พระราชกฤษฎีกากำหนดพื้นที่ทดลองเพาะปลูกและสกัดสารสำคัญจากพืชฝิ่นและพืชเห็ดขี้ควาย เพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัย พ.ศ. 2568
11 มาตรา · ประกาศ 24 มี.ค. 2568
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรกำหนดพื้นที่ทดลองเพาะปลูกและสกัดสารสำคัญจากพืชฝิ่นและพืชเห็ดขี้ควาย เพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัย รวมทั้งมาตรการควบคุมและตรวจสอบการกระทำดังกล่าว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๕๕ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ เป็นปีที่ ๑๐ ในรัชกาลปัจจุบัน
(๑) อาคารฝ่ายวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม องค์การเภสัชกรรม เลขที่ ๗๕/๑ แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร
(๒) อาคารฝ่ายสมุนไพรและเภสัชเคมีภัณฑ์ องค์การเภสัชกรรม (สาขาธัญบุรี) เลขที่ ๑๓๘ หมู่ที่ ๔ ตำบลบึงสนั่น อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี
(๑) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เลขที่ ๕๐ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ในเขตพื้นที่ดังต่อไปนี้ (ก) อาคารปฏิบัติการวิจัยกลาง สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร (ข) อาคารภาควิชาจุลชีววิทยา - ภาควิชาพันธุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ (ค) อาคารภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ (ง) อาคารศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ (จ) อาคารสุขประชา วาจานนท์ คณะวิทยาศาสตร์ (ฉ) อาคารอุตสาหกรรมเกษตร ๓ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร
(๒) มหาวิทยาลัยขอนแก่น เลขที่ ๑๒๓ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ในเขตพื้นที่ดังต่อไปนี้ (ก) พื้นที่และโรงเรือนของหมวดพืชผัก สาขาวิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ (ข) อาคาร AG๐๗ ชั้น ๔ สาขาวิชาโรคพืชวิทยาและกีฏวิทยา คณะเกษตรศาสตร์ (ค) อาคารศูนย์สัตว์ทดลองภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณะแพทยศาสตร์ (ง) อาคารสถานปฏิบัติการเภสัชกรรมการผลิต คณะเภสัชศาสตร์ (จ) อาคารอุทยานวิทยาศาสตร์
(๓) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เลขที่ ๑๓๘๑ แขวงวงศ์สว่าง เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ในเขตพื้นที่อาคารคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
(๔) มหาวิทยาลัยนเรศวร ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ในเขตพื้นที่ดังต่อไปนี้ (ก) โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร คณะแพทยศาสตร์ (ข) สถานสัตว์ทดลองเพื่อการวิจัย (ค) ห้อง MD๓๔๖ ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ง) อาคาร ๔ คณะเภสัชศาสตร์
(๕) มหาวิทยาลัยพายัพ เลขที่ ๒๗๒ ตำบลสันพระเนตร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ในเขตพื้นที่อาคารวิวรณ์ สำนักบริการวิชาการ
(๖) มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เลขที่ ๖๓ หมู่ที่ ๔ ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ในเขตพื้นที่ดังต่อไปนี้ (ก) โรงเรือนฟาร์มมหาวิทยาลัย (ข) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมทางการเกษตรสำหรับบัณฑิตผู้ประกอบการ (ค) ศูนย์ทดสอบ วิจัยและพัฒนากัญชง สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร (ง) ศูนย์บริการวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อาคาร ๖๐ ปี แม่โจ้ คณะวิทยาศาสตร์ (จ) ห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีชีวภาพทางพืช อาคารจุฬาภรณ์ คณะวิทยาศาสตร์ (ฉ) ห้อง ๔๐๑ อาคารวิศวกรรม คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร (ช) อาคารสาขาวิชาพืชผัก คณะผลิตกรรมการเกษตร
