Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 100/2523

พ.ศ. 2523 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยลงชื่อและลงวันที่ย้อนหลังในทะเบียนบ้านและสำเนาทะเบียนบ้านเป็นการกระทำในระหว่างที่จำเลยย้ายไปรับราชการที่อำเภออื่นแล้ว จำเลยไม่มีอำนาจหน้าที่อย่างใดที่กิ่งอำเภอเดิมอีก และการลงวันที่ย้อนหลังนั้นจำเลยมีเจตนาให้เห็นว่าบุคคลเข้ามามีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านระหว่างที่จำเลยรับราชการอยู่ที่กิ่งอำเภอเดิมซึ่งไม่เป็นความจริง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการปลอมเอกสารราชการ และเมื่อจำเลยนำเอกสารดังกล่าวไปอ้างและแสดงต่อ ฉ. เจ้าหน้าที่ถ่ายภาพทำบัตรประจำตัวประชาชน จน ฉ. เชื่อว่าเป็นความจริงจึงได้ถ่ายภาพและออกใบแทนบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่บุคคลนั้นไป ถือได้ว่าจำเลยได้ใช้เอกสารราชการปลอมแล้วจ. เป็นคนสัญชาติลาวและจำเลยพาไปทำบัตรประจำตัวประชาชนเป็นการช่วยเหลือคนต่างด้าวซึ่งรู้ว่าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองมิให้ถูกจับกุมการที่จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารก็ดี ใช้เอกสารปลอมก็ดี ก็เพื่อช่วยเหลือคนต่างด้าวให้มีบัตรประจำตัวเช่นเดียวกับคนสัญชาติไทย ซึ่งการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นความผิดฐานช่วยเหลือคนต่างด้าวเพื่อมิให้ถูกจับกุมอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2493 มาตรา 63 อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ประกอบด้วย มาตรา 265ซึ่งเป็นบทหนัก

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.อ. มาตรา 90 ป.อ. มาตรา 264 ป.อ. มาตรา 265 ป.อ. มาตรา 268 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2493 มาตรา 63

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบท หลายกระทงกล่าวคือ จำเลยบังอาจปลอมเอกสารราชการโดยเพิ่มเติมชื่อของบุคคลต่างด้าวสัญชาติลาว 3 คน คือนายอนุรักษ์ พัฒนะนิยม นายเดชวรนุช และนางจิตร ศิริสุข และเพิ่มเติมรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวแก่ความเกี่ยวพันกับหัวหน้าครอบครัว วันเดือนปีเกิด สัญชาติ ชื่อบิดามารดา ผู้ให้กำเนิด และสัญชาติบิดามารดาผู้ให้กำเนิดบุคคลทั้งสามดังกล่าวลงในทะเบียนบ้านและสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 124 หมู่ที่ 7 ตำบลโซ่ กิ่งอำเภอโซ่พิสัย จังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นเอกสารราชการที่แท้จริง แล้วจำเลยเขียนลายมือชื่อย่อของจำเลยกำกับลงในช่องลงชื่อนายทะเบียนพร้อมทั้งเขียนวันเดือนปีย่อกำกับไว้ใต้ลายมือชื่อย่อของจำเลยย้อนไปเป็นวันที่ 10 กันยายน2515 ปรากฏรายละเอียดตามเอกสารหมายเลข 1 และหมายเลข 2 ท้ายฟ้องทั้งนี้จำเลยไม่มีอำนาจหน้าที่อันจะกระทำได้ และจำเลยได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงที่จำเลยกระทำขึ้นในระหว่างจำเลยเคยดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอประจำกิ่งอำเภอโซ่พิสัย

