กฎกระทรวง
กฎกระทรวง ฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502
14 ข้อ · ประกาศ 1 ธ.ค. 2509
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๓ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1
การกู้เงินในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๐ ครั้งที่ ๑ โดยวิธีออกพันธบัตรเรียกว่า “พันธบัตรเงินกู้ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๐ ครั้งที่ ๑” มีจำนวนไม่เกินสองพันล้านบาท
ข้อ 3
พันธบัตรรายนี้เป็นพันธบัตรชนิดจ่ายเงินแก่ผู้ถือมีอัตราดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดต่อปี ออกจำหน่ายตามราคาที่ตราไว้ในพันธบัตร มีชนิดราคา ดังต่อไปนี้ ฉบับละ๑๐๐,๐๐๐ บาท ฉบับละ ๑๐,๐๐๐ บาท ฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท ฉบับละ ๑๐๐ บาท
ข้อ 4
พันธบัตรรายนี้ให้เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ จนถึงวันสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๐
ข้อ 5
พันธบัตรรายนี้ให้เป็นไปตามแบบท้ายกฎกระทรวงนี้ และมิให้ถือว่าพันธบัตรฉบับใดสมบูรณ์ เว้นแต่พนักงานของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้แต่งตั้งขึ้น โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ลงลายมือชื่อกำกับในพันธบัตรฉบับนั้นแล้ว
ข้อ 6
เมื่อได้รับคำเสนอขอซื้อพันธบัตรพร้อมด้วยชำระเงินเต็มตามราคาแล้วธนาคารแห่งประเทศไทยจะออกใบสำคัญชั่วคราวให้ผู้ซื้อยึดถือไว้ก่อน เพื่อแลกเปลี่ยนกับพันธบัตรก็ได้
ข้อ 7
ดอกเบี้ยงวดแรกของพันธบัตรแต่ละฉบับให้คำนวณตั้งแต่วันที่จำหน่ายพันธบัตรได้ จนถึงวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ และให้เริ่มชำระดอกเบี้ยงวดแรกในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ งวดต่อไปในวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน และวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ทุกปี ตลอดเวลาที่พันธบัตรยังมีอายุอยู่
ข้อ 8
ตั้งแต่วันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นต้นไปกระทรวงการคลังจะชำระต้นเงินกู้ตามพันธบัตรทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ในกรณีชำระต้นเงินกู้แต่บางส่วน ให้กระทำโดยวิธีจับสลาก
ข้อ 9
การชำระต้นเงินกู้ตามพันธบัตร ให้กระทำได้ต่อเมื่อได้รับคืนพันธบัตรพร้อมทั้งบัตรดอกเบี้ยทุกฉบับที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ หากบัตรดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระในพันธบัตรฉบับใดขาดจำนวนไป ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยหักจำนวนเงินตามบัตรดอกเบี้ยที่ขาดในพันธบัตรฉบับนั้นออกจากต้นเงินกู้ที่พึงชำระให้แก่ผู้ถือพันธบัตร
ข้อ 10
ผู้ถือพันธบัตรจะขอจดบัญชีแสดงกรรมสิทธิ์ในพันธบัตร โดยมอบพันธบัตรหรือใบสำคัญชั่วคราวตามข้อ ๖ ไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ ในการนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะออกใบรับจดบัญชีแสดงกรรมสิทธิ์ให้ไว้เป็นสำคัญ เมื่อได้จดบัญชีแสดงกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรแล้ว จะถอนการจดบัญชีหรือโอนกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรที่จดบัญชีไว้ในระหว่างระยะเวลาสิบห้าวันก่อนวันเริ่มชำระดอกเบี้ยตามข้อ ๗ มิได้
ข้อ 11
ผู้ที่ได้จดบัญชีแสดงกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรไว้ไม่น้อยกว่าสามปี มีสิทธิขายคืนพันธบัตรได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตามราคาที่ตราไว้ในพันธบัตรนั้น แต่สำหรับพันธบัตรที่มีระยะเวลานับแต่วันที่ได้จดบัญชีแสดงกรรมสิทธิ์จนถึงวันขายคืนยังไม่ถึงสิบปี ให้มีอัตราส่วนลด ดังต่อไปนี้ ระยะเวลานับแต่วันที่ได้จดบัญชีส่วนลดโดยนับแต่วัน แสดงกรรมสิทธิ์จนถึงวันขายคืนวันจำหน่ายพันธบัตร ๓ ปี ขึ้นไป แต่ไม่ถึง ๕ ปีร้อยละ ๒ ๕ ปี ขึ้นไป แต่ไม่ถึง ๗ ปีร้อยละ ๑.๕ ๗ ปี ขึ้นไป แต่ไม่ถึง ๙ ปีร้อยละ ๑ ๙ ปี ขึ้นไป แต่ไม่ถึง ๑๐ ปีร้อยละ ๐.๕ การขายคืนพันธบัตรจะกระทำในระหว่างระยะเวลาสิบห้าวัน ก่อนวันเริ่มชำระดอกเบี้ยตามข้อ ๗ มิได้ พันธบัตรที่ขายคืนตามข้อนี้ ให้ถือว่าเป็นพันธบัตรที่ชำระต้นเงินกู้คืนแล้ว
ข้อ 12
ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้จำหน่ายพันธบัตรรายนี้ และจัดการอื่น ๆ ที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการนี้
ข้อ 13
ให้กำหนดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจัดการเกี่ยวกับพันธบัตรรายนี้ให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทย ดังต่อไปนี้
(๑) ค่าใช้จ่ายในการพิมพ์พันธบัตรและการโฆษณาขายพันธบัตร
(๒) ค่าธรรมเนียมในการจัดการเกี่ยวกับพันธบัตรในอัตราร้อยละ ๐.๓ ของราคาพันธบัตรที่จำหน่ายได้ ดอกเบี้ยที่จ่ายและต้นเงินกู้ตามพันธบัตรที่ชำระคืน
(๑) ค่าใช้จ่ายในการพิมพ์พันธบัตรและการโฆษณาขายพันธบัตร
(๒) ค่าธรรมเนียมในการจัดการเกี่ยวกับพันธบัตรในอัตราร้อยละ ๐.๓ ของราคาพันธบัตรที่จำหน่ายได้ ดอกเบี้ยที่จ่ายและต้นเงินกู้ตามพันธบัตรที่ชำระคืน
ข้อ 14
ในการคำนวณเงิน ตอนใดมีเศษของหนึ่งสตางค์ให้ปัดทิ้ง
ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๙ ส. วินิจฉัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณกระทรวงการคลังมีอำนาจกู้เงินมาจ่ายได้ไม่เกินร้อยละ ๒๐ ของจำนวนเงินงบประมาณรายจ่ายและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ซึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ จะกู้ได้ไม่เกิน ๓,๖๙๖ ล้านบาท แต่ในวาระแรกนี้ เห็นควรกู้เพียง ๒,๐๐๐ ล้านบาทก่อน
ซึ่งเท่ากับร้อยละ ๑๐.๘๒ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี