พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติให้อำนาจปฏิบัติการเกี่ยวกับสมาคมพัฒนาการระหว่างประเทศ พ.ศ. 2503
11 มาตรา · ประกาศ 13 ก.ย. 2503
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายให้อำนาจปฏิบัติการเกี่ยวกับสมาคมพัฒนาการระหว่างประเทศ พระมหากษัตริย์โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
ในพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สังวาลย์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้ไว้ ณ วันที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นปีที่ ๑๕ ในรัชกาลปัจจุบัน
มาตรา 1
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติให้อำนาจปฏิบัติการเกี่ยวกับสมาคมพัฒนาการระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๐๓”
มาตรา 2
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3
ในพระราชบัญญัตินี้ “สมาคม” หมายความว่า สมาคมพัฒนาการระหว่างประเทศ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 4
ให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกตั๋วสัญญาใช้เงินคลังแทนเงินตราไทยให้แก่สมาคมตามความจำเป็น ตั๋วสัญญาใช้เงินคลังที่ออกตามความในวรรคก่อน ต้องเป็นตั๋วเปลี่ยนมือไม่ได้ มีข้อกำหนดไม่ให้คิดดอกเบี้ย และเป็นตั๋วชนิดใช้เงินเมื่อทวงถาม
มาตรา 5
เมื่อรัฐมนตรีจะออกหรือออกตั๋วสัญญาใช้เงินคลังเป็นจำนวนเท่าใด ให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้ในโอกาสแรกที่จะพึงทำได้ เพื่อสำหรับจ่ายเมื่อได้รับทวงถามให้ใช้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินคลัง งบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้ตามวรรคก่อน เมื่อได้รับอนุมัติตามกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายแล้ว ให้ตัดโอนขึ้นบัญชีเงินฝากตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังไว้ทางกระทรวงการคลังต่อไป ในกรณีที่ยังไม่ได้รับอนุมัติงบประมาณรายจ่ายหรืองบประมาณรายจ่ายที่ได้รับอนุมัติแล้วมีไม่พอ หากจำเป็นจะต้องจ่ายเงินเมื่อได้รับทวงถาม ให้รัฐมนตรีมีอำนาจจ่ายเงินคงคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังได้
มาตรา 6
บทบัญญัติมาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ ต่อไปนี้ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกของสมาคมแล้วเป็นต้นไป
มาตรา 7
ให้รัฐมนตรีมีอำนาจทำการแทนรัฐบาลเพื่อถือเอาประโยชน์จากสมาชิกภาพในสมาคมด้วยการกู้เงินและด้วยการค้ำประกันเงินกู้จากสมาคมได้ การกู้เงินของรัฐบาลดังกล่าวจะเป็นผลสมบูรณ์ต่อเมื่อได้ตราเป็นพระราชบัญญัติ
มาตรา 8
ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นสถานที่รับฝากเงินและสินทรัพย์อื่น ๆ ของสมาคม
มาตรา 9
ให้รัฐมนตรีมีอำนาจจัดให้มีหน่วยงานเพื่อการติดต่อระหว่างประเทศไทยกับสมาคมโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 10
ก่อนที่สมาคมจะมีฐานะเป็นทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติซึ่งจะได้รับเอกสิทธิและความคุ้มกันตามกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์การสหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติในประเทศไทย
(๑) เพื่อประโยชน์แก่การดำเนินงานและการให้บรรลุผลตามความมุ่งประสงค์ในประเทศไทย ให้ยอมรับนับถือสมาคมเป็นนิติบุคคล และให้ถือว่ามีภูมิลำเนาในประเทศไทย
(๒) ให้สถานที่ ทรัพย์สิน สินทรัพย์และบรรณสารของสมาคม ได้รับความคุ้มกันจากการค้น การเรียกเกณฑ์ การริบ การเวนคืน และการแทรกแซงในรูปอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นในทางบริหาร ทางการปกครอง ทางการศาล หรือทางนิติบัญญัติ เช่นเดียวกันกับสถานที่ ทรัพย์สิน สินทรัพย์และบรรณสารขององค์การสหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติในประเทศไทย
(๓) ให้บุคคลดังต่อไปนี้ได้รับเอกสิทธิและความคุ้มกันอย่างเดียวกันกับที่ให้บุคคลในคณะทูตในฐานะเทียบเท่า คือ (ก) ผู้ว่าการ กรรมการบริหารและกรรมการสำรองของสมาคม (ข) ผู้เชี่ยวชาญและพนักงานของสมาคมนอกจากที่กล่าวใน (ก) ตามที่รัฐบาลไทยกับสมาคมจะได้ทำการตกลงกัน
(๔) ให้พนักงานและลูกจ้างของสมาคมนอกจากที่กล่าวใน (๓) ได้รับเอกสิทธิและความคุ้มกันในประเทศไทยเช่นเดียวกับที่ให้แก่พนักงานขององค์การสหประชาชาติ และทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ ในฐานะเทียบเท่า
(๑) เพื่อประโยชน์แก่การดำเนินงานและการให้บรรลุผลตามความมุ่งประสงค์ในประเทศไทย ให้ยอมรับนับถือสมาคมเป็นนิติบุคคล และให้ถือว่ามีภูมิลำเนาในประเทศไทย
(๒) ให้สถานที่ ทรัพย์สิน สินทรัพย์และบรรณสารของสมาคม ได้รับความคุ้มกันจากการค้น การเรียกเกณฑ์ การริบ การเวนคืน และการแทรกแซงในรูปอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นในทางบริหาร ทางการปกครอง ทางการศาล หรือทางนิติบัญญัติ เช่นเดียวกันกับสถานที่ ทรัพย์สิน สินทรัพย์และบรรณสารขององค์การสหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติในประเทศไทย
(๓) ให้บุคคลดังต่อไปนี้ได้รับเอกสิทธิและความคุ้มกันอย่างเดียวกันกับที่ให้บุคคลในคณะทูตในฐานะเทียบเท่า คือ (ก) ผู้ว่าการ กรรมการบริหารและกรรมการสำรองของสมาคม (ข) ผู้เชี่ยวชาญและพนักงานของสมาคมนอกจากที่กล่าวใน (ก) ตามที่รัฐบาลไทยกับสมาคมจะได้ทำการตกลงกัน
(๔) ให้พนักงานและลูกจ้างของสมาคมนอกจากที่กล่าวใน (๓) ได้รับเอกสิทธิและความคุ้มกันในประเทศไทยเช่นเดียวกับที่ให้แก่พนักงานขององค์การสหประชาชาติ และทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ ในฐานะเทียบเท่า
มาตรา 11
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จอมพล ส. ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ประเทศไทยจะเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมพัฒนาการระหว่างประเทศซึ่งมีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือในด้านพัฒนาการของประเทศสมาชิก จึงจำเป็นต้องออกกฎหมาย
เพื่อให้อำนาจรัฐบาลปฏิบัติการเกี่ยวกับสมาคมพัฒนาการระหว่างประเทศตามความตกลงว่าด้วยสมาคมพัฒนาการระหว่างประเทศ เพื่อให้รัฐบาลถือประโยชน์จากการเป็นสมาชิก