จังหวัดหนองคาย เมื่อจำเลยได้ปลอมทะเบียนบ้านและสำเนาทะเบียนบ้านขึ้นแล้ว จำลยได้บังอาจนำเอาเอกสารดังกล่าวทั้ง 2 ฉบับไปใช้และอ้างต่อนายแฉล้ม รัตนชัย เจ้าหน้าที่ถ่ายรูปทำบัตรประจำตัวประชาชนประจำกิ่งอำเภอโซ่พิสัยว่าเป็นเอกสารราชการที่แท้จริง ขอให้นายแฉล้ม รัตนชัยออกใบรับคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนและถ่ายรูปเพื่อทำบัตรดังกล่าวให้แก่บุคคลทั้งสามซึ่งมีสัญชาติลาวที่มีชื่อปรากฏอยู่ในทะเบียนบ้านและสำเนาทะเบียนบ้านทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวในฐานะเป็นคนไทย และจำเลยได้พาบุคคลทั้งสามไปพบนายแฉล้ม รัตนชัยในขณะนั้นด้วย นายแฉล้ม รัตนชัยหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงออกใบรับคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนและถ่ายรูปเพื่อทำบัตรดังกล่าวให้แก่บุคคลทั้งสามตามที่จำเลยขอ

การปลอมและการใช้เอกสารดังกล่าวน่าจะเกิดความเสียหายแก่นายแฉล้ม รัตนชัย ตลอดจนนายทะเบียนตำบลโซ่ กิ่งอำเภอโซ่พิสัย จังหวัดหนองคาย กรมการปกครอง และกระทรวงมหาดไทย นอกจากนี้จำเลยยังบังอาจช่วยเหลือบุคคลต่างด้าวทั้งสามซึ่งจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองเพื่อมิให้ถูกจับกุม โดยจำเลยปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือบุคคลสัญชาติลาวทั้งสามคนนั้นมีบัตรประจำตัวประชาชนของคนสัญชาติไทยไว้ใช้ประจำตัว เพื่อป้องกันมิให้ถูกเจ้าพนักงานจับกุมไปดำเนินคดีตามกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2493 มาตรา 63

จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265,268แต่ให้ลงโทษตามมาตรา 268 กระทงเดียว จำคุก 1 ปี และผิดฐานช่วยเหลือคนต่างด้าวเพื่อมิให้ถูกจับกุมตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2493 มาตรา 63 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน คำเบิกความของจำเลยในชั้นศาลประกอบกับจำเลยเป็นข้าราชการเคยทำประโยชน์แก่ทางราชการมาก่อน ลดโทษให้ 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 1 ปี

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาว่า จำเลยกระทำผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมจริงหรือไม่ กับจำเลยกระทำผิดฐานให้ความช่วยเหลือคนต่างด้าวมิให้ถูกจับกุมจริงหรือไม่ ในเรื่องปลอมเอกสารและใช้เอกสารราชการปลอมนั้น จำเลยได้เบิกความยอมรับว่าได้ลงชื่อและลงวันเดือนปีในช่องนายทะเบียนตามทะเบียนบ้านฉบับของที่ว่าการกิ่งอำเภอโซ่พิสัยเอกสารหมาย จ.1 และสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.2 ในรายการช่องบุคคลที่ 9, 10 และ 11 จริง แต่จำเลยเบิกความต่อสู้ว่าจำเลยได้เป็นผู้เขียนและลงชื่อไว้เมื่อปี พ.ศ. 2515 ความข้อนี้โจทก์มีพยานคือนายสมพร มังศรี กำนันตำบลโซ่และเป็นนายทะเบียนตำบลทั้งเป็นเจ้าของบ้านตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย

จ.2 ว่าเมื่อวันอาทิตย์ของเดือนกันยายน 2518 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่จำเลยย้ายจากกิ่งอำเภอโซ่พิสัยไปรับราชการที่อำเภอโพนพิสัยแล้ว จำเลยได้มาที่บ้านของนายสมพร ขอยืมสำเนาทะเบียนบ้านของนายสมพรตามเอกสารหมาย จ.2 ไป โดยอ้างว่าจะเอาไปตรวจสอบกับทะเบียนบ้านฉบับที่อำเภอ นายสมพรยืนยันว่าขณะที่มอบให้จำเลยไปนั้น มีชื่อบุคคลในสำเนาทะเบียนบ้านเพียง 8 คนจากบุคคลที่ 1 ถึงบุคคลที่ 8 เท่านั้น รุ่งขึ้นจึงทราบจากนายเรียบ บุญรินทร์เจ้าหน้าที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในเขตหนองคายว่าเห็นคน3 คน มีชื่ออยู่ในสำเนาทะเบียนบ้านของนายสมพรเพิ่มขึ้น โดยบุคคลที่เพิ่มขึ้นนี้ไปถ่ายรูปและทำบัตรประจำตัวประชาชน ณ ที่ว่าการกิ่งอำเภอโซ่พิสัย