(๗) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เลขที่ ๑๕ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในเขตพื้นที่ดังต่อไปนี้ (ก) โรงเพาะปลูก คณะวิทยาศาสตร์ (ข) ห้องเตรียมชิ้นเนื้อ/ห้องวิจัย ๒ (PR๑๑๖) อาคารพรีคลินิก คณะวิทยาศาสตร์ (ค) ห้องปฏิบัติการทางเภสัชวิทยา ๑ (PR๒๑๖) อาคารพรีคลินิก คณะวิทยาศาสตร์ (ง) ห้องปฏิบัติการทางเภสัชวิทยา ๔ (PR๒๓๐) อาคารพรีคลินิก คณะวิทยาศาสตร์ (จ) อาคารสถานสัตว์ทดลองภาคใต้ คณะวิทยาศาสตร์
(๑) ที่มาของพืชฝิ่นและพืชเห็ดขี้ควายที่จะเพาะปลูก ต้องได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายยาเสพติด หรือได้รับอนุญาตให้นำไปใช้ประโยชน์ตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ว่าด้วยการตรวจรับ การตรวจพิสูจน์ การเก็บรักษา การทำลาย การนำไปใช้ประโยชน์ และการรายงานยาเสพติด
(๒) สถานที่เพาะปลูก (ก) จัดให้มีป้ายแสดงไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่เพาะปลูก โดยเป็นป้ายที่ทำจากวัสดุถาวร และมีข้อความเป็นตัวอักษรไทยที่มีขนาดเหมาะสม ระบุว่าเป็นสถานที่เพาะปลูกพืชฝิ่นและพืชเห็ดขี้ควายตามพระราชกฤษฎีกานี้ (ข) จัดทำแนวเขตพื้นที่เพาะปลูกที่มีความมั่นคงแข็งแรงและเห็นได้ชัด (ค) แสดงแบบแปลนของตัวอาคาร ชั้น โรงเรือน หรือแปลงเพาะปลูก ณ สถานที่เพาะปลูก (ง) ประตูทางเข้าออกพื้นที่เพาะปลูกทำจากวัสดุแข็งแรงและทนทาน สามารถป้องกันการเข้าถึงจากบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้อง และจำกัดจำนวนประตูเข้าออกให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงทางหนีไฟด้วย
(๓) การรักษาความปลอดภัย (ก) ติดตั้งกล้องวงจรปิดบริเวณพื้นที่เพาะปลูกและบริเวณประตูทางเข้าออก โดยมีระบบบันทึกความจำและให้สำรองข้อมูลโดยอาจถ่ายโอนข้อมูลไว้ในอุปกรณ์รูปแบบอื่น ทั้งนี้ ให้จัดเก็บไว้เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน (ข) ควบคุมการเข้าถึงจากบุคคลภายนอก โดยติดตั้งกุญแจล็อกหรือการควบคุมการเข้าออกผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และกำหนดบัญชีรายชื่อบุคคลผู้มีสิทธิเข้าออกพื้นที่ ในกรณีที่บุคคลภายนอกจะเข้ามาศึกษาดูงานต้องได้รับอนุญาตจากเลขาธิการ ป.ป.ส. หรือผู้ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการ ป.ป.ส. (ค) จัดทำแผนรักษาความปลอดภัยบริเวณพื้นที่เพาะปลูกและพื้นที่โดยรอบ (ง) จัดให้มีรายชื่อผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัย พร้อมทั้งกำหนดช่องทางการติดต่อกรณีฉุกเฉิน (จ) จัดให้มีมาตรการตรวจสอบมิให้บุคคลที่เกี่ยวข้องลักลอบนำพืชฝิ่นและพืชเห็ดขี้ควายออกนอกพื้นที่ (ฉ) ในกรณีที่พืชฝิ่นและพืชเห็ดขี้ควายถูกโจรกรรม สูญหาย หรือถูกทำลาย ต้องแจ้งสถานีตำรวจในท้องที่ทราบโดยเร็ว
(๔) สถานที่จัดเก็บพืชฝิ่นและพืชเห็ดขี้ควายจะต้องแยกเป็นสัดส่วน และจัดเก็บในที่ซึ่งมั่นคงแข็งแรง และมีกุญแจใส่ไว้ หรือเครื่องป้องกันอย่างอื่นที่มีสภาพเท่าเทียมกัน
(๕) การขนส่ง (ก) แจ้งกำหนดการขนส่งพืชฝิ่นและพืชเห็ดขี้ควายไปยังพื้นที่ตามมาตรา ๔ หรือมาตรา ๕ เป็นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดต้นทางและปลายทางไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนการขนส่ง (ข) จัดให้มียานพาหนะที่มีระบบป้องกันการสูญหาย การเข้าถึง และการมองเห็นจากบุคคลภายนอก (ค) จัดให้มีภาชนะบรรจุพืชฝิ่นและพืชเห็ดขี้ควายที่มีการปิดผนึกหรือระบบนิรภัยป้องกันมิให้มีการเข้าถึงพืชฝิ่นและพืชเห็ดขี้ควายในระหว่างการขนส่งได้โดยง่าย จนกระทั่งขนส่งไปถึงผู้รับ (ง) จัดให้มีผู้รับผิดชอบควบคุมการขนส่งและรักษาความปลอดภัยอย่างน้อยสองคน
(๖) การทำลายพืชฝิ่นและพืชเห็ดขี้ควายที่เหลือจากการศึกษาวิจัย ให้ผู้รับผิดชอบดำเนินการทำลายด้วยวิธีทำลายสภาพหรือทำให้พืชฝิ่นและพืชเห็ดขี้ควายเสื่อมสภาพไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก โดยแจ้งเลขาธิการ ป.ป.ส. ทราบก่อนการทำลายไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน
(๗) การรายงาน (ก) ให้จัดทำบัญชีรับจ่ายพืชฝิ่นและพืชเห็ดขี้ควาย และรายงานให้เลขาธิการ ป.ป.ส. ทราบทุกสามเดือนนับแต่วันที่เริ่มต้นเพาะปลูก (ข) ให้รายงานความคืบหน้าผลการศึกษาวิจัยการทดลองเพาะปลูกพืชฝิ่นและพืชเห็ดขี้ควายให้เลขาธิการ ป.ป.ส. ทราบทุกหกเดือนนับแต่วันที่เริ่มต้นเพาะปลูก
(๑) สถานที่สกัด (ก) จัดให้มีป้ายแสดงไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่สกัด โดยเป็นป้ายที่ทำจากวัสดุถาวร และมีข้อความเป็นตัวอักษรไทยที่มีขนาดเหมาะสม ระบุว่าเป็นสถานที่สกัดพืชฝิ่นตามพระราชกฤษฎีกานี้ (ข) แสดงแบบแปลนของตัวอาคาร ชั้น โรงเรือน หรือสถานที่สกัด ณ สถานที่สกัด (ค) ประตูทางเข้าออกพื้นที่สกัดทำจากวัสดุแข็งแรงและทนทาน สามารถป้องกันการเข้าถึงจากบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้อง และจำกัดจำนวนประตูเข้าออกให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นโดยคำนึงถึงทางหนีไฟด้วย
(๒) การรักษาความปลอดภัย (ก) ติดตั้งกล้องวงจรปิดบริเวณพื้นที่สกัดและบริเวณประตูทางเข้าออก โดยมีระบบบันทึกความจำและให้สำรองข้อมูลโดยอาจถ่ายโอนข้อมูลไว้ในอุปกรณ์รูปแบบอื่น ทั้งนี้ ให้จัดเก็บไว้เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน (ข) ควบคุมการเข้าถึงจากบุคคลภายนอก โดยติดตั้งกุญแจล็อกหรือการควบคุมการเข้าออกผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และกำหนดบัญชีรายชื่อบุคคลผู้มีสิทธิเข้าออกพื้นที่ ในกรณีที่บุคคลภายนอกจะเข้ามาศึกษาดูงานต้องได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมหรือผู้ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (ค) จัดทำแผนรักษาความปลอดภัยบริเวณพื้นที่สกัดและพื้นที่โดยรอบ (ง) จัดให้มีรายชื่อผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัย พร้อมทั้งกำหนดช่องทางการติดต่อกรณีฉุกเฉิน (จ) จัดให้มีมาตรการตรวจสอบมิให้บุคคลที่เกี่ยวข้องลักลอบนำพืชฝิ่นหรือสารสกัดจากพืชฝิ่นออกนอกพื้นที่ (ฉ) ในกรณีที่พืชฝิ่นหรือสารสกัดจากพืชฝิ่นถูกโจรกรรม สูญหาย หรือถูกทำลาย ต้องแจ้งสถานีตำรวจในท้องที่และเลขาธิการ ป.ป.ส. ทราบโดยเร็ว
(๓) สถานที่จัดเก็บพืชฝิ่นและสารสกัดจากพืชฝิ่นจะต้องแยกเป็นสัดส่วน และจัดเก็บในที่ซึ่งมั่นคงแข็งแรง และมีกุญแจใส่ไว้ หรือเครื่องป้องกันอย่างอื่นที่มีสภาพเท่าเทียมกัน
(๔) ในกรณีที่จะส่งตัวอย่างพืชฝิ่นและสารสกัดจากพืชฝิ่นไปวิเคราะห์เพื่อวัดระดับปริมาณสารสำคัญและสารปนเปื้อน ให้องค์การเภสัชกรรมส่งตัวอย่างไปยังห้องปฏิบัติการในสังกัดกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยแจ้งให้เลขาธิการ ป.ป.ส. ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
(๕) การทำลายพืชฝิ่นหรือสารสกัดจากพืชฝิ่นที่เหลือจากการศึกษาวิจัย ให้องค์การเภสัชกรรมดำเนินการทำลายด้วยวิธีทำลายสภาพหรือทำให้พืชฝิ่นหรือสารสกัดจากพืชฝิ่นเสื่อมสภาพไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก โดยแจ้งเลขาธิการ ป.ป.ส. ทราบก่อนการทำลายไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน
(๖) การรายงาน (ก) ให้จัดทำบัญชีรับจ่ายพืชฝิ่นและสารสกัดจากพืชฝิ่นและรายงานให้เลขาธิการ ป.ป.ส. ทราบทุกสามเดือนนับแต่วันที่เริ่มต้นสกัดสารสำคัญ (ข) ให้รายงานความคืบหน้าผลการศึกษาวิจัยการทดลองสกัดสารสำคัญจากพืชฝิ่นให้เลขาธิการ ป.ป.ส. ทราบทุกหกเดือนนับแต่วันที่เริ่มต้นสกัดสาระสำคัญ
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี