กฎกระทรวงเศรษฐการ ออกตามความในพระราชบัญญัติเรือไทย พุทธศักราช 2481
23 ข้อ · ประกาศ 7 ต.ค. 2482
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖๒ แห่งพระราชบัญญัติเรือไทย พุทธศักราช ๒๔๘๑ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
หมวด ๑ ข้อความทั่วไป
หมวด ๒ ค่าธรรมเนียม
กฎให้ไว้ ณ วันที่ ๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๘๒ บริภัณฑ์ยุทธกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ
บทบัญญัติประกอบ หมายเหตุ และบทเฉพาะกาลของกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม
กฎกระทรวงเศรษฐการ ออกตามความในพระราชบัญญัติเรือไทย พุทธศักราช ๒๔๘๑ (ฉะบับที่ ๒)
กฎกระทรวง ฉะบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๔๙๐) ว่าด้วยค่าธรรมเนียมเรือไทย ออกตามความในพระราชบัญญัติเรือไทย พุทธศักราช ๒๔๘๑
กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๑๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติเรือไทย พุทธศักราช ๒๔๘๑
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากพระราชบัญญัติเรือไทย (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๑๗ ได้แก้ไขเพิ่มเติมบัญชีค่าธรรมเนียมอัตราขั้นสูงท้ายพระราชบัญญัติเรือไทย พุทธศักราช ๒๔๘๑ สมควรปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมเสียใหม่ให้สอดคล้องกับบัญชีดังกล่าว จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงฉบับนี้
กฎกระทรวง ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๒๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติเรือไทย พุทธศักราช ๒๔๘๑
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากทางราชการได้พิจารณาเห็นสมควรปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การโอนกรรมสิทธิ์ และการจำนองเรือไทยตามกฎหมายว่าด้วยเรือไทยให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงฉบับนี้
กฎกระทรวง ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๒๒) ออกตามความในพระราชบัญญัติเรือไทย พุทธศักราช ๒๔๘๑
หมายเหตุ :- เหตุผลในการใช้ประกาศกฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการออกใบทะเบียนให้ใหม่ในกรณีเปลี่ยนแปลงตัวเรือหรือส่วนอื่นของเรือ เพื่อให้สอดคล้องกับบัญชีค่าธรรมเนียมอัตราขั้นสูงท้ายพระราชบัญญัติเรือไทย พุทธศักราช ๒๔๘๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเรือไทย (ฉบับที่
๓) พ.ศ. ๒๕๒๑ จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
กฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๓๔) ออกตามความในพระราชบัญญัติเรือไทย พุทธศักราช ๒๔๘๑
ข้อ ๒ ภายในกำหนดสองปีนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับให้เจ้าของเรือไทยที่ได้จดทะเบียนตามมาตรา ๗ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติเรือไทย พุทธศักราช ๒๔๘๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเรือไทย (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘ ไว้ก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ และไม่สามารถจัดหาคนประจำเรือที่มีสัญชาติไทยได้ตามจำนวนในข้อ ๑๒ ได้รับการผ่อนผันไม่ต้องปฏิบัติตามข้อ ๑๒ แต่เจ้าของเรือดังกล่าวต้องดำเนินการดังต่อไปนี้ (๑) จัดให้มีคนประจำเรือที่มีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าในปีแรก (๒) จัดให้มีคนประจำเรือที่มีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบในปีที่สอง
หมายเหตุ :- เหตุผลในการใช้ประกาศกฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากพระราชบัญญัติเรือไทย พุทธศักราช ๒๔๘๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเรือไทย (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้กำหนดให้คนประจำเรือไทยที่ได้จดทะเบียนตามความในมาตรา ๗ ทวิ
เพื่อใช้ประกอบการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศโดยเฉพาะต้องมีอัตราส่วนของบุคคลที่มีสัญชาติไทยตามจำนวนที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
กฎกระทรวง ฉบับที่ ๘ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติเรือไทย พุทธศักราช ๒๔๘๑
ข้อ ๒ ภายในกำหนดห้าปีนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ หากเจ้าของเรือที่ได้จดทะเบียนตามความในมาตรา ๗ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติเรือไทย พุทธศักราช ๒๔๘๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเรือไทย (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๔๐ ไม่สามารถจัดหาคนประจำเรือที่มีสัญชาติไทยได้ตามจำนวนในข้อ ๑๒ ให้ได้รับการผ่อนผันไม่ต้องปฏิบัติตามข้อ ๑๒ แต่เจ้าของเรือดังกล่าวต้องจัดให้มีคนประจำเรือที่มีสัญชาติไทย ไม่น้อยกว่าร้อยละสิบ
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากกระทรวงคมนาคมได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการขนส่งทางทะเลหลายรายว่า ตามที่กฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๓๔) ออกตามความในพระราชบัญญัติเรือไทย พุทธศักราช ๒๔๘๑ ได้กำหนดให้เรือไทยที่จดทะเบียนตามมาตรา ๗ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติเรือไทย พุทธศักราช
๒๔๘๑ เพื่อใช้ประกอบการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศโดยเฉพาะ ต้องใช้คนประจำเรือที่มีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าซึ่งเป็นอัตราส่วนที่สูง ทำให้ผู้ประกอบการขนส่งไม่สามารถจัดหาคนประจำเรือที่มีสัญชาติไทยได้ครบตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการขนส่งนำเรือไปจดทะเบียนที่ประเทศอื่น จึงขอให้ลดอัตราส่วนคนประจำเรือที่มีสัญชาติไทยให้น้อยลง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะการณ์ปัจจุบัน และเพื่อสนับสนุนเสริมสร้างประสิทธิภาพกองเรือพาณิชย์ไทย ให้มีขีดความสามารถในการประกอบการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น
จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงฉบับนี้
กฎกระทรวงเครื่องหมายถาวรของเรือไทย พ.ศ. ๒๕๖๕
ข้อ ๑๑ บรรดาเรือที่อยู่ระหว่างการยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นเรือไทยก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้เจ้าของเรือจัดให้มีเครื่องหมายถาวรตามกฎกระทรวงนี้
ข้อ ๑๒ เรือที่จดทะเบียนเป็นเรือไทยอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้เครื่องหมายถาวรตามกฎกระทรวงเศรษฐการ ออกตามความในพระราชบัญญัติเรือไทย พุทธศักราช ๒๔๘๑ ได้ต่อไป จนกว่าใบอนุญาตใช้เรือจะสิ้นอายุ หรือต้องมีการดำเนินการใด ๆ ทางทะเบียนเรือกับกรมเจ้าท่าซึ่งเจ้าของเรือต้องจัดให้มีเครื่องหมายถาวรตามกฎกระทรวงนี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่การกำหนดเครื่องหมายถาวรของเรือไทยตามกฎกระทรวงเศรษฐการ ออกตามความในพระราชบัญญัติเรือไทย พุทธศักราช ๒๔๘๑ ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน
สมควรปรับปรุงการกำหนดเครื่องหมายถาวรของเรือไทยให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบันและเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยแห่งชีวิตในทะเล ค.ศ. ๑๙๗๔ (International Convention for the Safety of Life at Sea, 1974 (SOLAS)) จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
กฎกระทรวงอัตราส่วนของคนประจำเรือที่มีสัญชาติไทยสำหรับเรือไทยซึ่งใช้ประกอบการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศโดยเฉพาะ พ.ศ. ๒๕๖๗
ข้อ ๓ ภายในสี่ปีแรกนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ มิให้นำบทบัญญัติในข้อ ๒ มาใช้บังคับแก่คนประจำเรือสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันที่มีขนาดเกิน ๒๐,๐๐๐ ตันกรอสขึ้นไป ที่ได้จดทะเบียนเป็นเรือไทยซึ่งใช้ประกอบการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศโดยเฉพาะ ตามความในมาตรา ๗ ทวิ แต่ในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว เจ้าของเรือหรือผู้ครอบครองเรือต้องจัดให้มีคนประจำเรือที่เป็นบุคคลสัญชาติไทยสำหรับเรือไทยนั้นในอัตราส่วน ดังต่อไปนี้ (๑) ในปีแรกต้องไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของคนประจำเรือทั้งหมด (๒) ในปีที่สองต้องไม่น้อยกว่าร้อยละสามสิบของคนประจำเรือทั้งหมด (๓) ในปีที่สามและปีที่สี่ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละสี่สิบของคนประจำเรือทั้งหมด
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงการกำหนดอัตราส่วนของคนประจำเรือที่มีสัญชาติไทยสำหรับเรือที่ได้จดทะเบียนเป็นเรือไทยซึ่งใช้ประกอบการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศโดยเฉพาะ ตามกฎกระทรวงเศรษฐการ ออกตามความในพระราชบัญญัติเรือไทย พุทธศักราช ๒๔๘๑
เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบันและสนับสนุนเสริมสร้างประสิทธิภาพกองเรือพาณิชย์ไทยให้มีขีดความสามารถในการประกอบการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้