พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. 2538
41 มาตรา · ประกาศ 30 ม.ค. 2538
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรกำหนดประเภท ตำแหน่งและการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือน ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการครู ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยหรือข้าราชการครูในสถาบันการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการทหารและข้าราชการตำรวจ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๑๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๘ เป็นปีที่ ๕๐ ในรัชกาลปัจจุบัน
(๑) หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง ทบวง กรม หรือจังหวัด
(๒) รองหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง ทบวง กรม หรือจังหวัด
(๓) ผู้ช่วยหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือทบวง
(๔) ผู้ช่วยหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมและไม่สังกัดกระทรวงหรือทบวงแต่อยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรีและผู้ช่วยหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมและมีหัวหน้าส่วนราชการรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี
(๕) ผู้ตรวจราชการกระทรวง และผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี
(๖) หัวหน้าสถานเอกอัครราชทูต หัวหน้าคณะทูตถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ หัวหน้าคณะทูตถาวรแห่งประเทศไทยประจำสำนักงานสหประชาชาติ หัวหน้าคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง รองหัวหน้าสถานเอกอัครราชทูต รองหัวหน้าคณะทูตถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ รองหัวหน้าคณะทูตถาวรแห่งประเทศไทยประจำสำนักงานสหประชาชาติ และรองหัวหน้าคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก
(๗) หัวหน้าสถานกงสุล
(๘) หัวหน้าส่วนราชการที่สูงกว่ากองในกรม
(๙) ตำแหน่งอื่นที่ ก.พ. กำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
(๑) ผู้ตรวจราชการระดับกรม
(๒) หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด
(๓) หัวหน้าส่วนราชการที่เป็นกองหรือมีฐานะเทียบกอง
(๔) หัวหน้าหน่วยงานอื่นที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่าหัวหน้าส่วนราชการที่เป็นกองตามที่ก.พ. กำหนด <o:p>
(๑) วิชาชีพเฉพาะกายภาพบำบัด
(๒) วิชาชีพเฉพาะการทันตแพทย์
(๓) วิชาชีพเฉพาะการพยาบาล
(๔) วิชาชีพเฉพาะการแพทย์
(๕) วิชาชีพเฉพาะการสัตวแพทย์
(๖) วิชาชีพเฉพาะเทคนิคการแพทย์
(๗) วิชาชีพเฉพาะเภสัชกรรม
(๘) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมเครื่องกล
(๙) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมไฟฟ้า
(๑๐) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร
(๑๑) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมโยธา
(๑๒) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมเหมืองแร่
(๑๓) วิชาชีพเฉพาะสถาปัตยกรรม (ข) ตำแหน่งที่มีลักษณะงานวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติโดยผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาที่ไม่อาจมอบหมายให้ผู้มีคุณวุฒิอย่างอื่นปฏิบัติงานแทนได้ และเป็นงานที่มีผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งเป็นงานที่ขาดแคลนกำลังคนในภาคราชการ ซึ่งได้แก่ตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพเฉพาะ ดังต่อไปนี้
(๑) วิชาชีพเฉพาะฟิสิกส์รังสี
(๒) วิชาชีพเฉพาะรังสีการแพทย์
(๓) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมชลประทาน
(๔) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมนิวเคลียร์
(๕) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมปิโตรเลียม
(๖) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมโลหการ (ค) ตำแหน่งที่มีลักษณะงานวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติโดยผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาที่ไม่อาจมอบหมายให้ผู้มีคุณวุฒิอย่างอื่นปฏิบัติงานแทนได้ และเป็นงานทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่มีลักษณะในเชิงวิจัยและพัฒนา อีกทั้งเป็นงานที่ขาดแคลนกำลังคนในภาคราชการ ซึ่งได้แก่ตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพเฉพาะ ดังต่อไปนี้
(๑) วิชาชีพเฉพาะการผลิตไอโซโทป
(๒) วิชาชีพเฉพาะกีฏวิทยารังสี
(๓) วิชาชีพเฉพาะชีววิทยารังสี
(๔) วิชาชีพเฉพาะนิวเคลียร์เคมี
(๕) วิชาชีพเฉพาะนิวเคลียร์ฟิสิกส์
(๖) วิชาชีพเฉพาะวิทยาการคอมพิวเตอร์
(๗) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมการเกษตร
(๑) ด้านการข่าว
(๒) ด้านการเจ้าหน้าที่
(๓) ด้านการผังเมือง
(๔) ด้านการฝึกอบรม
(๕) ด้านการสืบสวนสอบสวน
(๖) ด้านกีฏวิทยา
(๗) ด้านคดีพิเศษ
(๘) ด้านคุมประพฤติ
(๙) ด้านจัดการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
(๑๐) ด้านจิตวิทยา
(๑๑) ด้านช่างศิลปกรรม
(๑๒) ด้านเดินเรือระหว่างประเทศ
(๑๓) ด้านตรวจสอบบัญชี
(๑๔) ด้านตรวจสอบภายใน (๑๕) ด้านตรวจสอบศุลกากร
(๑๖) ด้านทำแผนที่ภาพถ่าย
(๑๗) ด้านนิติการ
(๑๘) ด้านนิติวิทยาศาสตร์
(๑๙) ด้านโบราณคดี
(๒๐) ด้านประเมินอากร
(๒๑) ด้านพัฒนาการกีฬา
(๒๒) ด้านพัฒนาการท่องเที่ยว
(๒๓) ด้านพัฒนาทรัพยากรบุคคล
(๒๔) ด้านพัฒนาระบบราชการ
(๒๕) ด้านพัฒนาสังคม
(๒๖) ด้านภูมิสถาปัตยกรรม
(๒๗) ด้านวิเคราะห์งบประมาณ
(๒๘) ด้านวิเคราะห์งานทะเบียนการค้า
(๒๙) ด้านวิเคราะห์งานบุคคล
(๓๐) ด้านวิเคราะห์นโยบายและแผน
(๓๑) ด้านวิจัยสังคมศาสตร์
(๓๒) ด้านวิชาการกษาปณ์
(๓๓) ด้านวิชาการเกษตร
(๓๔) ด้านวิชาการขนส่ง
(๓๕) ด้านวิชาการคลัง
(๓๖) ด้านวิชาการควบคุมโรค
(๓๗) ด้านวิชาการเงินและบัญชี
(๓๘) ด้านวิชาการตรวจเงินแผ่นดิน
(๓๙) ด้านวิชาการตรวจสอบบัญชี
(๔๐) ด้านวิชาการตรวจสอบภาษี
(๔๑) ด้านวิชาการทรัพยากรธรณี
(๔๒) ด้านวิชาการทัณฑวิทยา
(๔๓) ด้านวิชาการที่ดิน
(๔๔) ด้านวิชาการธรณีวิทยา
(๔๕) ด้านวิชาการบัญชี
(๔๖) ด้านวิชาการประกันภัย
(๔๗) ด้านวิชาการประชาสัมพันธ์
(๔๘) ด้านวิชาการประมง
(๔๙) ด้านวิชาการประมงทะเล
(๕๐) ด้านวิชาการป่าไม้
(๕๑) ด้านวิชาการผลิตภัณฑ์อาหาร
(๕๒) ด้านวิชาการพัฒนาชุมชน
(๕๓) ด้านวิชาการพาณิชย์
(๕๔) ด้านวิชาการภาษี
(๕๕) ด้านวิชาการมาตรฐาน
(๕๖) ด้านวิชาการมาตรฐานสินค้า
(๕๗) ด้านวิชาการยุติธรรม
(๕๘) ด้านวิชาการแรงงาน
(๕๙) ด้านวิชาการโรคพืช
(๖๐) ด้านวิชาการละครและดนตรี
(๖๑) ด้านวิชาการวัฒนธรรม
(๖๒) ด้านวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์
(๖๓) ด้านวิชาการศาสนา
(๖๔) ด้านวิชาการศึกษา
(๖๕) ด้านวิชาการศึกษาพิเศษ
(๖๖) ด้านวิชาการเศรษฐกิจ
(๖๗) ด้านวิชาการส่งเสริมการเกษตร
(๖๘) ด้านวิชาการสถิติ
(๖๙) ด้านวิชาการสรรพสามิต
(๗๐) ด้านวิชาการสรรพากร
(๗๑) ด้านวิชาการสหกรณ์
(๗๒) ด้านวิชาการสอบ
(๗๓) ด้านวิชาการสัตวบาล
(๗๔) ด้านวิชาการสาธารณสุข
(๗๕) ด้านวิชาการสิ่งแวดล้อม
(๗๖) ด้านวิชาการสุขศึกษา
(๗๗) ด้านวิชาการสุขาภิบาล
(๗๘) ด้านวิชาการอาหารและยา
(๗๙) ด้านวิชาการอุทกวิทยา
(๘๐) ด้านวิทยาศาสตร์
(๘๑) ด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์
(๘๒) ด้านวิเทศสหการ
(๘๓) ด้านวิศวกรรม
(๘๔) ด้านวิศวกรรมสำรวจ
(๘๕) ด้านส่งเสริมและสอนการพลศึกษา
(๘๖) ด้านสถิติเศรษฐสังคม
(๘๗) ด้านสอบสวนคดีพิเศษ
(๘๘) ด้านสังคมสงเคราะห์
(๘๙) ด้านสัตววิทยา
(๙๐) ด้านสำรวจดิน
(๙๑) ด้านอักษรศาสตร์
(๙๒) ด้านอาลักษณ์
(๙๓) ด้านอุตุนิยมวิทยา
(๑) ศาสตราจารย์
(๒) รองศาสตราจารย์
(๓) ผู้ช่วยศาสตราจารย์
(๑) วิชาชีพเฉพาะกายภาพบำบัด
(๒) วิชาชีพเฉพาะการทันตแพทย์
(๓) วิชาชีพเฉพาะการพยาบาล
(๔) วิชาชีพเฉพาะการแพทย์
(๕) วิชาชีพเฉพาะการสัตวแพทย์
(๖) วิชาชีพเฉพาะเทคนิคการแพทย์
(๗) วิชาชีพเฉพาะเภสัชกรรม
(๘) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมเครื่องกล
(๙) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมไฟฟ้า
(๑๐) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร
(๑๑) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมโยธา
(๑๒) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมเหมืองแร่
(๑๓) วิชาชีพเฉพาะสถาปัตยกรรม (ข) ตำแหน่งที่มีลักษณะงานวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติโดยผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาที่ไม่อาจมอบหมายให้ผู้มีคุณวุฒิอย่างอื่นปฏิบัติงานแทนได้ และเป็นงานที่มีผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งเป็นงานที่ขาดแคลนกำลังคนในภาคราชการ ซึ่งได้แก่ตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพเฉพาะ ดังต่อไปนี้
(๑) วิชาชีพเฉพาะฟิสิกส์รังสี
(๒) วิชาชีพเฉพาะรังสีการแพทย์
(๓) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมชลประทาน
(๔) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมนิวเคลียร์
(๕) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมปิโตรเลียม
(๖) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมโลหการ (ค) ตำแหน่งที่มีลักษณะงานวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติโดยผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาที่ไม่อาจมอบหมายให้ผู้มีคุณวุฒิอย่างอื่นปฏิบัติงานแทนได้ และเป็นงานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีลักษณะในเชิงวิจัยและพัฒนา อีกทั้งเป็นงานที่ขาดแคลนกำลังคนในภาคราชการ ซึ่งได้แก่ตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพเฉพาะ ดังต่อไปนี้
(๑) วิชาชีพเฉพาะการผลิตไอโซโทป
(๒) วิชาชีพเฉพาะกีฏวิทยารังสี
(๓) วิชาชีพเฉพาะชีววิทยารังสี
(๔) วิชาชีพเฉพาะนิวเคลียร์เคมี
(๕) วิชาชีพเฉพาะนิวเคลียร์ฟิสิกส์
(๖) วิชาชีพเฉพาะวิทยาการคอมพิวเตอร์
(๗) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมการเกษตร
(๑) ด้านกิจการนักศึกษา
(๒) ด้านจิตวิทยา
(๓) ด้านช่างภาพการแพทย์
(๔) ด้านนิติการ
(๕) ด้านแนะแนวการศึกษาและอาชีพ
(๖) ด้านบรรณารักษ์
(๗) ด้านบริหารงานบุคคล
(๘) ด้านบริหารทั่วไป
(๙) ด้านวิเคราะห์นโยบายและแผน
(๑๐) ด้านวิจัย
(๑๑) ด้านวิชาการเกษตร
(๑๒) ด้านวิชาการบัญชี
(๑๓) ด้านวิชาการประชาสัมพันธ์
(๑๔) ด้านวิชาการประมง
(๑๕) ด้านวิชาการพัสดุ
(๑๖) ด้านวิชาการโภชนาการ
(๑๗) ด้านวิชาการรังสีเทคนิค
(๑๘) ด้านวิชาการเวชสถิติ
(๑๙) ด้านวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์
(๒๐) ด้านวิชาการศึกษา
(๒๑) ด้านวิชาการสถิติ
(๒๒) ด้านวิชาการสัตวบาล
(๒๓) ด้านวิชาการโสตทัศนศึกษา
(๒๔) ด้านวิชาการอาชีวบำบัด
(๒๕) ด้านวิทยาศาสตร์
(๒๖) ด้านวิเทศสัมพันธ์
(๒๗) ด้านวิศวกรรม
(๒๘) ด้านสังคมสงเคราะห์
(๒๙) ด้านเอกสารสนเทศ
(๑) ผู้อำนวยการ และหัวหน้าสำนักงานอธิการบดี
(๒) ผู้อำนวยการกอง เลขานุการคณะ เลขานุการสถาบัน เลขานุการศูนย์ เลขานุการสำนัก เลขานุการสำนักงานคณบดี และเลขานุการวิทยาลัย
(๓) ตำแหน่งบริหารที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าตำแหน่งตาม (๑) หรือ (๒) ตามที่ ก.พ.อ. กำหนด
(๑) ศาสตราจารย์
(๒) รองศาสตราจารย์
(๓) ผู้ช่วยศาสตราจารย์
(๔) อาจารย์ ๓
(๑) ด้านนิเทศก์การศึกษา
(๒) ด้านบริหารสถานศึกษา
(๓) ด้านบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน
(๑) ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้อำนวยการวิทยาลัย ผู้อำนวยการวิทยาเขตและผู้อำนวยการศูนย์
(๒) ศึกษาธิการเขต
(๓) ศึกษาธิการจังหวัด
(๔) ผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัด
(๕) ผู้อำนวยการการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร
(๖) ผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัด
(๗) ผู้อำนวยการสามัญศึกษากรุงเทพมหานคร
(๘) ตำแหน่งบริหารที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าตำแหน่งตาม (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) หรือ (๗) ตามที่ ก.ค. กำหนด
(๑) อธิการบดี
(๒) รองอธิการบดี คณบดี ประธานสาขาวิชา ผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการศูนย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัย หัวหน้าแผนกอิสระ และหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
(๓) รองคณบดี รองประธานสาขาวิชา รองผู้อำนวยการสถาบัน รองผู้อำนวยการสำนัก รองผู้อำนวยการศูนย์ รองผู้อำนวยการวิทยาลัย รองหัวหน้าแผนกอิสระ ผู้ช่วยอธิการบดี หัวหน้าภาควิชา และรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
(๑) ผู้อำนวยการซึ่งมีฐานะเทียบเท่าอธิการ
(๒) รองผู้อำนวยการซึ่งมีฐานะเทียบเท่ารองอธิการ (ข) ผู้บริหารในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ได้แก่ตำแหน่ง
(๑) อธิการ
(๒) รองอธิการ
(๑) หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง กองทัพ หน่วยบัญชาการ กองบัญชาการ มณฑลทหารบก จังหวัดทหารบก กองพล กองเรือ ฐานทัพเรือ กองพลบิน กรม กอง หมวดเรือ หมู่เรือ อู่เรือ ท่าเรือ กองบิน หน่วยบิน ศูนย์ สำนักงาน สำนัก ฝ่าย สถานี สถาบัน สถานศึกษา สถานพยาบาล โรงงาน หรือเทียบเท่า
(๒) รองหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง กองทัพ หน่วยบัญชาการ กองบัญชาการ มณฑลทหารบก จังหวัดทหารบก กองพล กองเรือ ฐานทัพเรือ กองพลบิน กรม กอง หมวดเรือ หมู่เรือ อู่เรือ ท่าเรือ กองบิน ศูนย์ สำนักงาน สำนัก ฝ่าย สถานี สถาบัน สถานศึกษา สถานพยาบาล โรงงาน หรือเทียบเท่า
(๓) ผู้ช่วยหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง กองทัพ หน่วยบัญชาการ กองบัญชาการ มณฑลทหารบก จังหวัดทหารบก กองพล กองเรือ ฐานทัพเรือ กองพลบิน กรม กอง หมวดเรือ หมู่เรือ อู่เรือ ท่าเรือ กองบิน ศูนย์ สำนักงาน สำนัก ฝ่าย สถานี สถาบัน สถานศึกษา สถานพยาบาล โรงงาน หรือเทียบเท่า
