Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1012/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกเช็คพิพาทมอบให้จำเลยที่ 2ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้ลงชื่อสลักหลังเช็คพิพาทและนำไปแลกเงินสดจากโจทก์ แต่โจทก์เบิกความว่าจำเลยที่ 1 นำเช็คพิพาทไปแลกเงินสดจากโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองรับว่าจำเลยที่ 1 ได้ออกเช็คพิพาทและจำเลยที่ 2 สลักหลังเช็คพิพาทโดยจำเลยที่ 1 ได้นำเช็คพิพาทไปมอบให้โจทก์เป็นการแลกเช็คและรับเงินสดไปจากโจทก์จริง ดังนี้ข้อแตกต่างระหว่างคำฟ้องกับคำเบิกความของโจทก์ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญที่จะมีผลให้รับฟังว่าโจทก์ไม่ได้รับเช็คพิพาทไว้เพื่อชำระหนี้ โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ได้นำเช็คพิพาทไปชำระหนี้บุคคลผู้มีชื่อ แต่โจทก์เบิกความว่าโจทก์ได้นำเช็คพิพาทไปขายให้ ต. นั้น คำเบิกความของโจทก์หมายความว่าโจทก์นำเช็คพิพาทไปมอบให้บุคคลผู้มีชื่อเพื่อชำระหนี้ทำนองเดียวกับที่โจทก์กล่าวในคำฟ้อง ดังนี้หาเป็นการแตกต่างกันไม่.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ออกเช็คพิพาท ลงวันที่ 5 ตุลาคม2526 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท มอบแก่จำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่5 กันยายน 2526 จำเลยที่ 2 ได้ลงชื่อสลักหลังเช็คพิพาทแล้วนำไปแลกเงินสดจากโจทก์ โจทก์นำเช็คไปชำระหนี้แก่ผู้มีชื่อ เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระเงิน ผู้มีชื่อนำเช็คเข้าบัญชี เพื่อเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2526ให้เหตุผลว่าบัญชีปิดแล้ว ผู้มีชื่อนำเช็คพิพาทพร้อมใบคืนเช็คมาคืนโจทก์และขอรับเงินไปจากโจทก์แล้วจำนวน 50,000 บาท โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันชำระเงินตามเช็คและค่าเสียหายถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 50,562 บาทพร้อมค่าเสียหายอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 50,000 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การว่า

โจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงเช็คตามกฎหมายเพราะโจทก์ไม่ได้แสดงให้เห็นชัดว่า โจทก์ได้รับโอนเช็คพิพาทมาอย่างไร โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับอาวัลจริง แต่เช็คดังกล่าวลงวันที่ 5 ตุลาคม 2524โจทก์ปลอมลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ในรายการวันสั่งจ่าย และแก้ไขวันสั่งจ่ายจากปี 2524 เป็นปี 2526 เช็คพิพาทจึงเสียไป และฟ้องโจทก์ขาดอายุความเมื่อต้นปี 2525 จำเลยที่ 1 เรียกประชุมเจ้าหนี้รวมทั้งโจทก์ด้วย โจทก์ยอมรับชำระหนี้ตามเช็คพิพาทจากจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้แก่โจทก์ไปแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธินำเช็คพิพาทมาฟ้องจำเลยทั้งสองอีกศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่17 ตุลาคม 2526 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องไม่ให้เกิน 562 บาทจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว มีประเด็นที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประเด็นแรกว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.1 ตามฟ้องหรือไม่

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกเช็คพิพาทมอบให้ จำเลยที่ 2ต่อมาวันที่ 5 กันยายน 2526 จำเลยที่ 2 ได้ลงชื่อสลักหลังเช็คและนำไปแลกเงินสดจากโจทก์ แต่โจทก์เบิกความแตกต่างไปว่า จำเลยที่ 1 นำเช็คพิพาทไปแลกเงินสดจากโจทก์เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2524นั้น เห็นว่า แม้คำฟ้องกับคำเบิกความของโจทก์แตกต่างกันจริงตามฎีกาของจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองเองก็รับว่าจำเลยที่ 1 ได้ออกเช็คพิพาทและจำเลยที่ 2 สลักหลังเช็คพิพาท โดยจำเลยที่ 1 ได้นำเช็คพิพาทไปมอบให้โจทก์เป็นการแลกเช็คและรับเงินสดไปจากโจทก์จริง จึงเห็นว่าข้อแตกต่างระหว่างคำฟ้องกับคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าว ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญที่จะมีผลให้รับฟังว่าโจทก์ไม่ได้รับเช็คพิพาทไว้เพื่อชำระหนี้

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าโจทก์ได้นำเช็คพิพาทไปชำระหนี้บุคคลผู้มีชื่อ แต่โจทก์เบิกความขัดกับคำฟ้องว่า โจทก์ได้นำเช็คพิพาทไปขายให้นายตั้งเม้ง แซ่แต้ นั้น เห็นว่าคำเบิกความของโจทก์ที่ว่าได้นำเช็คพิพาทไปขายให้นายตั้งเม้ง ย่อมมีความหมายว่าโจทก์นำเช็คพิพาทไปมอบให้บุคคลผู้มีชื่อเพื่อชำระหนี้ทำนองเดียวกับที่โจทก์กล่าวในคำฟ้อง หาเป็นการแตกต่างกันดังฎีกาของจำเลยทั้งสองไม่ จึงฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.1 ตามฟ้อง..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พรชัย สมรรถเวช · ชุม สุกแสงเปล่ง · นิเวศน์ คำผอง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4819/2566

คดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลและศาลไม่ได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดี นั้น ป.วิ.พ. มาตรา 131 และ มาตรา 133 บัญญัติให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องประเด็นแห่งคดีโดยทำเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันที่สิ้นการพิจารณา โดยมาตรา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15019/2558

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง และมาตรา 104 ซึ่งมาตรา 198 ทวิ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2556 (เลขอ้างอิง 559064)

ที่ผู้ร้องสอดโต้แย้งโจทก์เกี่ยวกับสัญญายุติข้อพิพาทและสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นกรณีมีปัญหาตีความข้อความในสัญญา และตามอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดก็ไม่ปรากฏว่ามีความจำเป็นที่ผู้ร้องสอดต้องนำสืบพยานหลักฐานในข…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2906/2556

การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนอันเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะใช้อำนาจสืบพยานเองโดยพลการ ตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 228 ให้อำนาจไว้ ทั้งศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจเต็มที่ในอั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11707/2554

ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย หากนางสาว ว. เป็นพยานสำคัญของจำเลย จำเลยก็ชอบที่จะดำเนินการขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกพยานเสียแต่เนิ่น ๆ แต่จำเลยหากระทำไม่ ทั้งตามอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยก็มิได้อ้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้