พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นปีที่ ๔๙ ในรัชกาลปัจจุบัน
มาตรา 1
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๓๗”
มาตรา 2
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3
ในพระราชบัญญัตินี้ “การส่งสินค้าทางเรือ” หมายความว่า การส่งออกหรือการนำเข้าสินค้าโดยทางเรือจากประเทศไทยไปต่างประเทศ หรือจากต่างประเทศมาประเทศไทย หรือจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งนอกราชอาณาจักร และให้หมายความรวมถึงการใช้บริการด้านอื่นที่เกี่ยวเนื่อง “การขนส่งสินค้าทางเรือ” หมายความว่า การให้บริการในการส่งสินค้าทางเรือ “ผู้ส่งสินค้าทางเรือ” หมายความว่า ผู้ส่งออกหรือผู้นำเข้าสินค้าที่ใช้บริการการขนส่งสินค้าทางเรือ “ผู้ขนส่งสินค้าทางเรือ” หมายความว่า ผู้ประกอบการให้บริการในการส่งสินค้าทางเรือไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการเพียงรายเดียว หรือรวมกันตั้งแต่สองรายขึ้นไป และให้หมายความรวมถึงตัวแทนผู้ขนส่งสินค้าทางเรือด้วย “สภา” หมายความว่า สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย “ข้อบังคับ” หมายความว่า ข้อบังคับของสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย “สมาชิก” หมายความว่า สมาชิกสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย “กรรมการ” หมายความว่า กรรมการสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย “พนักงาน” หมายความว่า พนักงานและลูกจ้างของสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 4
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ รวมทั้งออกกฎกระทรวงและหรือออกประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด ๑ การจัดตั้งสภา
มาตรา 5
ให้จัดตั้งสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยขึ้น มีอำนาจหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ ให้สภาเป็นนิติบุคคล
มาตรา 6
สภามีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
(๑) ส่งเสริมและคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ส่งสินค้าทางเรือ
(๒) ให้ความร่วมมือและประสานงานกับหน่วยงานของรัฐและเอกชนเกี่ยวกับการส่งสินค้าทางเรือ
(๓) เป็นผู้แทนผู้ส่งสินค้าทางเรือในการปรึกษา เจรจาต่อรองหรือทำความตกลงกับผู้ขนส่งสินค้าทางเรือ รวมทั้งหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าทางเรือ ในเรื่องอัตราค่าระวาง ค่าบริการ ค่าใช้จ่าย ข้อกำหนด หรือเงื่อนไขต่าง ๆ ในการขนส่งสินค้าทางเรือ
(๔) สนับสนุนให้มีการขนส่งสินค้าทางเรือที่มีประสิทธิภาพและเพียงพอ
(๕) จัดหา รวบรวม เก็บรักษา และเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสารและความรู้เกี่ยวกับการส่งสินค้าทางเรือ
(๖) ศึกษา วิจัย และเสนอแนะการแก้ไขปัญหา รวมทั้งการพัฒนาการส่งสินค้าทางเรือ
(๗) รับปรึกษาและให้ข้อคิดเห็นหรือคำแนะนำแก่สมาชิกหรือบุคคลอื่นในเรื่องที่เกี่ยวกับการส่งสินค้าทางเรือ และช่วยเหลืออำนวยความสะดวกต่าง ๆ แก่สมาชิกในการส่งสินค้าทางเรือ
(๘) ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะแก่รัฐบาลเพื่อพัฒนาการส่งสินค้าทางเรือ
(๙) ประสานงานและร่วมมือกับองค์กรที่เกี่ยวข้องกับผู้ส่งสินค้าทางเรือของต่างประเทศ
มาตรา 7
ห้ามสภาทำการใด ๆ ดังต่อไปนี้
(๑) ประกอบวิสาหกิจ หรือเข้าดำเนินการในการประกอบวิสาหกิจของบุคคลใด เข้าถือหุ้น เป็นหุ้นส่วนหรือร่วมทุนในการประกอบวิสาหกิจกับบุคคลใด เว้นแต่เป็นการดำเนินการเพียงเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสภาตาม
มาตรา ๖ (๒) ดำเนินการด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายการแข่งขันอันพึงมีตามปกติวิสัยของการประกอบวิสาหกิจ เว้นแต่เป็นการกระทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าของประเทศ
(๓) ดำเนินการด้วยประการใด ๆ อันอาจเป็นภัยต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
(๔) ให้กู้ยืมเงินหรือให้เงินแก่สมาชิกหรือบุคคลอื่นใด เว้นแต่เป็นการให้กู้ยืมเพื่อเป็นการสงเคราะห์พนักงาน หรือครอบครัวของพนักงานตามระเบียบ หรือเป็นการให้เพื่อการกุศลสาธารณะ หรือตามหน้าที่ศีลธรรม หรือตามควรแก่อัธยาศัยในสังคม
(๕) กีดกันหรือขัดขวางมิให้ผู้ใดซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเข้าเป็นสมาชิกได้ตามพระราชบัญญัติและข้อบังคับเข้าเป็นสมาชิก หรือให้สมาชิกออกจากสภาโดยขัดต่อพระราชบัญญัติหรือข้อบังคับ
(๖) เปิดเผยสถิติ เอกสารหรือข้อความอันเกี่ยวกับประโยชน์ส่วนได้เสีย โดยเฉพาะของสมาชิกซึ่งไม่ประสงค์จะให้เปิดเผย เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากสมาชิกผู้นั้น
(๗) แบ่งปันผลกำไรหรือรายได้ให้แก่สมาชิก
(๘) ดำเนินการทางการเมือง
มาตรา 8
ให้สภามีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานคร และมีสำนักงานสาขาในจังหวัดอื่นได้ตามความจำเป็น การจัดตั้งสำนักงานสาขาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามข้อบังคับ
มาตรา 9
สภาอาจมีรายได้ดังต่อไปนี้
(๑) ค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงที่เรียกเก็บจากสมาชิก
(๒) ค่าตอบแทนและค่าบริการที่ได้รับจากการให้บริการแก่สมาชิกหรือบุคคลภายนอก
(๓) เงินสมทบจากรัฐบาล
(๔) เงินและทรัพย์สินที่มีผู้มอบให้
(๕) ดอกเบี้ยและผลประโยชน์อื่นจากทรัพย์สินของสภา
มาตรา 10
ในกรณีที่สภาเห็นว่าอัตราค่าระวาง ค่าบริการ ค่าใช้จ่าย ข้อกำหนดหรือเงื่อนไขต่าง ๆ ในการขนส่งสินค้าทางเรือที่ผู้ขนส่งสินค้าทางเรือ หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าทางเรือกำหนด มีผลกระทบหรือไม่เป็นธรรมต่อผู้ส่งสินค้าทางเรือโดยส่วนรวม ให้สภาดำเนินการปรึกษาและเจรจาทำความตกลงในเรื่องดังกล่าวกับผู้ขนส่งสินค้าทางเรือ หน่วยงานของรัฐ หรือเอกชนนั้น
มาตรา 11
ในกรณีที่เกิดข้อขัดแย้งระหว่างสมาชิกกับผู้ขนส่งสินค้าทางเรือ และสมาชิกร้องขอให้สภาช่วยเหลือ ถ้าสภาเห็นสมควรจะจัดให้มีการเจรจาหรือตั้งผู้แทนเข้าร่วมในการเจรจาระหว่างสมาชิกกับผู้ขนส่งสินค้าทางเรือด้วยก็ได้
มาตรา 12
ห้ามบุคคลใดนอกจากสภาใช้ชื่อเป็นภาษาไทยว่า “สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย” หรืออักษรต่างประเทศที่หมายความว่าหรืออ่านว่า “สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย”
หมวด ๒ สมาชิก กรรมการและพนักงาน
มาตรา 13
สภาประกอบด้วยสมาชิกสองประเภท คือ
(๑) สมาชิกสามัญ
(๒) สมาชิกสมทบ
มาตรา 14
ผู้ส่งสินค้าทางเรือที่เป็นนิติบุคคล ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกตามที่กำหนดในกฎกระทรวง จะต้องเป็นสมาชิกสามัญภายในเก้าสิบวันนับแต่มีคุณสมบัติครบตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 15
บุคคลผู้มีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิสมัครเป็นสมาชิกสามัญ
(๑) เป็นผู้ส่งสินค้าทางเรือที่เป็นนิติบุคคล
(๒) เป็นหอการค้าตามกฎหมายว่าด้วยหอการค้า หรือสมาคมการค้าตามกฎหมายว่าด้วยสมาคมการค้าที่มีสมาชิกเป็นผู้ส่งสินค้าทางเรือ
(๓) เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ หรือเป็นสหกรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ซึ่งเป็นผู้ส่งสินค้าทางเรือ
(๔) เป็นสมาคมตัวแทนออกของ
(๕) เป็นนิติบุคคลอื่นใดที่มิได้เป็นผู้ขนส่งสินค้าทางเรือซึ่งมีคุณสมบัติตามที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา 16
สมาชิกสมทบของสภาได้แก่บุคคลอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งมิใช่สมาชิกสามัญและมิได้เป็นผู้ขนส่งสินค้าทางเรือ
มาตรา 17
ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่ายี่สิบเอ็ดคน ซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากผู้แทนสมาชิกสามัญในการประชุมใหญ่สภาตามจำนวนและวิธีการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ โดยให้มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี ผู้ที่จะเป็นผู้แทนสมาชิกสามัญได้ให้เป็นไปตามข้อบังคับ ในกรณีที่มีการเลือกตั้งกรรมการเพิ่มขึ้น ให้กรรมการซึ่งได้รับการเลือกตั้งเพิ่มขึ้นนั้นอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่าวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้รับการเลือกตั้งไว้แล้ว ให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งเลือกกรรมการเป็นประธานสภาคนหนึ่ง เป็นรองประธานสภาคนหนึ่งหรือหลายคน เป็นเลขาธิการสภาคนหนึ่ง และตำแหน่งอื่นตามที่กำหนดในข้อบังคับ
มาตรา 18
ห้ามผู้แทนสมาชิกสามัญผู้มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เป็นกรรมการ
(๑) มีตำแหน่งหน้าที่หรือมีส่วนได้เสียโดยตรงในธุรกิจของผู้ขนส่งสินค้าทางเรือ หรือธุรกิจเกี่ยวเนื่องของผู้ขนส่งสินค้าทางเรือ
(๒) เป็นพนักงาน
(๓) เป็นบุคคลล้มละลายหรือถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด
(๔) เป็นข้าราชการประจำหรือข้าราชการการเมือง
(๕) เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
(๖) เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงสามปีนับแต่วันพ้นโทษ เว้นแต่ในความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
มาตรา 19
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตาม
มาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ที่ประชุมใหญ่สภามีมติให้ออกด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกสามัญที่มาประชุม
(๔) พ้นจากการเป็นผู้แทนสมาชิกสามัญ หรือสมาชิกสามัญนั้นพ้นจากสมาชิกภาพ
(๕) มีลักษณะต้องห้ามตาม
มาตรา ๑๘ (๖) รัฐมนตรีโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีให้พ้นจากตำแหน่งตาม
มาตรา ๓๖
มาตรา 20
เมื่อกรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้คณะกรรมการเลือกผู้แทนสมาชิกสามัญเป็นกรรมการแทนภายในหกสิบวันนับแต่วันที่กรรมการผู้นั้นพ้นจากตำแหน่ง เว้นแต่วาระของกรรมการผู้นั้นจะเหลือน้อยกว่าเก้าสิบวัน บุคคลซึ่งเข้าเป็นกรรมการแทนตามวรรคหนึ่งให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน
มาตรา 21
ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งจนเหลือจำนวนน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด ให้กรรมการที่เหลืออยู่ทำการในนามของคณะกรรมการต่อไปได้แต่เฉพาะการจัดให้มีการประชุมใหญ่สภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งกรรมการคณะใหม่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่จำนวนกรรมการเหลือน้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ นอกจากกรณีตาม
มาตรา ๓๖ ให้คณะกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งยังคงรักษาการในตำแหน่ง เพื่อดำเนินกิจการของสภาต่อไปเท่าที่จำเป็นและจัดให้มีการประชุมใหญ่สภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งกรรมการคณะใหม่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง
มาตรา 22
คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายและดำเนินงานของสภาให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ออกข้อบังคับและระเบียบในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) ข้อบังคับการรับสมัครการเป็นสมาชิก สิทธิหน้าที่ของสมาชิก วินัย การลงโทษสมาชิกและการพ้นจากสมาชิกภาพ
(๒) ข้อบังคับการกำหนดค่าลงทะเบียน ค่าบำรุง ค่าตอบแทน ค่าบริการ และค่าใช้จ่ายที่จะพึงเรียกเก็บจากสมาชิกหรือบุคคลภายนอก
(๓) ข้อบังคับการจัดตั้งสำนักงานสาขาตาม
มาตรา ๘ (๔) ข้อบังคับการกำหนดจำนวน วิธีการเลือกตั้ง และตำแหน่งกรรมการตาม
มาตรา ๑๗ (๕) ข้อบังคับการมอบอำนาจของประธานสภาตาม
มาตรา ๒๖ (๖) ข้อบังคับการกำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินบำเหน็จรางวัลพนักงาน การบรรจุ การแต่งตั้ง การถอดถอน รวมทั้งระเบียบวินัย การลงโทษและการร้องทุกข์ของพนักงาน
(๗) ระเบียบการดำเนินกิจการของคณะกรรมการ
(๘) ระเบียบการประชุมคณะกรรมการและการประชุมใหญ่สภา
(๙) ระเบียบการบัญชีและการเงินของสภา