นายสมพรสงสัยจึงไปตรวจดูทะเบียนบ้าน ณ ที่ว่าการกิ่งอำเภอดังกล่าวก็พบว่ามีการเพิ่มชื่อนายอนุรักษ์ พัฒนะนิยม นายเดช วรนุช และนางจิตรศิริสุข เป็นบุคคลที่ 9,10 และ 11 ลงในทะเบียนบ้านและสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 จริง ทั้งนายสมพรจำได้ว่าในช่องนายทะเบียนและลายมือชื่อเพิ่มชื่อบุคคลดังกล่าวเป็นลายมือของจำเลย โดยลงวันที่ย้อนหลังเป็นวันที่ 10 กันยายน 2515 ซึ่งตามวันที่ดังกล่าวจำเลยยังเป็นปลัดอำเภออยู่ที่กิ่งอำเภอแห่งนี้ นอกจากนี้ได้ความจากนายเรียบ บุญรินทร์หัวหน้าชุดข่าวสารเคลื่อนที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในเขตหนองคาย สิบตำรวจโทโอกาส นาไพรวรรณ ว่าเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2518 เวลาประมาณ 11 นาฬิกาซึ่งเป็นวันอาทิตย์หยุดราชการ

บุคคลทั้งสองนั่งสนทนาอยู่ที่ชั้นล่างของที่ว่าการกิ่งอำเภอโซ่พิสัย มีรถยนต์เก๋งมาจอดข้างที่ว่าการกิ่งอำเภอ มีคนนั่งในรถรวม 5 คนทั้งคนขับ เป็นหญิง 1 คน พยานโจทก์ทั้งสองรู้จักจำเลยคนเดียว จำเลยเดินเข้าไปในที่ว่าการกิ่งอำเภอ จำเลยบอกนายเรียบว่ามาย้ายทะเบียนบ้าน จำเลยเดินขึ้นไปชั้นบนครู่หนึ่งกลับลงมาแล้วเดินออกจากที่ว่าการกิ่งอำเภอไปยังบ้านพักของที่ว่าการ อีกประมาณ 20 นาที จำเลยกลับมาพร้อมกับนายแฉล้ม รัตนชัย ความตอนนี้นายแฉล้มเบิกความว่าตนทำหน้าที่ผู้ช่วยแผนกบัตรประจำตัวประชาชน มีหน้าที่ถ่ายรูปผู้มาขอบัตร ล้างฟิล์มและส่งฟิล์ม ในเดือนกันยายน 2518 ประมาณกลางเดือนเวลาประมาณ 11 นาฬิกาเป็นวันอาทิตย์หยุดราชการ

นายแฉล้มอยู่ที่บ้านพัก จำเลยไปเรียกนายแฉล้ม บอกว่าให้ไปถ่ายรูปทำบัตรให้ญาติ 3 คน บอกให้ไปทำเร็ว ๆ นายแฉล้มถามว่ามีหลักฐานทางทะเบียนหรือไม่ จำเลยตอบว่ามี นายแฉล้มจึงไปที่ว่าการกิ่งอำเภอพร้อมจำเลย พบผู้มาขอทำบัตรประจำตัวประชาชน 3 คนเป็นชาย 2 คนหญิง 1 คน จำเลยยื่นสำเนาทะเบียนบ้านฉบับของนายสมพรกับฉบับของที่ว่าการกิ่งอำเภอให้ตรวจดูและบอกว่าคนที่มาขอทำบัตรคือนายอนุรักษ์ นายเดชและนางจิตร ในที่สุดนายแฉล้มได้ถ่ายรูปให้บุคคลทั้งสามแล้วมอบใบรับคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน (แบบ บ.ป.2) ให้บุคคลทั้งสามไป จำเลยกลับไปพร้อมกับบุคคลทั้งสาม ตอนนั้นมีนายเรียบและสิบตำรวจโทโอกาสอยู่ด้วย พยานโจทก์อีกปากหนึ่งคือนายอุดม บูรณปิยะวงศ์ซึ่งขณะเกิดเหตุรับราชการตำแหน่งปลัดอำเภอหัวหน้ากิ่งอำเภอโซ่พิสัยเบิกความว่า

จำเลยย้ายไปจากกิ่งอำเภอโซ่พิสัยไปอยู่อำเภอโพนพิสัยก่อนเกิดเหตุนานประมาณ 3 - 4 เดือนแล้ว ในช่องนายทะเบียนตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 พยานจำลายมือได้ว่าเป็นจำเลย โดยลงย้อนหลังไปเป็นวันที่ 10 กันยายน 2515 และในช่องย้ายเข้าของเอกสารดังกล่าวไม่มีหลักฐานการย้ายเข้าของบุคคลทั้งสาม คงทิ้งว่างไว้อันเป็นการไม่ถูกต้องและบุคคลทั้งสามซึ่งอยู่ในลำดับที่ 9,10 และ 11 นั้น มีชื่ออยู่ภายหลังบุคคลลำดับที่ 8 ของเอกสารดังกล่าวแต่ตามวันเดือนปีที่เข้ามาอยู่ กลายเป็นเข้าอยู่ก่อนบุคคลลำดับที่ 8 เห็นว่าไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน จากหลักฐานพยานโจทก์ดังกล่าวมาเห็นว่าโจทก์นำสืบมั่นคง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้มาลงชื่อและลงวันที่ย้อนหลังในทะเบียนบ้านและสำเนาทะเบียนบ้าน เป็นการกระทำในระหว่างที่จำเลยย้ายไปรับราชการที่อำเภอโพนพิสัยแล้ว

จำเลยไม่มีอำนาจหน้าที่อย่างใดที่กิ่งอำเภอโซ่พิสัยอีก และการลงวันที่ย้อนหลังนั้น จำเลยมีเจตนาจะให้เห็นว่าบุคคลทั้งสามเข้ามามีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านระหว่างที่จำเลยรับราชการอยู่ที่กิ่งอำเภอโซ่พิสัยซึ่งไม่เป็นความจริง ที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยลงชื่อและเขียนข้อความในเอกสารหมาย จ.1และ จ.2 ตั้งแต่ พ.ศ. 2515 และ นำสืบว่าเหตุที่ทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 มิได้ลงรายการว่าบุคคลทั้งสามย้ายมาจากที่ใดนั้นเพราะจำเลยลืมไป เห็นว่าเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น ประกอบทั้งพยานจำเลยคือนายอนันต์ แจ้งกลีบ นายอำเภอโพนพิสัยเบิกความว่าการย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านของผู้อื่นต้องให้เจ้าบ้านยินยอมด้วย ถ้าไม่ยินยอมนายทะเบียนจะเอาเข้าทะเบียนบ้านไม่ได้และไม่ยอมลงชื่อให้ ตามปกติเมื่อเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านแล้ว

นายทะเบียนจะต้องลงหลักฐานว่าย้ายมาจากที่ใดเมื่อใดด้วยโดยลงชื่อและวันที่กำกับไว้ตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ไม่มีรายการว่าย้ายมาจากที่ใด ฉะนั้นการกรอกชื่อบุคคลลำดับที่ 9,10 และ 11 ในเอกสารดังกล่าวจึงทำไม่ถูกต้องพยานจำเลยดังกล่าวเจือสมกับพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์ ส่วนที่จำเลยเบิกความว่าเสมียนได้นำใบแจ้งย้ายมาเสนอต่อจำเลยก่อนที่จำเลยจะลงชื่อในช่องนายทะเบียนนั้นก็ไม่ปรากฏว่า จำเลยได้อ้างเสมียนผู้นั้นมาเป็นพยาน ข้ออ้างของจำเลยจึงรับฟังไม่ได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการปลอมเอกสารราชการ และเมื่อจำเลยนำเอกสารดังกล่าวไปอ้างและแสดงต่อนายแฉล้ม เจ้าหน้าที่ถ่ายภาพทำบัตรประจำตัวประชาชน จนนายแฉล้มเชื่อว่าเป็นความจริงจึงได้ถ่ายภาพและออกใบแทนบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่บุคคลทั้งสามไป

ถือได้ว่าจำเลยได้ใช้เอกสารราชการปลอมจริงดังฟ้อง ส่วนข้อหาช่วยเหลือคนต่างด้าวโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองเพื่อมิให้ถูกจับกุมนั้น จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าบุคคลทั้งสามเป็นคนไทย เดิมอยู่หมู่บ้านน้ำเป ตำบลรัตนวาปีอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ปรากฏตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย ล.1 ทั้งยังมีหนังสือของผู้ใหญ่บ้านน้ำเปถึงผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดหนองคายแนบหนังสือรับรอง 1 ฉบับว่าบุคคลทั้งสามเกิดที่บ้านน้ำเป เป็นบุคคลมีสัญชาติไทยโดยกำเนิดตามเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 ความข้อนี้เห็นว่า เฉพาะสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย ล.1 นั้นออกให้โดยนายประเวศ นาคเสนนายทะเบียนอำเภอ อำเภอโพนพิสัย มีข้อสังเกตว่าเพิ่งออกให้เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2520 หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วและกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น

นายอนันต์ นายอำเภอโพนพิสัยพยานจำเลยเบิกความว่า บุคคลทั้งสามดังกล่าวที่มีชื่ออยู่ในเอกสารหมาย ล.1 จะเป็นบุคคลคนเดียวกับภาพถ่ายของบุคคลทั้งสามในเอกสารหมาย จ.13 หรือไม่นายอนันต์ไม่ทราบ แต่กลับยืนยันว่าขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยได้ย้ายไปอยู่ที่อำเภอโพนพิสัยแล้ว ไม่มีอำนาจหน้าที่ที่กิ่งอำเภอโซ่พิสัยอีก พยานจำเลยปากนี้นอกจากไม่เป็นประโยชน์แก่จำเลยแล้ว ยังเจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์อีกด้วย ส่วนเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 เป็นหนังสือส่วนตัวจากนายพรหมมา ธงชัย ผู้ใหญ่บ้านน้ำเปเขียนถึงศาลจังหวัดหนองคายแนบหนังสือรับรองว่าบุคคลทั้งสามเกิดที่บ้านน้ำเป แต่เอกสารทั้ง 2 ฉบับนี้จะเป็นลายมือชื่อของนายพรหมมา จริงหรือไม่ ยังเป็นที่สงสัยเพราะลายมือที่เขียนทั้งหมดกับลายมือชื่อนายพรหมมา

ผิดแผกแตกต่างกันมาก แสดงว่าผู้เขียนกับผู้ลงชื่อเป็นคนละคนกัน ทั้งนายพรหมมามิได้มาเบิกความเป็นพยานจำเลยในชั้นศาล คงมีแต่นายศักดิ์ชัย สีไพรงาม อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมาเบิกความว่า นายพรหมมาถึงแก่กรรม 3-4 เดือนมาแล้ว เคยเห็นลายมือชื่อของนายพรหมมาและลายมือชื่อในเอกสารหมาย ล.3 เป็นลายมือชื่อของนายพรหมมาจริง แต่เป็นคำเบิกความลอย ๆ ไม่มีหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนและไม่มีหลักฐานเกี่ยวแก่การถึงแก่กรรมอันเป็นเอกสารของทางราชการมาแสดงต่อศาล ทั้งนายศักดิ์ชัยเองยังเบิกความว่า บุคคลตามสำเนาทะเบียนบ้านหมาย ล.1 ซึ่งนายหนูดำ ศรีสุหาเป็นหัวหน้าครอบครัวนั้น บ้านดังกล่าวถูกน้ำเซาะตลิ่งพังไปแล้ว ครอบครัวนี้ทั้งหมดจึงย้ายไปอยู่ประเทศลาว 3-4 ปีมาแล้ว

ดังนั้น ดังเอกสารหมาย ล.1 ถึง 3 ที่จำเลยอ้างมา เมื่อเปรียบเทียบกับสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3300/2519 ของศาลจังหวัดหนองคายซึ่งพนักงานอัยการฟ้องนางจิตร ศิริสุข ฐานเป็นคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยโจทก์อ้างมาเป็นพยานในคดีนี้ เห็นว่าหลักฐานฝ่ายโจทก์มั่นคงดีกว่า เพราะนางจิตรให้การรับสารภาพต่อศาลว่าเป็นคนต่างด้าว เชื่อชาติลาว สัญชาติลาว ได้เดินทางเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้ผ่านการตรวจของพนักงานเจ้าหน้าที่ ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษ คดีถึงที่สุดแล้ว แม้จะไม่ได้นายอนุรักษ์กับนายเดชมาฟ้องด้วยก็ตาม เพียงแต่ได้ตัวนางจิตรแต่ผู้เดียวมาดำเนินคดีต่อศาล ก็เป็นการเพียงพอแล้วที่จะฟังว่าจำเลยช่วยเหลือคนต่างด้าวจริงดังโจทก์ฟ้อง

ทั้งได้ความจากร้อยตำรวจเอกเทียบ โลหะปาน พนักงานสอบสวนคดีนี้ว่าเมื่อจับตัวนางจิตรได้ สอบสวนนางจิตรก็รับว่าเป็นคนลาวตามเอกสารหมาย จ.24 จึงจัดให้มีการชี้ตัวจำเลย นางจิตรชี้ตัวจำเลยถูกต้องและยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้พาไปทำบัตรประจำตัวประชาชน ปรากฏตามบันทึกการชี้ตัวเอกสารหมาย จ.6 ส่วนนายอนุรักษ์กับนายเดชได้หลบหนีไป ยังจับตัวไม่ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นางจิตร ศิริสุขเป็นคนสัญชาติลาวและจำเลยพาไปทำบัตรประจำตัวประชาชนเป็นการช่วยเหลือคนต่างด้าวซึ่งรู้ว่าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองเพื่อมิให้ถูกจับกุมจริงดังฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น แต่ศาลฎีกาเห็นว่า

การที่จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารก็ดี ใช้เอกสารปลอมก็ดี ก็เพื่อช่วยเหลือคนต่างด้าวให้มีบัตรประจำตัวเช่นเดียวกับคนสัญชาติไทย ซึ่งการกระทำความผิดดังกล่าวนี้เป็นความผิดฐานช่วยเหลือคนต่างด้าวเพื่อมิให้ต้องถูกจับกุม อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2493 มาตรา 63 อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 และผิดฐานช่วยเหลือคนต่างด้าวเพื่อมิให้ถูกจับกุมตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2493 มาตรา 63 แต่ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 ประกอบด้วยมาตรา 265 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 1 ปี 6 เดือนลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ฯลฯ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิถี ปานะบุตร · อำนัคฆ์ คล้ายสังข์ · ไพบูลย์ เพียรรู้จบ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3414/2565

แม้คำฟ้องจะบรรยายความผิดฐานฉ้อโกงมาด้วย แต่การกระทำอันเดียวกันอาจเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือยักยอกฐานหนึ่งฐานใดก็ได้ และเป็นเรื่องในใจของจำเลยว่าจำเลยมีเจตนาปลอมใบส่งของและใบเสร็จรับเงินเพื่อการหลอกลวงให…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12037/2556

แม้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี แผ่นป้ายแสดงการประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์และสมุดใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ปลอมของกลางจะเป็นเอกสารและเอกสารราชการต่างประเภทกันแยกออ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8490/2552

การที่จำเลยกับพวกร่วมกันวางแผนโดยใช้โฉนดที่ดินพิพาทปลอมที่มีรอยตราปลอมประทับอยู่ ไปแลกเอาโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริงของผู้เสียหายมาอันเป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารและลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย แล้วนำโฉนดที่ดินพิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3935/2550

การที่จำเลยร่วมกันปลอมเอกสารหนังสือคำเสนอขอเช่าซื้อรถยนต์และแบบสัญญาค้ำประกัน หลังจากที่จำเลยร่วมกันปลอมเอกสารราชการใบรับคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน และร่วมกันปลอมเอกสารสำเนาบ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8204/2543

การที่จำเลยปลอมและใช้ใบถอนเงินฝากปลอม กับปลอมและใช้สมุดคู่ฝากบัญชีเงินฝากปลอมถอนเงินเกินกว่าจำนวนที่จำเลยได้รับมอบฉันทะแล้วยักยอกเอาเงินส่วนที่เกินไป ก็เพื่อเจตนาจะยักยอกเงินส่วนที่เกินจากธนาคารและแสด…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้