Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2522 (เลขอ้างอิง 100710)

พ.ศ. 2522 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์สามคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวของโจทก์แต่ละคนตามลำพังฟ้องให้จำเลยใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิดทำให้รถยนต์ของโจทก์แต่ละคนเสียหาย แม้จะรวมฟ้องมาในคดีเดียวกันก็ต้องพิจารณาจำนวนทุนทรัพย์ของคดีสำหรับโจทก์แต่ละคน ถ้าทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาท และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เล็กน้อยก็ฎีาข้อเท็จจริงไม่ได้ ส่วนทุนทรัพย์ที่ไม่เกิน 20,000 บาทนั้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยข้อเท็จจริงมาก็เป็นการมิชอบเพราะปัญหาดังกล่าวยุติตั้งแต่ศาลชั้นต้น จำเลยที่ 4 ในสำนวนหลังฎีกา แต่ในสำนวนหลังนี้ศาลชั้นต้นสั่งว่าจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 4 จึงหาอาจเรียกพยานของตนเข้าสืบได้ไม่ ดังนั้น พยานที่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกนำสืบรวมมาในสำนวนแรกจึงไม่อาจนำมาวินิจฉัยในสำนวนหลังได้ แม้จำเลยที่ 4 จะฎีกาแต่ผู้เดียว แต่คำพิพากษาศาลฎีกาในส่วนที่เป็นผลดีแก่จำเลยที่ 4 เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงมีผลถึงจำเลยอื่นที่ไม่ได้ฎีกาด้วย จำเลยทั้งสองต่างขับรถยนต์ด้วยความเร็วแซงและแข่งกันมา เป็นเหตุให้ชนรถของโจทก์ซึ่งจอดอยู่ พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดของจำเลยทั้งสองมีเท่ากัน และเป็นกรณีต่างทำละเมิดโดยไม่ได้ร่วมกัน จึงไม่ต้องร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดแก่โจทก์จำเลยทั้งสองต้องรับผิดแบ่งออกเป็นส่วนเท่าๆกัน

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีแรกโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นผู้ครอบครองรถยนต์แต่ละคัน จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นนายจ้างจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุน จำเลยที่ ๔ เป็นเจ้าของรถยนต์และเป็นนายจ้างนายอนันต์ซึ่งเป็นผู้ขับ จำเลยที่ ๕ เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุน จำเลยที่ ๑ และนายอนันต์ต่างขับรถยนต์บรรทุกในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ และที่ ๔ โดยประมาทเลินเล่อด้วยความเร็วสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดแซงและแข่งกันมา เป็นเหตุให้ชนรถยนต์ของโจทก์ทั้งสามและรถยนต์ของบุคคลอื่นเสียหาย ขอพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามพร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ขับรถยนต์โดยประมาท

เหตุที่รถยนต์ชนกันเพราะความประมาทของคนขับรถยนต์คันอื่น ค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสามไม่ถึงจำนวนที่ฟ้อง จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ให้การว่า นายอนันต์ไม่ได้ขับรถยนต์โดยประมาทจำเลยที่ ๔ ไม่ต้องรับผิด โจทก์เรียกค่าเสียหายมากเกินไป และจำเลยที่ ๕ ว่าต้องรับผิดเฉพาะค่าซ่อมรถยนต์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเท่านั้น คดีหลังโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๔ ขับรถยนต์บรรทุกแต่ละคัน ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ด้วยความประมาทโดยขับแข่งกันมาด้วยความเร็วสูงพุ่งเข้าชนรถยนต์ของโจทก์ ๓ คัน และรถยนต์ของผู้เสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าเสียหายพร้อมด้วยดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์ตามฟ้อง จำเลยที่ ๑ ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์ด้วยความระมัดระวัง เหตุเกิดขึ้นเพราะความผิดของจำเลยที่ ๓ ค่าเสียหายไม่ถึงจำนวนที่ฟ้อง จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๔ เหตุที่รถยนต์ชนกันไม่ได้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ ๓ แต่เกิดจากความประมาทของคนขับรถยนต์คันอื่น รถยนต์ของโจทก์เสียหายไม่ถึงจำนวนที่ฟ้อง จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาในคดีแรกให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามพร้อมด้วยดอกเบี้ย และพิพากษาในคดีหลังให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ คดีแรกกับจำเลยที่ ๔ คดีหลังอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้จำนวนเงินที่ให้จำเลยทั้งห้าในคดีแรกร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๑ และแก้จำนวนเงินที่ให้จำเลยทั้งสี่ในคดีหลังร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในคดีหลัง โจทก์คดีหลังฎีกาขอให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ คดีแรกกับจำเลยที่ ๔ คดีหลังฎีกาเรื่องค่าเสียหาย ขอให้แยกความรับผิดและยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีแรกโจทก์ทั้งสามต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวของโจทก์แต่ละคนตามลำพังฟ้องให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิดทำให้รถยนต์ของโจทก์แต่ละคนเสียหาย แม้จะรวมฟ้องมาในคดีเดียวกัน ก็ต้องพิจารณาจำนวนทุนทรัพย์ของคดีสำหรับโจทก์แต่ละคนแยกออกต่างหากจากกัน เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๓๘,๐๐๐ บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ค่าเสียหายเป็น ๒๗,๕๐๐ บาท จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อฎีกาของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๘ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๖ ส่วนคดีของโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ นั้น เป็นคดีที่จำนวนทุนทรัพย์ไม่เกินสองหมื่นบาท

ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ข้อเท็จจริงตามมาตรา ๒๒๔ (ฉบับที่๖) พ.ศ.๒๕๑๘ มาตรา ๓ แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยและพิพากษาเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าวมาก็เป็นการมิชอบ ปัญหานี้จึงยุติแต่ศาลชั้นต้น โจทก์จะฎีกาขึ้นมาอีกมิได้ ส่วนจำเลยที่ ๔ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าขาดนัดยื่นคำให้การแล้วก็เพียงแต่ยื่นใบแต่งทนายความและทนายมาศาลในวันนัดสืบพยานโดยไม่ได้แจ้งให้ศาลชั้นต้นทราบว่าไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ เพื่อให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ จึงต้องถือว่าศาลชั้นต้นดำเนินคดีต่อไปโดยจำเลยที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การโดยจงใจหรือไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยที่ ๔ หาอาจเรียกพยานของตนเข้าสืบได้ไม่

พยานที่จำเลยที่ ๔ นำสืบรวมมาในคดีแรกจึงไม่อาจนำมาวินิจฉัยในคดีนี้ได้ แต่เมื่อฎีกาจำเลยที่ ๔ เกี่ยวกับค่าซ่อมรถยนต์โจทก์ฟังขึ้น และคำพิพากษาศาลฎีกาในส่วนที่เป็นผลดีแก่จำเลยที่ ๔ เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อื่นไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงมีผลถึงจำเลยที่ไม่ได้ฎีกาด้วย เมื่อจำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๑ ในคดีหลังต่างขับรถยนต์ด้วยความเร็วและแข่งกันมารถยนต์กระทบกันเป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยที่๓ ขับไปชนรถยนต์ของโจทก์ที่จอดอยู่นั้น พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดของจำเลยที่ ๓ และที่ ๑ มีเท่ากัน จำเลยที่ ๓ และที่ ๑ ต่างทำละเมิดโดยไม่ได้รวมกัน จึงไม่ต้องร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๓๒ และต่างต้องรับผิดแบ่งออกเป็นส่วนเท่าๆกัน ตามมาตรา ๔๓๘ เมื่อจำเลยที่ ๓ ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินเท่าไร จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นนายจ้างก็ต้องร่วมรับผิดด้วยเพียงเท่านั้นตามมาตรา ๔๒๕ ฎีกาของจำเลยที่ ๔ ข้อนี้ฟังขึ้นและมีผลถึงจำเลยอื่นที่มิได้ฎีกาด้วยดังเหตุผลที่ได้วินิจฉัยไว้แล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้จำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ให้แก่โจทก์ในสำนวนหลัง ทั้งห้าให้จำเลยที่ ๓ ร่วมกับจำเลยที่ ๔ ฝ่ายหนึ่ง กับจำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ ฝ่ายหนึ่งรับผิดในค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดต่อโจทก์ฝ่ายละครึ่งหนึ่ง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไพบูลย์ เพียรรู้จบ · เพียรรู้จบ · วิถี ปานะบุตร
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายธรรมนิตย์ วิชญเนตินัย
ศาลอุทธรณ์ - นายฉลอง จันทรัฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2522 (เลขอ้างอิง 36348)

โจทก์สามคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวของโจทก์แต่ละคนตามลำพังฟ้องให้จำเลยใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิดทำให้รถยนต์ของโจทก์แต่ละคนเสียหาย แม้จะรวมฟ้องมาในคดีเดียวกันก็ต้องพิจารณาจำนวนทุนทรัพย์ของคดีสำหรับโจท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1432/2546

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต่างฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้าง กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1544/2520

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ค่าเสียหายของโจทก์รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 1,980,000 บาท แต่โจทก์มิได้เรียกร้องเอาเต็มจำนวนดังกล่าว คงติดใจขอเพียง 700,000 บาท กับดอกเบี้ยอีก 45,125 บาท รวม 748,125 บาท ดังนี้ การคิดค่าข…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 819/2520

คดีฟ้องเรียกค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์อันมีทุนทรัพย์ไม่เกินสองหมื่นบาท และขอให้ขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งในขณะยื่นคำฟ้องอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละสองพันบาท จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1567/2500

คดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและให้รื้อถอนบ้านเรือนออกไปจากที่พิพาทและไม่บังคับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายตามที่โจทก์ขอ แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 100 บาทและเดือนต่อๆไปอีกเดือนละ 2…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้