(๑๐) ระเบียบการสงเคราะห์พนักงาน และครอบครัวของบุคคลดังกล่าว หรือผู้ซึ่งพ้นจากการเป็นพนักงาน
(๑๑) ข้อบังคับหรือระเบียบเรื่องอื่นใดที่จำเป็นต่อการดำเนินกิจการของสภา การกำหนดหรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับใด ๆ ตาม (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) และ (๑๑) ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่สภาและได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีก่อนจึงให้ใช้บังคับได้ ข้อบังคับและระเบียบจะต้องไม่ขัดต่อพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 23
การประชุมของคณะกรรมการ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ให้ประธานสภาเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานสภาไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานสภาเป็นประธานในที่ประชุม ในกรณีที่มีรองประธานสภาหลายคนอยู่ในที่ประชุม ให้รองประธานสภาตามลำดับที่ได้รับเลือกเป็นประธาน ถ้าประธานและรองประธานสภาไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้คณะกรรมการเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้ามีการพิจารณาเรื่องใดที่เกี่ยวกับกรรมการผู้ใด กรรมการผู้นั้นมีสิทธิชี้แจงในเรื่องนั้น แต่ไม่มีสิทธิออกเสียง
มาตรา 24
คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลใดเป็นคณะกรรมการเฉพาะเรื่องเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมายก็ได้ คณะกรรมการหรือคณะกรรมการเฉพาะเรื่องมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลใดเป็นคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่มอบหมายก็ได้ ให้นำ
มาตรา ๒๓ มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะกรรมการเฉพาะเรื่องและคณะอนุกรรมการโดยอนุโลม ให้กรรมการเฉพาะเรื่องและอนุกรรมการได้รับประโยชน์ตอบแทนตามที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา 25
ให้กรรมการได้รับประโยชน์ตอบแทนตามที่ที่ประชุมใหญ่สภากำหนด
มาตรา 26
ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้ประธานสภาเป็นผู้แทนของสภา ประธานสภาจะมอบอำนาจให้บุคคลใดปฏิบัติการแทนเป็นการเฉพาะเรื่องก็ได้ตามที่กำหนดในข้อบังคับ
หมวด ๓ การดำเนินกิจการของสภา
มาตรา 27
ให้คณะกรรมการจัดให้มีการประชุมใหญ่สภาปีละหนึ่งครั้ง การประชุมเช่นนี้เรียกว่า ประชุมสามัญ การประชุมใหญ่สภาคราวอื่นนอกจากการประชุมตามวรรคหนึ่งเรียกว่า ประชุมวิสามัญ
มาตรา 28
เมื่อมีเหตุจำเป็น คณะกรรมการจะเรียกประชุมวิสามัญเมื่อใดก็ได้ สมาชิกสามัญซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกสามัญทั้งหมดจะทำหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการให้เรียกประชุมวิสามัญก็ได้ ในหนังสือร้องขอนั้นต้องระบุว่าประสงค์จะให้เรียกประชุมเพื่อการใด ในกรณีที่สมาชิกสามัญเป็นผู้ร้องขอให้เรียกประชุมวิสามัญตามวรรคสอง ให้คณะกรรมการเรียกประชุมวิสามัญภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ ถ้าคณะกรรมการไม่เรียกประชุมวิสามัญภายในระยะเวลาดังกล่าว สมาชิกตามวรรคสองอาจร้องขอต่อรัฐมนตรีเพื่อสั่งการให้คณะกรรมการจัดให้มีการประชุมวิสามัญได้
มาตรา 29
ในการประชุมใหญ่สภาต้องมีสมาชิกสามัญมาประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกสามัญทั้งหมด หรือไม่น้อยกว่าสองร้อยคน จึงจะเป็นองค์ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุม ให้ถือเสียงข้างมากของสมาชิกสามัญซึ่งมาประชุม สมาชิกสามัญคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา 30
ในการประชุมใหญ่สภาที่คณะกรรมการเรียกประชุม ถ้าสมาชิกสามัญมาประชุมไม่ครบองค์ประชุม ให้เลื่อนการประชุมนั้นออกไปอีกได้ไม่เกินสามสิบวันและให้ประธานสภาแจ้งวันประชุมครั้งใหม่โดยทำเป็นหนังสือแจ้งไปยังสมาชิกล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน การประชุมใหญ่สภาครั้งใหม่นี้ ถ้ามีสมาชิกสามัญมาประชุมน้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกสามัญทั้งหมด หรือน้อยกว่าสองร้อยคน ก็ให้ถือเป็นองค์ประชุมได้แต่ให้ดำเนินการได้เฉพาะกรณีตาม
มาตรา ๓๑ และ
มาตรา ๓๒ เท่านั้น
มาตรา 31
ให้คณะกรรมการจัดให้มีการทำรายงานประจำปีแสดงผลงานของคณะกรรมการและสภาในปีที่ล่วงมา งบดุลและบัญชีรายได้และรายจ่ายประจำปี ซึ่งมีผู้สอบบัญชีรับรองพร้อมทั้งคำชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายเสนอต่อที่ประชุมสามัญภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีปฏิทิน และให้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวไปยังรัฐมนตรีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ที่ประชุมสามัญรับรองแล้ว
มาตรา 32
ผู้สอบบัญชีตาม
มาตรา ๓๑ นั้น ให้ที่ประชุมใหญ่สภาแต่งตั้งจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยผู้สอบบัญชี แต่ต้องไม่เป็นกรรมการหรือพนักงาน ให้ผู้สอบบัญชีมีอำนาจตรวจสอบบัญชี เอกสารและหลักฐานของสภาและขอคำชี้แจงจากกรรมการและพนักงานได้ ให้ผู้สอบบัญชีได้รับประโยชน์ตอบแทนตามที่ที่ประชุมใหญ่สภากำหนด
หมวด ๔ การควบคุมของรัฐ
มาตรา 33
ให้รัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งกิจการของสภาและเพื่อประโยชน์ในการนี้ให้มีอำนาจ
(๑) สั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินงานของสภา
(๒) สั่งเป็นหนังสือให้สภาหรือกรรมการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกิจการของสภา และจะให้ส่งเอกสารเกี่ยวกับการดำเนินงานหรือรายงานการประชุมของคณะกรรมการด้วยก็ได้
(๓) สั่งเป็นหนังสือให้สภาหรือกรรมการกระทำการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ระงับ หรือแก้ไขการกระทำใด ๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย นโยบายของรัฐบาล มติของคณะรัฐมนตรี หรือข้อบังคับ
มาตรา 34
ในการปฏิบัติการตามคำสั่งของรัฐมนตรีตาม
มาตรา ๓๓ (๑) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบเอกสารหรือหลักฐานในสำนักงานของสภาได้ในระหว่างเวลาทำการ หรือให้บุคคลซึ่งเกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริงแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่ร้องขอ ในการปฏิบัติการของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้บุคคลซึ่งเกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกตามสมควร
มาตรา 35
ในการปฏิบัติการตาม
มาตรา ๓๔ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
มาตรา 36
เมื่อปรากฏว่าสภาหรือกรรมการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐมนตรี ตาม
มาตรา ๓๓ หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการผิดวัตถุประสงค์ของสภาหรือเป็นภัยต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รัฐมนตรีโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้กรรมการทั้งคณะหรือกรรมการคนใดคนหนึ่งพ้นจากตำแหน่ง กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่งไม่มีสิทธิเป็นกรรมการอีก เว้นแต่จะพ้นกำหนดห้าปีนับแต่วันที่รัฐมนตรีมีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง
มาตรา 37
ในกรณีที่รัฐมนตรีมีคำสั่งให้กรรมการทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตาม
มาตรา ๓๖ วรรคหนึ่ง ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งผู้แทนสมาชิกสามัญจำนวนไม่น้อยกว่ายี่สิบเอ็ดคนเป็นคณะกรรมการชั่วคราวในวันเดียวกัน และให้นำความใน
มาตรา ๑๗ วรรคสี่ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ให้คณะกรรมการชั่วคราวตามวรรคหนึ่ง มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการของสภาเพียงเท่าที่จำเป็น และจัดให้มีการประชุมใหญ่สภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งกรรมการคณะใหม่ ตาม
มาตรา ๑๗ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่รัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการชั่วคราว เมื่อคณะกรรมการคณะใหม่เข้ารับหน้าที่แล้ว ให้คณะกรรมการชั่วคราวซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งพ้นจากตำแหน่ง
หมวด ๕ บทกำหนดโทษ
มาตรา 38
สภากระทำการฝ่าฝืน
มาตรา ๗ มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินหนึ่งแสนบาท* [*
มาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๕ บัญญัติให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวเป็นความผิดทางพินัย และให้ถือว่าอัตราโทษปรับอาญาเป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัย]
มาตรา 39
ในกรณีที่สภากระทำความผิดและถูกลงโทษ ถ้าการกระทำความผิดของสภานั้นเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการผู้ใด หรือในกรณีที่กรรมการผู้ใดมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทำการและละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระทำการจนเป็นเหตุให้สภานั้นกระทำความผิด กรรมการผู้นั้นมีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินห้าหมื่นบาท* [*มาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๕ บัญญัติให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวเป็นความผิดทางพินัย และให้ถือว่าอัตราโทษปรับอาญาเป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัย]
มาตรา 40
ผู้ใดฝ่าฝืน
มาตรา ๑๒ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละสองพันบาทจนกว่าจะเลิกใช้
มาตรา 41
ผู้ส่งสินค้าทางเรือตาม
มาตรา ๑๔ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม
มาตรา ๑๔ มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท และชำระค่าปรับเป็นพินัยอีกวันละสองร้อยบาท*จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง [*
มาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๕ บัญญัติให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวเป็นความผิดทางพินัย และให้ถือว่าอัตราโทษปรับอาญาเป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัย]
มาตรา 42
ผู้ใดขัดขวางหรือไม่ชี้แจง หรือไม่อำนวยความสะดวกให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติการตาม
มาตรา ๓๔ มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสองพันบาท* [*
มาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๕ บัญญัติให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวเป็นความผิดทางพินัย และให้ถือว่าอัตราโทษปรับอาญาเป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัย]
หมวด ๖
บทเฉพาะกาล
มาตรา 43
ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งบุคคลที่เห็นสมควรมีจำนวนไม่น้อยกว่าสิบเอ็ดคนเป็นคณะกรรมการก่อตั้ง เพื่อทำหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ใน
มาตรา ๔๔
มาตรา 44
ให้คณะกรรมการก่อตั้งออกระเบียบชั่วคราวว่าด้วยการรับสมัครสมาชิกและดำเนินการรับสมัครสมาชิกภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง เมื่อคณะกรรมการก่อตั้งตามวรรคหนึ่งได้รับสมัครสมาชิกมีจำนวนไม่น้อยกว่าห้าเท่าของจำนวนคณะกรรมการก่อตั้งแล้ว ให้จัดให้มีการประชุมสมาชิกภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสมัครสมาชิกครบจำนวนดังกล่าว เพื่อดำเนินการดังต่อไปนี้
(๑) ออกข้อบังคับการกำหนดจำนวน วิธีการเลือกตั้ง และตำแหน่งกรรมการตาม
มาตรา ๒๒ (๔)
(๒) เลือกตั้งคณะกรรมการตาม
มาตรา ๑๗ (๓) ปฏิบัติการอื่นเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ คณะกรรมการก่อตั้งพ้นจากหน้าที่เมื่อได้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการตามวรรคสอง (๒) แล้ว ให้นำ
มาตรา ๒๓ มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะกรรมการก่อตั้งโดยอนุโลม
มาตรา 45
คณะกรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งตาม
มาตรา ๔๔ วรรคสอง ต้องจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเลือกตั้ง เพื่อเลือกประธานสภา รองประธานสภา เลขาธิการสภา และตำแหน่งอื่นตาม
มาตรา ๑๗ วรรคสี่ และจัดให้มีการประชุมใหญ่สภาครั้งแรก ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเลือกตั้ง ในการประชุมใหญ่สภาตามวรรคหนึ่ง ให้พิจารณาอนุมัติค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตาม
มาตรา ๔๔ ด้วย
มาตรา 46
การจัดตั้งและการบริหารสภาในระยะแรกให้มีการสนับสนุนด้านการเงินจากงบประมาณแผ่นดินและเงินกองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศตามกฎหมายว่าด้วยการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า
มาตรา 47
ให้ผู้ที่ใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อว่า “สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย” หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกันซึ่งต้องห้ามตาม
มาตรา ๑๒ อยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เลิกใช้ชื่อหรือคำอื่นใดดังกล่าวแล้วนั้นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และในระหว่างเวลาดังกล่าวมิให้นำ
มาตรา ๔๐ มาใช้บังคับ
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การค้าระหว่างประเทศมีความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและการค้าระหว่างประเทศนั้นผู้ส่งสินค้าทางเรือต้องใช้บริการของผู้ขนส่งทางเรือซึ่งมีอำนาจในการกำหนดอัตราค่าระวาง ค่าบริการ และค่าใช้จ่าย ตลอดจนเงื่อนไขต่าง ๆ
เกี่ยวกับการให้บริการในการส่งสินค้าทางเรือ ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก สมควรจัดตั้งสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของผู้ส่งสินค้าทางเรือในการเจรจา ปรึกษาหารือและประสานงานกับผู้ขนส่งสินค้าทางเรือในเรื่องดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
บทบัญญัติประกอบ หมายเหตุ และบทเฉพาะกาลของกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดในทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๐
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๕๔ เฉพาะในส่วนที่สันนิษฐานให้กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น
ต้องรับโทษทางอาญาร่วมกับการกระทำความผิดของนิติบุคคล โดยไม่ปรากฏว่ามีการกระทำหรือเจตนาประการใดอันเกี่ยวกับการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๓๙ วรรคสอง เป็นอันใช้บังคับไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๖
และต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยในลักษณะดังกล่าวทำนองเดียวกัน คือ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๗๔ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๗๘ พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. ๒๕๐๙ มาตรา ๒๘/๔ และพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๗๒/๕ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๓๙ วรรคสอง เป็นอันใช้บังคับไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๖ ดังนั้น เพื่อแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวและกฎหมายอื่นที่มีบทบัญญัติในลักษณะเดียวกันมิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๕
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่บทบัญญัติแห่งมาตรา ๓๗ และมาตรา ๓๘ วรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๔ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
มาตรา ๓๙ เมื่อพ้นกำหนดสามร้อยหกสิบห้าวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามกฎหมายในบัญชี ๑ ท้ายพระราชบัญญัตินี้ เป็นความผิดทางพินัยตามพระราชบัญญัตินี้ และให้ถือว่าอัตราโทษปรับอาญาที่บัญญัติไว้ในกฎหมายดังกล่าว
เป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัตินี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติให้รัฐพึงกำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง
ประกอบกับแผนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายได้กำหนดให้มีการปรับปรุงกฎหมายในการกำหนดโทษอาญาให้เหมาะสมกับสภาพความผิดหรือกำหนดมาตรการลงโทษให้เหมาะสมกับการกระทำความผิด และฐานะของผู้กระทำความผิดเพื่อมิให้บุคคลต้องรับโทษหนักเกินสมควร
หรือต้องรับภาระในการรับโทษที่แตกต่างกันอันเนื่องมาจากฐานะทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน เนื่องจากกรณีที่กฎหมายกำหนดโทษปรับ ผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีย่อมสามารถชำระค่าปรับได้ แต่ผู้มีฐานะยากจนและไม่อยู่ในฐานะที่จะชำระค่าปรับได้จะถูกกักขังแทนค่าปรับอันกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรง
ประกอบกับเมื่อคำนึงถึงข้อห้ามหรือข้อบังคับที่กฎหมายกำหนดให้ประชาชนต้องปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติแล้ว จะพบว่ามีข้อห้ามหรือข้อบังคับจำนวนมากอาจรุกล้ำเข้าไปในสิทธิพื้นฐานหรือสร้างภาระอันเกินสมควรแก่ประชาชน และนับวันจะมีกฎหมายตราออกมากำหนดการกระทำให้เป็นความผิดมากขึ้น
หลายกรณีทำให้ประชาชนกลายเป็นผู้กระทำความผิดเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ บางกรณีกระทำไปเพราะความยากจนเหลือทนทาน และเมื่อได้กระทำความผิดแล้ว ก็ต้องถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา เช่น ถูกจับกุม คุมขัง พิมพ์ลายนิ้วมือ และลงบันทึกประวัติอาชญากรเป็นประวัติติดตัวตลอดไป
และในที่สุดไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ กระบวนการที่กล่าวมาย่อมสร้างรอยด่างให้เกิดแก่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้ามีทางใดที่จะป้องกันมิให้ประชาชนจะต้องตกเข้าสู่กระบวนการนั้นได้ จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนและขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคมลงได้ตามสมควร
แม้ว่าการกำหนดมาตรการอันเป็นโทษที่ผู้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีเพื่อให้กฎหมายมีสภาพบังคับ แต่โทษนั้นก็ไม่จำเป็นต้องใช้โทษอาญาเสมอไป ซึ่งนานาประเทศได้เริ่มปรับเปลี่ยนบทลงโทษจากความผิดอาญาเป็นมาตรการอื่นที่มิใช่โทษอาญามากขึ้น
รวมทั้งการใช้มาตรการอื่นแทนการลงโทษทางอาญา เช่น การคุมประพฤติ กรณีจึงสมควรที่ประเทศไทยจะพัฒนากฎหมายไทยให้สอดคล้องกับนานาประเทศ และเกิดประโยชน์แก่ประชาชนยิ่งขึ้น โดยปรับเปลี่ยนโทษอาญาบางประการที่มุ่งต่อการปรับเป็นเงินตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ
เปลี่ยนเป็นมาตรการปรับเป็นพินัยที่สร้างขึ้นใหม่ไม่ให้มีสภาพเป็นโทษอาญา โดยกำหนดหลักเกณฑ์ให้ใช้ดุลพินิจกำหนดค่าปรับที่ต้องชำระให้เหมาะสมกับสภาพความร้ายแรงแห่งการกระทำและฐานะทางเศรษฐกิจของผู้กระทำความผิดให้สอดคล้องกัน และในกรณีที่ผู้กระทำความผิดไม่มีเงินชำระค่าปรับ
อาจขอทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนการชำระค่าปรับได้ โดยไม่มีการกักขังแทนค่าปรับดังเช่นที่เป็นอยู่ในคดีอาญา การเปลี่ยนสภาพบังคับไม่ให้เป็นโทษอาญาโดยกำหนดวิธีการดำเนินการขึ้นใหม่เป็นการเฉพาะนี้ ย่อมจะช่วยทำให้ประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการทางอาญา
และไม่มีประวัติอาชญากรรมติดตัวอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะเป็นกลไกทางกฎหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมและขจัดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตามเจตนารมณ์ของมาตรา ๗๗ และมาตรา ๒๕๘ ค. ด้านกฎหมาย (๑)
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและแผนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย นอกจากนั้น สำหรับกฎหมายบางฉบับที่กำหนดให้มีโทษทางปกครอง แต่บัญญัติให้ฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคดีอาญาเพื่อบังคับชำระค่าปรับทางปกครองไว้แล้ว สมควรเปลี่ยนโทษดังกล่าวเป็นมาตรการปรับเป็นพินัยเช่นเดียวกัน
จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้