที่และอำนาจขององค์การสวนสัตว์ที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
ประกอบกับพระราชกฤษฎีกายุบเลิกสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๖๒ บัญญัติให้โอนสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีซึ่งเป็นของสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) และบรรดาอำนาจหน้าที่ กิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ งบประมาณ และรายได้ของสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน)
ในส่วนของสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีไปเป็นขององค์การสวนสัตว์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สมควรปรับปรุงภารกิจและหน้าที่และอำนาจขององค์การสวนสัตว์ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
บทบัญญัติประกอบ หมายเหตุ และบทเฉพาะกาลของกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม

พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘

มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดตั้งองค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) ขึ้น และกำหนดให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ ภาระผูกพัน งบประมาณ และรายได้ของสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) ไปเป็นขององค์การบริหารไนท์ซาฟารี

(องค์การมหาชน) ดังกล่าว จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และทุนขององค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๓ ให้สอดคล้องกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้