คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองนำข้อความอันเป็นเอกสารที่มีข้อความว่า "โจทก์ได้พ้นจากตำแหน่งรองประธานชมรมแล้ว จึงเรียนมาเพื่อทราบถ้าหากบุคคลผู้นี้มีการแอบอ้างชื่อชมรมหรือกระทำการสิ่งอื่นใด ทางชมรมร้านขายยา กทม. จะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น ชมรมร้านขายยา กทม." ไปใส่ความโจทก์ต่อบรรณาธิการและพนักงานหนังสือพิมพ์สยามรัฐ และได้ร่วมกันนำข้อควมดังกล่าวไปลงพิมพ์โฆษณาประกาศแก่ประชาชนทั่วไป เป็นการใส่ ความโจทก์ต่อบุคคลทั่วไป อันเป็นการแสดงว่าโจทก์ถูกไล่ออกเนื่องจากประพฤติไม่ดี เป็นเหตุให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ขอให้ลงโทษจำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖,๓๒๘,๘๓ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๒
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความผิดฐาน หมิ่นประมาท พิพากษายกฟ้อง
โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่าคำว่าโจทก์พ้นจากตำแหน่งรองประธานชมรมร้านขายยาหมายความว่าโจทก์ออกจากตำแหน่งดังกล่าวแล้ว มิได้หมายความว่าโจทก์ถูกไล่ออกดังที่โจทก์ฎีกาบุคคลที่เห็นข้อความดังกล่าวก็มิได้เข้าใจในทางเสื่อมเสียแก่โจทก์เช่นนั้น และข้อความต่อไปที่ว่า ถ้าโจทก์แอบอ้างชื่อชมรมหรือกระทำการสิ่งอื่นใด ทางชมรม ร้านขายยา กทม.จะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น คำว่า "แอบอ้าง" อาจจะเป็นถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมอยู่บ้าน แต่ก็ไม่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ หรือทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงหรือถูกดูหมิ่นเกลียดชังแต่อย่างใด ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน.