Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10002/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ ญาติของโจทก์และผู้เช่าที่ดินพร้อมบ้านของโจทก์ต่างได้ใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นทางเดินออกสู่ทางสาธารณะโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาจะให้ได้สิทธิภาระจำยอมแม้ที่ดินของจำเลยทั้งสองจะมีการโอนต่อกันมาหลายครั้งจนมาถึงจำเลยทั้งสองก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และบริวารได้ใช้ทางพิพาทในที่ดินดังกล่าวติดต่อกันมาโดยเจ้าของที่ดินที่รับโอนต่อกันมาจนถึงจำเลยทั้งสองต่างก็ทราบดีและไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน สิทธิในอันที่จะใช้ในทางพิพาทและระยะเวลาในการใช้ทางพิพาทของโจทก์จึงหาถูกกระทบหรือสะดุดหรือหยุดลงไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์และบริวารใช้ทางพิพาทติดต่อกันตั้งแต่โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมบ้านมาในปี 2530 จนถึงปี 2542 ที่จำเลยทั้งสองทำการถมดินและล้อมรั้วลวดหนามปิดกั้นทางพิพาทจึงเป็นการใช้เกินกว่า 10 ปี ทางพิพาทย่อมตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401 ประกอบด้วยมาตรา 1382 แล้ว โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินออกสู่ถนนสาธารณะเท่านั่น และโดยสภาพของทางพิพาทก็ไม่อาจใช้เป็นทางให้ยานพาหนะผ่านได้ นอกจากนี้ โจทก์และบุคคลที่เช่าบ้านของโจทก์เดินผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองออกสู่ทางสาธารณะโดยต้องเดินเลียบข้างเสาซึ่งจำเลยที่ 1 ทำไว้เพื่อปลูกบ้าน ซึ่งมีความกว้างไม่ถึง 2 เมตร ประกอบกับทางพิพาทส่วนที่ความกว้างที่สุดประมาณ 150 เซนติเมตร และส่วนที่แคบที่สุดประมาณ 120 เซนติเมตร จึงเห็นควรกำหนดให้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งสองกว้าง 120 เซนติเมตร เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนทางภาระจำยอมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่กว้างประมาณ 2 เมตร ยาวประมาณ 6 เมตร ตลอดแนวที่ดินจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วลวดหนามซึ่งปิดทางและทำที่ดินให้เป็นตามสภาพเดิม

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า ให้ทางพิพาทตามหมายสีแดงในแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 เป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 127003 ตำบลท่าทราย (บางธรณี) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ของโจทก์ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วลวดหนามที่ปิดกั้นทางและทำทางให้เป็นสภาพเดิม ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนภาระจำยอมลงในที่ดินโฉนดเลขที่ 78644 ตำบลท่าทราย (บางธรณี) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ของจำเลยทั้งสอง หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นตามที่คู่ความนำสืบรับกันและไม่ได้โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 127003 ตำบลท่าทราย (บางธรณี) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี พร้อมบ้านเลขที่ 39/30 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินดังกล่าว โดยซื้อมาจากนางแจ่ม เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2530 ตามสำเนาโฉนดที่ดิน เอกสารหมาย จ.2 จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 76844 ตำบลท่าทราย (บางธรณี) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกโดยที่ดินแปลงดังกล่าวนายบุญยิ่ง บิดาของจำเลยที่ 1 ซื้อมาจากนายสนั่น เมื่อปี 2524 ต่อมาปี 2539 ได้ยกให้แก่พันจ่าอากาศตรีวีรยุทธ

น้องชายของจำเลยที่ 1 และในปี 2537 พันจ่าอากาศตรีวีรยุทธ ได้จดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยทั้งสองตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 เดิมที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสองต่างไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยจำเลยทั้งสองจะต้องเดินผ่านที่ดินของนางประกอบ จึงจะออกสู่ทางเดินปูด้วยแผ่นปูนและออกสู่ถนนสาธารณะได้ ส่วนโจทก์ก็จะต้องเดินผ่านริมที่ดินของจำเลยทั้งสองทางทิศเหนือจากทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก และผ่านที่ดินของนางประกอบออกสู่ทางเดินปูด้วยแผ่นปูนเช่นกันตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.4 ต่อมาปี 2541 ทางราชการได้ตัดถนนสายเลี่ยงเมืองนนทบุรี-สนามบินน้ำ ทำให้ที่ดินของจำเลยทั้งสองถูกเวนคืนไปบางส่วน ตามแผนที่สังเขปและแผนที่พิพาทเอกสารหมาย

จ.4 และ จ.ล.1 ต่อมาปี 2542 จำเลยทั้งสองจึงนำดินมาถมและนำเสามาปักล้อมด้วยลวดหนามปิดกั้นทางพิพาทที่โจทก์เคยใช้เดินผ่านเข้าออกตามภาพถ่ายหมาย จ.5 ภาพที่ 3 ถึง 7 ทำให้โจทก์และผู้เช่าบ้านของโจทก์ใช้ทางพิพาทผ่านเข้าออกสู่ถนนสาธารณะไม่ได้ คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของจำเลยทั้งสองว่า ทางพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์ ญาติของโจทก์และผู้เช่าที่ดินพร้อมบ้านของโจทก์ต่างได้ใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นทางเดินออกสู่ทางสาธารณะโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาจะให้ได้สิทธิภาระจำยอมติดต่อกันตั้งแต่โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมบ้านมาในปี 2530 จนถึงปี 2542 ที่จำเลยทั้งสองทำการถมดินและล้อมรั้วลวดหนามปิดกั้นทางพิพาท จึงเป็นการใช้เกินกว่า 10 ปี ทางพิพาทย่อมตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบด้วยมาตรา 1382 แล้ว

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์และนางสาวอรุณี พยานโจทก์เบิกความขัดแย้งกันเอง โดยเฉพาะนางสาวอรุณี เบิกความว่า ครั้งแรกโจทก์มาอยู่ที่บ้านของโจทก์ต่อมาจึงให้ญาติโจทก์อยู่ หลังจากนั้นก็มีผู้มาเช่าบ้าน แต่ต่อมากลับเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า โจทก์ไม่ได้มาพักอาศัย แต่ไป ๆ มา ๆ เพื่อดูแลบ้าน จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์เริ่มใช้ทางพิพาทตั้งแต่เมื่อใด และใช้ติดต่อกันมาเป็นเวลาถึง 10 ปี หรือไม่นั้น เห็นว่า คำเบิกความของนางสาวอรุณี ในตอนแรกและตอนต่อมาดังกล่าวยังรับฟังไม่ได้ชัดว่าเป็นการขัดแย้งกัน เพราะที่เบิกความในตอนหลังว่า โจทก์ไม่ได้มาพักอาศัย แต่ไป ๆ มา ๆ เพื่อดูแลบ้านนั้น อาจจะเป็นการเบิกความถึงตอนที่โจทก์ย้ายออกจากบ้านไปและให้บุคคลอื่นมาเช่าบ้านอยู่อาศัยแล้ว จึงต้องคอยมาดูแลเพื่อซ่อมแซมบ้านอยู่บ่อย

ๆ ก็เป็นได้จึงหาเป็นพิรุธที่จะทำให้พยานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทติดต่อกันมาถึง 10 ปีแต่อย่างใดไม่ และที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เมื่อโจทก์เข้ามายึดถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโจทก์ ที่ดินของจำเลยทั้งสองมีการโอนและจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ต่อมาหลายครั้ง โดยปี 2534 บิดาของจำเลยที่ 1 ได้ทำนิติกรรมยกให้แก่พันจ่าอากาศตรีวีรยุทธ และต่อมาปี 2537 พันจ่าอากาศตรีวีรยุทธจึงขายให้แก่จำเลยทั้งสอง การที่โจทก์ครอบครองใช้ทางพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของจึงถูกกระทบสิทธิมาโดยตลอด โจทก์จึงไม่ได้ครอบครองโดยความสงบด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาถึง 10 ปีนั้น เห็นว่า แม้ที่ดินของจำเลยทั้งสองจะมีการโอนต่อกันมาหลายครั้งจนมาถึงจำเลยทั้งสองก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และบริวารได้ใช้ทางพิพาทในที่ดินดังกล่าวเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะติดต่อกันมาโดยเจ้าของที่ดินที่รับโอนต่อกันมาจนถึงจำเลยทั้งสองต่างก็ทราบดีและมิได้โต้แย้งคัดค้าน

สิทธิในอันที่จะใช้ทางพิพาทและระยะเวลาการใช้ทางพิพาทของโจทก์จึงหาถูกกระทบหรือสะดุดหยุดลงไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์และบริวารใช้ทางพิพาทติดต่อกันมาเป็นเวลาถึง 10 ปี ทางพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมตามกฎหมาย คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างมีรูปเรื่องและข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงล้วนแต่ฟังไม่ขึ้น ปัญหาสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า ทางพิพาทมีความกว้างเท่าใด ปัญหานี้จำเลยทั้งสองได้ให้การไว้แล้วว่าทางพิพาทมีความกว้างไม่เกิน 80 เซนติเมตร มิใช่กว้าง 2 เมตร ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะพิพากษาให้ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หาได้วินิจฉัยในปัญหานี้ไม่ เมื่อจำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหานี้มาด้วย

ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ในปัญหานี้ได้ความว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินออกสู่ถนนสาธารณะเท่านั้น และโดยสภาพของทางพิพาทก็ไม่อาจใช้เป็นทางให้ยานพาหนะผ่านได้ นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และนางสมลักษณ์พยานของจำเลยทั้งสองตรงกันว่า โจทก์และบุคคลที่เช่าบ้านของโจทก์เดินผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสอง ออกสู่ทางสาธารณะโดยต้องเดินเลียบข้างเสาซึ่งจำเลยที่ 1 ทำไว้เพื่อปลูกบ้าน ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วจะมีความกว้างไม่ถึง 2 เมตร เมื่อฟังประกอบกับรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นซึ่งออกไปเดินเผชิญสืบในวันที่ 10 ตุลาคม 2544 ที่ระบุว่า วัดทางพิพาทส่วนที่มีความกว้างที่สุดได้ประมาณ 150 เซนติเมตร และส่วนที่แคบที่สุดประมาณ 120 เซนติเมตรแล้ว จึงเห็นควรกำหนดให้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งสองกว้าง 120 เซนติเมตร เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ทางพิพาทตามหมายสีแดงในแผนที่พิพาท เอกสารหมาย จ.ล.1 กว้าง 120 เซนติเมตร ยาวตลอดแนวจรดถนนสาธารณะ เป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 127003 ตำบลท่าทราย (บางธรณี) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิสิฐ ฐิติภัค · พีรพล พิชยวัฒน์ · ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้