Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10020/2556

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 1 จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ด้วย โดยจำเลยที่ 1 ต้องเอาประกันภัยทรัพย์จำนอง โจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายเบี้ยประกันแทนจำเลยที่ 1 ไปก่อน หนี้ค่าเบี้ยประกันภัยทรัพย์จำนองเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากสัญญาจำนอง จึงไม่เกี่ยวกับหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันและหลุดพ้นจากความรับผิดเนื่องจากหนี้ดังกล่าวขาดอายุความ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความรับผิดในหนี้ค่าเบี้ยประกันภัย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 22,390,540.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 7,351,580 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 214128 ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 7,351,580 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลาห้าปี และนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 214128 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเบี้ยประกันภัย 3,475.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 30,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วรับฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญากู้ยืมเงินที่พิพาทขาดอายุความ คงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาจำนองซึ่งยังบังคับได้ 7,351,580 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ย้อนหลังจากวันฟ้องไป 5 ปี และนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป มิฉะนั้นให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 214128 ส่วนจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหนี้เงินกู้ยืมเป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดเพราะหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าวขาดอายุความแล้ว กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าเบี้ยประกันภัยทรัพย์จำนอง 3,475.36 บาท ที่โจทก์ทดรองจ่ายไปแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยทั้งสองใช้แทนโจทก์ 50,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยทั้งสองใช้แทนโจทก์ 30,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นฎีกา แต่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับ เพราะทุนทรัพย์ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระค่าเบี้ยประกันภัยทรัพย์จำนอง 3,475.36 บาท ที่โจทก์ทดรองจ่ายไปคืนแก่โจทก์ด้วยนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า หนี้ประธานที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันคือหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้ ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ขาดอายุความฟ้องร้อง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญานี้และให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 แต่หนี้ค่าเบี้ยประกันภัยเป็นหนี้ที่โจทก์อ้างว่าเกิดขึ้นเนื่องจากสัญญาจำนองตามหนังสือต่อท้ายสัญญาจำนอง ข้อ 10 และโจทก์ได้ทดรองจ่ายไปสำหรับการประกันภัยทรัพย์จำนองระหว่างวันที่ 20 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550 จึงไม่เกี่ยวกับหนี้ประธานที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันและหลุดพ้นจากความรับผิดไปแล้วดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความรับผิดในหนี้เงินค่าเบี้ยประกันภัยจำนวนนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดด้วยไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แม้จำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เฉพาะในเรื่องขอให้บังคับชำระค่าเบี้ยประกันภัย 3,475.36 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเบี้ยประกันภัย 3,475.36 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน · สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร · สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายสุรพล เจริญผล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสมพงศ์ แพนเดช
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.1789/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
ย1050/2549
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ย154/2552
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12711/2558

หนี้ตามสัญญาค้ำประกันเป็นหนี้อุปกรณ์ ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันก็ต่อเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ประธาน หรือยังมีหนี้ประธานที่ผู้ให้กู้ยังไม่ได้รับชำระหนี้ การที่โจทก์ฟ้อง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4568/2558

ตามสัญญารับดำเนินการข้อ 2.1 และ 2.2 มีใจความโดยสรุปว่า จำเลยที่ 1 จะเร่งรัดดำเนินการเก็บเงินที่ลูกหนี้ของโจทก์ค้างชำระโดยใช้ใบเสร็จรับเงินของโจทก์เป็นหลักฐานในการรับเงินจากลูกหนี้ของโจทก์ หลังจากจำเลย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13267/2557

ตามสัญญาค้ำประกันหนี้สินที่จำเลยทั้งสี่ทำไว้กับบริษัทเงินทุน ย. นั้น เป็นการค้ำประกันเพื่อชำระหนี้ในเมื่อบริษัท ก. ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ เมื่อต่อมาบริษัท ก. ลูกหนี้จดทะเบียนเลิกบริษัท อันมีผลให้ลูกหนี้สิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14806/2556

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ยืมและบังคับจำนอง เมื่อตามสัญญาจำนองมิได้ตกลงยกเว้นความใน ป.พ.พ. มาตรา 733 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดในเงินส่วนที่ขาดหลังจากการบังคับจำนอง และจำเลยที่ 2 และที่ 3…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1816/2556

จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการโรงงานทำมันเม็ดแข็ง เข้าร่วมโครงการยกระดับราคาหัวมันสำปะหลัง ขอรับเงินค่าชดเชยการขนส่งมันเม็ดตามโครงการจากโจทก์ โดยไม่เป็นไปตามเงื่อนไข โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการรับเงิ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้