Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 101/2513

พ.ศ. 2513 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยซึ่งเป็นครู ได้มีหนังสือร้องเรียนขอให้ตั้งกรรมการสอบสวนการเงินและการบริหารของโรงเรียน ผู้จัดการและอาจารย์ใหญ่เพื่อความบริสุทธิ์และเพื่อชื่อเสียงของสถาบันโรงเรียนว่ารายรับรายจ่ายถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่ แม้คำร้องจะมีชื่อโจทก์ให้กรรมการสอบสวนบัญชีด้วยก็ตามคำร้องนั้นก็มิได้กล่าวหาว่าโจทก์ทุจริตฉ้อโกงเงิน และก็ไม่ได้กล่าวหาว่าบุคคลทั้งสามนี้ร่วมมือกันทุจริตการเงินของโรงเรียน ไม่มีลักษณะเป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังจำเลยได้มีหนังสืออ้างถึงหนังสือฉบับแรก ขอให้ตั้งกรรมการสอบสวนโดยด่วน และให้อายัดเอกสารต่าง ๆ ไว้เพื่อรักษาความยุติธรรม เป็นการร้องเรียนด้วยความบริสุทธิ์ใจไม่มีใครบังคับเพื่อรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม เพื่อชื่อเสียงของโรงเรียน เป็นการแสดงข้อความและความคิดเห็นโดยสุจริตและชอบธรรมเพื่อให้การสอบสวนเป็นไปโดยยุติธรรม เพราะจำเลยได้ยื่นคำร้องเรียนไปนานแล้ว จำเลยไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึง 23 เป็นครูโรงเรียนสมาคมโรงเรียนราษฎร์ จำเลยที่ 24 เป็นครูโรงเรียนสิริศาสน์วิทยาลัยได้ร่วมกันกระทำผิดกฎหมาย กล่าวคือก. เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2509 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ถึง 16 และ 24 ได้ร่วมกันเขียนคำร้องใส่ความโจทก์ส่งไปยังคณะกรรมการสมาคมโรงเรียนราษฎร์ กองโรงเรียนราษฎร์อธิบดีกรมวิสามัญ กล่าวหาโจทก์ร่วมกับนายสุภูต เนติลักษณ์วิจารณ์ นายนิล เอี่ยมสำอางค์ มีข้อความว่าบุคคลทั้งสามนี้ทำการไม่ดีไม่งามหลายประการอันนำความเสื่อมเสียมาสู่การศึกษาของโรงเรียน ทั้งมีการทุจริต ฉ้อโกงเงินหลายประเภทเอาเป็นประโยชน์ส่วนตัวข. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2509 จำเลยที่ 1 ถึง 24 ได้สมคบกันทำหนังสืออีกฉบับหนึ่งกล่าวอ้างถึงหนังสือที่ยื่นไว้ร้องเรียนและเตือนไปยังเลขาธิการสมาคมครูโรงเรียนราษฎร์

เร่งให้รีบตั้งกรรมการขึ้นสอบสวน ขืนช้าไปผู้ถูกกล่าวหาอาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารเพื่อเปลี่ยนรูปคดีเสียได้ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2509 จำเลยดังกล่าวได้ร่วมกันทำคำร้องเรียนกล่าวโทษไปยังอธิบดีกรมวิสามัญขอให้รีบพิจารณาความผิดของผู้ถูกกล่าวหาและได้ระบุข้อความกล่าวร้ายโจทก์ไว้ เช่น โจทก์เก็บเงินค่าเรียนพิเศษวันเสาร์จากเด็กเล็กคนละ 10 บาท แต่จ่ายค่าสอนครูเพียงค่าอาหารเล็กน้อย เงินที่เหลือไม่ส่งเป็นรายได้ของโรงเรียน กล่าวหาโจทก์เก็บเงินรายได้อื่น ๆ ของโรงเรียน แต่มิได้ส่งเป็นรายได้ให้โรงเรียนครบถ้วน กล่าวหาว่าโจทก์ซื้อสิ่งของเข้าห้องสมุด ตู้ใส่หนังสือแพงกว่าท้องตลาด จ่ายเงินไม่ถูกต้องกับความเป็นจริงการร้องเรียนใส่ความโจทก์ดังกล่าว เป็นเหตุให้กระทรวงศึกษาธิการส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบเป็นเหตุให้โจทก์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ครูทั่วไป

ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วไม่ปรากฏความจริงตามที่คณะครู 24 คนฟ้องร้องกล่าวโทษ การกระทำของจำเลยมีเจตนาร้ายเพื่อหวังให้โจทก์เสียชื่อเสียงและได้รับโทษ ขอให้ลงโทษจำเลยจำเลยทั้ง 24 คนให้การว่า มิได้กระทำความผิด

โจทก์ฟ้องคดีโดยถูกยุแหย่แก้เกี้ยวเพื่อกลบเกลื่อนความผิดของพวกและตนเอง โจทก์จึงถูกสั่งย้ายไปจากโรงเรียน และพวกของโจทก์บางคนกำลังถูกกรรมการสอบสวนอยู่ คำร้องเรียนของจำเลยแสดงว่าจำเลยมิได้มีเจตนาใส่ความโจทก์ มิได้มุ่งร้ายให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นอย่างใด และโจทก์ไม่เสียหาย ถ้าจะเสียหายเพราะโจทก์ทำไม่ดีเอง จำเลยแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือส่วนได้เสียของตนตามทำนองคลองธรรม เพื่อหวังความบริสุทธิ์ของโจทก์กับพวก มุ่งรักษาชื่อเสียงความเจริญของสถาบันการศึกษาร่วมกัน เพื่อประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เอกสารตามสำเนาท้ายฟ้องไม่มีข้อความเป็นการใส่ความโจทก์โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือเกลียดชัง

เข้าลักษณะเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมป้องกันตนหรือส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ข้อกฎหมายศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาว่า คำร้องเรียนของจำเลยเป็นการใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำร้องเรียนกล่าวหานายสุภูต ผู้จัดการนายนิล อาจารย์ใหญ่ ขอให้คณะกรรมการบริหารตั้งกรรมการสอบบัญชีการเงินของบุคคลทั้งสองนี้ แม้จะมีชื่อโจทก์ให้กรรมการสอบบัญชีด้วยเกี่ยวกับห้องสมุดและจ่ายเงินค่าสอนพิเศษเด็กเล็ก แต่ในคำร้องก็กล่าวหาว่านายสุภูตจ่ายเงินไม่ถูกต้อง มิได้กล่าวหาว่าทุจริตฉ้อโกงเงินหลายประเภทของโรงเรียน ดังโจทก์บรรยายในฟ้อง และโจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยร้องเรียนใส่ความโจทก์ว่า

โจทก์กับนายสุภูต นายนิลได้สมคบร่วมกันทุจริตฉ้อโกงเงินของโรงเรียนประการใด ทั้งข้อความตามเอกสารก็มิได้กล่าวหาบุคคลทั้งสามนี้ร่วมมือกันทุจริตเรื่องเงินของโรงเรียนด้วย เอกสารหมายเลข 1 เท่าที่เกี่ยวกับโจทก์จึงไม่มีลักษณะเป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326สำหรับเอกสารหมายเลข 2 เป็นหนังสือคณะครู 20 คน มีถึงเลขาธิการสมาคมครูโรงเรียนราษฎร์ อ้างถึงหนังสือฉบับแรก เป็นการร้องเรียนด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีใครบังคับเพื่อรักษาประโยชน์ของส่วนรวมและเพื่อชื่อเสียงของโรงเรียน เป็นการแสดงข้อความและความคิดเห็นโดยสุจริตและชอบธรรม เพื่อให้การสอบสวนได้เป็นไปโดยยุติธรรม

เพราะจำเลยได้ยื่นคำร้องเรียนไปแล้วถึง 14 วัน ยังไม่มีการตั้งกรรมการขึ้นดำเนินการประการใด จำเลยไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329ส่วนเอกสารหมายเลข 3 เป็นหนังสือคณะครู 15 คน ร้องเรียนถึงอธิบดีกรมวิสามัญนั้น ก็มิได้กล่าวหาหรือมีความหมายดังโจทก์อ้างในฟ้อง ตามคำร้องหมายเลข 3 ตั้งข้อสงสัยนายสุภูตคนเดียว เกี่ยวกับรายได้ของโรงเรียนและการจ่ายเงินที่ไม่ถูกต้องกับหลักการ มิได้กล่าวหาโจทก์หรือว่าโจทก์สมคบกับนายสุภูตอย่างไร รวมความว่าการร้องเรียนตามเอกสารท้ายฟ้อง3 ฉบับ ไม่มีลักษณะเป็นการใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ดังที่โจทก์บรรยายในฟ้องพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วินัย ทองลงยา · จินตา บุณยอาคม · บัญญัติ สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้