(๔) ราชองครักษ์ประจำ ผู้บังคับการเรือ
(๕) เสนาธิการ รองเสนาธิการ ผู้ช่วยเสนาธิการ ที่กระทรวงกลาโหมกำหนดให้เป็นตำแหน่งผู้บังคับบัญชาของส่วนราชการ
(๖) ตำแหน่งอื่นที่ฐานะและหน้าที่ในการบริหารงานเทียบได้ไม่ต่ำกว่าตำแหน่งใน (๑) (๒) หรือ (๓) ตามที่ กขท. กำหนด
(๑) หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัดทหารบก กรม กองพัน กอง หมวดเรือ กองบิน ศูนย์ สำนักงาน สำนัก สถานี ป้อม สถาบัน สถานศึกษา สถานพยาบาล โรงงาน หรือเทียบเท่า
(๒) รองหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัดทหารบก กรม กองพัน กอง หมวดเรือ กองบิน หน่วยบิน ศูนย์ สำนัก สถานี ป้อม สถาบัน สถานศึกษา สถานพยาบาล โรงงาน หรือเทียบเท่า
(๓) ผู้ช่วยหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม กองพัน กอง หมวดเรือ กองบิน ศูนย์ สำนัก สถานี ป้อม สถาบัน สถานศึกษา สถานพยาบาล โรงงาน หรือเทียบเท่า
(๔) ราชองครักษ์ประจำ ผู้บังคับการเรือ ต้นเรือ
(๕) เสนาธิการ รองเสนาธิการ ที่กระทรวงกลาโหมกำหนดให้เป็นตำแหน่งผู้บังคับบัญชาของส่วนราชการ
(๖) ตำแหน่งอื่นที่มีฐานะและหน้าที่ในการบริหารงานเทียบได้ไม่ต่ำกว่าตำแหน่งใน (๑) (๒) หรือ (๓) ตามที่ กขท. กำหนด
(๑) วิชาชีพเฉพาะกายภาพบำบัด
(๒) วิชาชีพเฉพาะการเดินเรือ
(๓) วิชาชีพเฉพาะการทันตแพทย์
(๔) วิชาชีพเฉพาะการพยาบาล
(๕) วิชาชีพเฉพาะการแพทย์
(๖) วิชาชีพเฉพาะการสัตวแพทย์
(๗) วิชาชีพเฉพาะเทคนิคการแพทย์
(๘) วิชาชีพเฉพาะเภสัชกรรม
(๙) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมเครื่องกล
(๑๐) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมไฟฟ้า
(๑๑) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร
(๑๒) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมโยธา
(๑๓) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมเหมืองแร่
(๑๔) วิชาชีพเฉพาะสถาปัตยกรรม (ข) ตำแหน่งที่มีลักษณะงานวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติโดยผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาที่ไม่อาจมอบหมายให้ผู้มีคุณวุฒิอย่างอื่นปฏิบัติงานแทนได้ และเป็นงานที่มีผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งเป็นงานที่ขาดแคลนกำลังคนในภาคราชการ ซึ่งได้แก่ตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพเฉพาะ ดังต่อไปนี้
(๑) วิชาชีพเฉพาะฟิสิกส์รังสี
(๒) วิชาชีพเฉพาะรังสีการแพทย์
(๓) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมชลประทาน
(๔) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมนิวเคลียร์
(๕) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมปิโตรเลียม
(๖) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมโลหการ (ค) ตำแหน่งที่มีลักษณะงานวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติโดยผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาที่ไม่อาจมอบหมายให้ผู้มีคุณวุฒิอย่างอื่นปฏิบัติงานแทนได้ และเป็นงานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีลักษณะในเชิงวิจัยและพัฒนา อีกทั้งเป็นงานที่ขาดแคลนกำลังคนในภาคราชการ ซึ่งได้แก่ตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพเฉพาะ ดังต่อไปนี้
(๑) วิชาชีพเฉพาะการผลิตไอโซโทป
(๒) วิชาชีพเฉพาะกีฏวิทยารังสี
(๓) วิชาชีพเฉพาะชีววิทยารังสี
(๔) วิชาชีพเฉพาะนิวเคลียร์เคมี
(๕) วิชาชีพเฉพาะนิวเคลียร์ฟิสิกส์
(๖) วิชาชีพเฉพาะวิทยาการคอมพิวเตอร์
(๗) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมการเกษตร
(๘) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมแผนที่
(๙) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมอากาศยาน
(๑๐) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมอุทกศาสตร์
(๑) ด้านการข่าว
(๒) ด้านการบิน
(๓) ด้านการฝึกอบรม
(๔) ด้านการสืบสวนสอบสวน
(๕) ด้านขีปนาวุธ
(๖) ด้านตรวจสอบบัญชี
(๗) ด้านนิติการ
(๘) ด้านวิเคราะห์งบประมาณ
(๙) ด้านวิเคราะห์งานบุคคล
(๑๐) ด้านวิเคราะห์นโยบายและแผน
(๑๑) ด้านวิจัยสังคมศาสตร์
(๑๒) ด้านวิชาการเกษตร
(๑๓) ด้านวิชาการขนส่ง
(๑๔) ด้านวิชาการควบคุมโรค
(๑๕) ด้านวิชาการตรวจสอบบัญชี
(๑๖) ด้านวิชาการธรณีวิทยา
(๑๗) ด้านวิชาการบัญชี
(๑๘) ด้านวิชาการประชาสัมพันธ์
(๑๙) ด้านวิชาการพัฒนาชุมชน
(๒๐) ด้านวิชาการละครและดนตรี
(๒๑) ด้านวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์
(๒๒) ด้านวิชาการศึกษา
(๒๓) ด้านวิชาการเศรษฐกิจ
(๒๔) ด้านวิชาการสถิติ
(๒๕) ด้านวิชาการสัตวบาล
(๒๖) ด้านวิชาการสาธารณสุข
(๒๗) ด้านวิชาการสุขศึกษา
(๒๘) ด้านวิชาการสุขาภิบาล
(๒๙) ด้านวิชาการอาหารและยา
(๓๐) ด้านวิทยาศาสตร์
(๓๑) ด้านวิศวกรรม
(๓๒) ด้านเสนาธิการ
(๓๓) ด้านสัตววิทยา
(๓๔) ด้านอักษรศาสตร์
(๓๕) ด้านอุตุนิยมวิทยา
(๑) ตุลาการพระธรรมนูญ
(๒) อัยการ
(๓) อัยการผู้ช่วย
(๑) ศาสตราจารย์
(๒) รองศาสตราจารย์
(๓) ผู้ช่วยศาสตราจารย์
(๑) หัวหน้าส่วนราชการระดับกรม
(๒) รองหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม
(๓) ผู้ช่วยหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม
(๔) หัวหน้าส่วนราชการระดับกองบัญชาการหรือเทียบกองบัญชาการ
(๕) รองหัวหน้าส่วนราชการระดับกองบัญชาการหรือเทียบกองบัญชาการ
(๖) ผู้ช่วยหัวหน้าส่วนราชการระดับกองบัญชาการหรือเทียบกองบัญชาการ
(๗) หัวหน้าส่วนราชการระดับกองบังคับการหรือเทียบกองบังคับการ
(๘) หัวหน้าส่วนราชการระดับตำรวจภูธรจังหวัด ซึ่งเป็นตำแหน่งผู้บังคับการหรือเทียบผู้บังคับการ
(๙) รองหัวหน้าส่วนราชการระดับกองบังคับการหรือเทียบกองบังคับการ
(๑๐) หัวหน้าส่วนราชการระดับตำรวจภูธรจังหวัด ซึ่งเป็นตำแหน่งรองผู้บังคับการหรือเทียบรองผู้บังคับการ
(๑๑) รองหัวหน้าส่วนราชการระดับตำรวจภูธรจังหวัด ซึ่งเป็นตำแหน่งรองผู้บังคับการหรือเทียบรองผู้บังคับการ
(๑๒) ตำแหน่งอื่นที่มีฐานะและหน้าที่ในการบริหารงานเทียบได้ไม่ต่ำกว่าตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกองบัญชาการ หัวหน้าส่วนราชการระดับกองบังคับการหรือรองหัวหน้าส่วนราชการระดับกองบังคับการ แล้วแต่กรณี ตามที่ ก.ตร. กำหนด
(๑) หัวหน้าส่วนราชการระดับกองกำกับการหรือเทียบกองกำกับการ
(๒) รองหัวหน้าส่วนราชการระดับตำรวจภูธรจังหวัด ซึ่งเป็นตำแหน่งผู้กำกับการหรือเทียบผู้กำกับการ
(๓) หัวหน้าส่วนราชการระดับสถานีตำรวจ ซึ่งเป็นตำแหน่งผู้กำกับการหรือเทียบผู้กำกับการ
(๔) หัวหน้าส่วนราชการระดับด่านตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเป็นตำแหน่งผู้กำกับการหรือเทียบผู้กำกับการ
(๕) ตำแหน่งอื่นที่มีฐานะและหน้าที่ในการบริหารงานเทียบได้ไม่ต่ำกว่าตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกองกำกับการตามที่ ก.ตร. กำหนด
(๑) วิชาชีพเฉพาะกายภาพบำบัด
(๒) วิชาชีพเฉพาะการทันตแพทย์
(๓) วิชาชีพเฉพาะการพยาบาล
(๔) วิชาชีพเฉพาะการแพทย์
(๕) วิชาชีพเฉพาะการสัตวแพทย์
(๖) วิชาชีพเฉพาะจิตวิทยาคลินิก
(๗) วิชาชีพเฉพาะเทคนิคการแพทย์
(๘) วิชาชีพเฉพาะเภสัชกรรม
(๙) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมเครื่องกล
(๑๐) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมไฟฟ้า
(๑๑) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร
(๑๒) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมโยธา
(๑๓) วิชาชีพเฉพาะสถาปัตยกรรม (ข) ตำแหน่งที่มีลักษณะงานวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติโดยผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาที่ไม่อาจมอบหมายให้ผู้มีคุณวุฒิอย่างอื่นปฏิบัติงานแทนได้ และเป็นงานที่มีผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งเป็นงานที่ขาดแคลนกำลังคนในภาคราชการ ซึ่งได้แก่ตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพเฉพาะ ดังต่อไปนี้
(๑) วิชาชีพเฉพาะการเดินเรือ
(๒) วิชาชีพเฉพาะฟิสิกส์รังสี
(๓) วิชาชีพเฉพาะรังสีการแพทย์
(๔) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมนิวเคลียร์
(๕) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมโลหการ (ค) ตำแหน่งที่มีลักษณะงานวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติโดยผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาที่ไม่อาจมอบหมายให้ผู้มีคุณวุฒิอย่างอื่นปฏิบัติงานแทนได้ และเป็นงานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีลักษณะในเชิงวิจัยและพัฒนา อีกทั้งเป็นงานที่ขาดแคลนกำลังคนในภาคราชการ ซึ่งได้แก่ตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพเฉพาะ ดังต่อไปนี้
(๑) วิชาชีพเฉพาะการผลิตไอโซโทป
(๒) วิชาชีพเฉพาะกีฏวิทยารังสี
(๓) วิชาชีพเฉพาะชีววิทยารังสี
(๔) วิชาชีพเฉพาะนิวเคลียร์เคมี
(๕) วิชาชีพเฉพาะนิวเคลียร์ฟิสิกส์
(๖) วิชาชีพเฉพาะวิทยาการคอมพิวเตอร์
(๗) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมการเกษตร
(๘) วิชาชีพเฉพาะวิศวกรรมอากาศยาน
(๑) ด้านการข่าว
(๒) ด้านการเงิน
(๓) ด้านการบิน
(๔) ด้านการผังเมือง
(๕) ด้านการฝึกอบรม
(๖) ด้านการสืบสวนสอบสวน
(๗) ด้านช่างศิลปกรรม
(๘) ด้านตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์
(๙) ด้านตรวจพิสูจน์อุบัติเหตุจราจร
(๑๐) ด้านตรวจสอบบัญชี
(๑๑) ด้านตรวจสอบภายใน (๑๒) ด้านนิติการ
(๑๓) ด้านป้องกันปราบปราม
(๑๔) ด้านวิเคราะห์งบประมาณ
(๑๕) ด้านวิเคราะห์งานทะเบียนการค้า
(๑๖) ด้านวิเคราะห์งานบุคคล
(๑๗) ด้านวิเคราะห์นโยบายและแผน
(๑๘) ด้านวิจัยสังคมศาสตร์
(๑๙) ด้านวิชาการควบคุมโรค
(๒๐) ด้านวิชาการตรวจสอบบัญชี
(๒๑) ด้านวิชาการตรวจสอบภาษี
(๒๒) ด้านวิชาการบัญชี
(๒๓) ด้านวิชาการประชาสัมพันธ์
(๒๔) ด้านวิชาการพัฒนาชุมชน
(๒๕) ด้านวิชาการละครและดนตรี
(๒๖) ด้านวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์
(๒๗) ด้านวิชาการศึกษา
(๒๘) ด้านวิชาการสถิติ
(๒๙) ด้านวิชาการสอบ
(๓๐) ด้านวิชาการสัตวบาล
(๓๑) ด้านวิชาการสาธารณสุข
(๓๒) ด้านวิชาการสิ่งแวดล้อม
(๓๓) ด้านวิชาการสุขศึกษา
(๓๔) ด้านวิชาการสุขาภิบาล
(๓๕) ด้านวิชาการอาหารและยา
(๓๖) ด้านวิทยาศาสตร์
(๓๗) ด้านวิเทศสหการ
(๓๘) ด้านวิศวกรรม
(๓๙) ด้านส่งเสริมและสอนการพลศึกษา
(๔๐) ด้านสังคมสงเคราะห์
(๔๑) ด้านสัตววิทยา
(๔๒) ด้านเสนาธิการ
(๔๓) ด้านอักษรศาสตร์
(๑) ศาสตราจารย์
(๒) รองศาสตราจารย์
(๓) ผู้ช่วยศาสตราจารย์
(๖) มาตรา ๒๙ (๑๒) และมาตรา ๓๐ (๕) เพิ่มขึ้นจากตำแหน่งและจำนวนตำแหน่งที่มีอยู่แล้วในวันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติก่อน ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบการกำหนดตำแหน่งและจำนวนตำแหน่งที่จะให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติอาจมอบหมายให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลหรือส่วนราชการใดดำเนินการแทนก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติกำหนด
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี
บทบัญญัติประกอบ หมายเหตุ และบทเฉพาะกาลของกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม
พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๘
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นต้นไป
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรกำหนดตำแหน่งข้าราชการที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่งเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๐
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นต้นไป
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการ และผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘
ได้กำหนดตำแหน่งข้าราชการทหารซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงและประเภทบริหารระดับกลางไว้โดยการกำหนดตำแหน่งดังกล่าวได้ยึดถือตามคุณลักษณะของตำแหน่งซึ่งยังไม่สอดคล้องกับข้าราชการประเภทอื่นที่กำหนดตำแหน่งโดยยึดถือฐานะและหน้าที่ในการบริหารงาน
สมควรแก้ไขเพิ่มเติมการกำหนดตำแหน่งข้าราชการทหาร ซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงและประเภทบริหารระดับกลางให้สอดคล้องกับข้าราชการประเภทอื่น นอกจากนี้ สมควรกำหนดให้การกำหนดตำแหน่ง และจำนวนตำแหน่งข้าราชการทหารที่จะให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งเพิ่มขึ้นจากตำแหน่ง
และจำนวนตำแหน่งที่มีอยู่แล้วต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติก่อนเช่นเดียวกับข้าราชการประเภทอื่น จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๒
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นต้นไป
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำกระทรวงเป็นตำแหน่งที่เคยได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงตามกฎ ก.พ. ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๓๕) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕
ว่าด้วยการรับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาชีพเฉพาะหรือเชี่ยวชาญเฉพาะและตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงหรือบริหารระดับกลาง อยู่แล้วก่อนวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๗ สมควรกำหนดให้ตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งที่ได้รับเงินประจำตำแหน่งตามเดิม จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นต้นไป
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘ กำหนดให้ตำแหน่งอธิการและรองอธิการในวิทยาลัยครูเป็นตำแหน่งที่ได้รับเงินประจำตำแหน่ง
แต่ปัจจุบันวิทยาลัยครูได้เปลี่ยนเป็นสถาบันราชภัฏและตำแหน่งอธิการและรองอธิการในวิทยาลัยครูได้เปลี่ยนเป็นตำแหน่งอธิการบดีและรองอธิการบดีในสถาบันราชภัฏแล้ว สมควรแก้ไขตำแหน่งอธิการและรองอธิการในวิทยาลัยครู เป็นตำแหน่งอธิการบดีและรองอธิการบดีในสถาบันราชภัฏให้สอดคล้องกัน
ประกอบกับตำแหน่งอธิการและรองอธิการในสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เป็นตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันการศึกษาที่ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน พ.ศ. ๒๕๔๑ และพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. ๒๕๔๑
จึงสมควรกำหนดให้ตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์เป็นตำแหน่งที่ได้รับเงินประจำตำแหน่งในอัตราที่กำหนดไว้สำหรับตำแหน่งผู้บริหารในวิทยาลัยครูตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งผู้บริหารสถาบันการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ท้ายพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๔๕
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นต้นไป
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้ในกระทรวงจะตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งส่วนราชการเพื่อรับผิดชอบภาระหน้าที่ใดโดยเฉพาะ
ซึ่งไม่มีฐานะเป็นกรมแต่มีผู้บังคับบัญชาของส่วนราชการดังกล่าวเป็นอธิบดีหรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นอธิบดีก็ได้ ซึ่งตำแหน่งผู้บังคับบัญชาของส่วนราชการดังกล่าวจะไม่มีสิทธิรับเงินประจำตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงเช่นเดียวกับตำแหน่งอธิบดี
เนื่องจากตามพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘ มิได้กำหนดตำแหน่งดังกล่าวให้เป็นตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่ง สมควรกำหนดให้ตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งนักบริหารระดับสูง
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๔๗
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจาก ก.ค. ได้กำหนดให้ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบการปฏิบัติราชการของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตามมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖
เป็นตำแหน่งข้าราชการครูตามมาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง (ค) (๒๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู พ.ศ. ๒๕๒๓ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ สมควรกำหนดให้ตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งที่ได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะ (ชช.) จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๔๗
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีการปรับปรุงระบบบริหารราชการเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศและการให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ มีการปรับโครงสร้างส่วนราชการให้มีขนาดเล็กกะทัดรัดตามภารกิจที่ปรับปรุงใหม่และกำหนดอัตรากำลังภายใต้จำนวนที่มีอยู่เดิม
ทำให้ส่วนราชการมีภาระงานที่เพิ่มมากขึ้นภายใต้ข้อจำกัดของการจัดโครงสร้างและการกำหนดอัตรากำลังของส่วนราชการ จำเป็นต้องมีการมอบหมายงานเพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดขั้นตอนการทำงาน
จึงสมควรกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งซึ่งได้รับคำสั่งหรือมอบหมายให้ไปปฏิบัติราชการในลักษณะงานเดียวกับหน้าที่หลักของตำแหน่งที่ดำรงอยู่ในหน่วยงานอื่นทั้งในส่วนราชการเดียวกันและต่างส่วนราชการ โดยไม่มีตำแหน่งประเภทเดียวกันรองรับ หรือได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่
หรือรักษาราชการแทน หรือรักษาการในตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งต่างประเภทกัน มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งในอัตราของตำแหน่งเดิมต่อไป
รวมทั้งกำหนดให้คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติสามารถมอบอำนาจในการให้ความเห็นชอบการกำหนดตำแหน่งและจำนวนตำแหน่งที่จะให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งให้แก่องค์กรกลางบริหารงานบุคคลหรือส่วนราชการดำเนินการแทนได้ นอกจากนี้
การกำหนดตำแหน่งข้าราชการตำรวจซึ่งมีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งยังมีความไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับข้าราชการประเภทอื่น สมควรกำหนดตำแหน่งข้าราชการตำรวจซึ่งมีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาชีพเฉพาะและประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะเพิ่มเติม จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๔๙
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๕ ในมาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๓๖ และมาตรา ๓๗ แห่งพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘ และมาตรา ๓๕ และมาตรา ๓๘ แห่งพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๔๗ ให้แก้ไขคำว่า “ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย” เป็น “ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา”
มาตรา ๖ ในมาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ มาตรา ๓๖ และมาตรา ๓๗ แห่งพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘ และมาตรา ๓๕ และมาตรา ๓๘ แห่งพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๔๗ ให้แก้ไขคำว่า “ผู้บริหารในมหาวิทยาลัย” เป็น “ผู้บริหารในสถาบันอุดมศึกษา”
มาตรา ๗ ในมาตรา ๑๑ แห่งพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘ ให้แก้ไขคำว่า “ก.ม.” เป็น “ก.พ.อ.”
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ๕)
พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้ตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันราชภัฏ สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน และสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล เป็นตำแหน่งที่ได้รับเงินประจำตำแหน่งในอัตราที่กำหนดไว้สำหรับตำแหน่งผู้บริหารในวิทยาลัยครูหรือตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล
ตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งผู้บริหารสถาบันการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการท้ายพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘ แต่ปัจจุบันได้มีกฎหมายจัดตั้งสถาบันการศึกษาดังกล่าวเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
ซึ่งมีฐานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ จึงทำให้ข้าราชการในสังกัดเปลี่ยนฐานะเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา
และตำแหน่งผู้บริหารในมหาวิทยาลัยดังกล่าวเปลี่ยนเป็นตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันอุดมศึกษาที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งในอัตราที่กำหนดไว้สำหรับตำแหน่งผู้บริหารในมหาวิทยาลัย ตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งผู้บริหารในมหาวิทยาลัยของรัฐท้ายพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘ ด้วย
ประกอบกับตำแหน่งผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการในวิทยาลัยชุมชน เป็นตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมการได้รับเงินประจำตำแหน่งของผู้บริหารในสถาบันอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพการณ์
รวมทั้งสมควรกำหนดให้ตำแหน่งผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการในวิทยาลัยชุมชนได้รับเงินประจำตำแหน่งในอัตราที่กำหนดไว้สำหรับตำแหน่งผู้บริหารในวิทยาลัยครู และสมควรแก้ไขคำว่า “ผู้บริหารในมหาวิทยาลัย” “ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย” และ “ก.ม.” เป็น “ผู้บริหารในสถาบันอุดมศึกษา”
“ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา” และ “ก.พ.อ.” เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาด้วย จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๕๐
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ พิจารณาภาพรวมเกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่งและจำนวนตำแหน่งที่จะให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการประเภทต่าง ๆ
ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติได้พิจารณาแล้วเห็นชอบให้ตำแหน่งประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะในสายงานต่าง ๆ ของข้าราชการพลเรือนที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนขอกำหนดเพิ่มเติมรวม ๒๙ ด้าน ตำแหน่งประเภทวิชาชีพเฉพาะการเดินเรือของข้าราชการทหารที่คณะกรรมการข้าราชการทหารขอกำหนดเพิ่มเติม
และตำแหน่งประเภทวิชาชีพเฉพาะจิตวิทยาคลินิกและวิชาชีพเฉพาะการเดินเรือ รวมทั้งตำแหน่งประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะด้านต่าง ๆ ของข้าราชการตำรวจที่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจขอกำหนดเพิ่มเติมรวม ๖ ด้าน เป็นตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะหรือประเภทวิชาชีพเฉพาะ แล้วแต่กรณีได้
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้