Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1022/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เดิมศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยในคดีทำการแบ่งมรดกให้ ก.9 ใน 21 ส่วน ต่อมาคู่ความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งทรัพย์มรดกกันใหม่ โดยให้ พ. ผู้มิได้ร่วมทำสัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีสิทธิเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินดังกล่าว ต่อมาพ.ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดพ. ให้จำเลยที่ 3 บังคับคดีในทรัพย์มรดกพิพาทตามส่วนของตนที่ศาลฎีกาได้พิพากษาไว้เพื่อนำไปชำระหนี้ของ พ. ซึ่งจำเลยที่ 3 อธิบดีของกรมบังคับคดีจำเลยที่ 2 ได้มอบให้จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของพ.โดยมีจำเลยที่ 5 ทนายความของจำเลยที่ 3 เป็นผู้ช่วยเหลือไปนำยึดที่ดินพิพาทเพื่อรวบรวมทรัพย์สินของ พ. ชำระหนี้เช่นนี้เมื่อที่ดินเป็นทรัพย์มรดกซึ่งตกทอดแก่ทายาท และ พ. เป็นทายาทด้วยผู้หนึ่งต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า พ. เป็นผู้มีสิทธิในที่พิพาทด้วย กรณีมีเหตุให้จำเลยดำเนินการตามที่เห็นสมควรเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวความ การที่จำเลยไปทำการยึดทรัพย์ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเป็นของโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการกระทำโดยจงใจให้โจทก์เสียหาย ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 จำเลยที่ 2 เป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงยุติธรรม มีจำเลยที่ 3 เป็นอธิบดี จำเลยที่ 4เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2และที่ 3 เดิมจำเลยที่ 1 ได้เป็นโจทก์ฟ้องนายเพิ่มเกียรติเก่งมานะ เป็นจำเลยในคดีล้มละลายต่อศาลจังหวัดสวรรคโลกในที่สุดศาลจังหวัดสวรรคโลกมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้นายเพิ่มเกียรติเป็นบุคคลล้มละลาย ตามสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ ล.2/2522 ของศาลจังหวัดสวรรคโลกจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ได้แต่งตั้งให้จำเลยที่ 5 เป็นทนายความ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้มอบให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ยึดทรัพย์สินของโจทก์หลายครั้ง อันเป็นการจงใจทำละเมิดต่อโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหากโจทก์นำที่ดินดังกล่าวออกขายจะสามารถนำเงินไปหาประโยชน์ได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 209,862 บาท คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 เดือนขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 209,862 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 209,862 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะถอนการยึดทรัพย์ให้แก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยคนใดกระทำการเกินความจำเป็นในหน้าที่อย่างไร ทั้งไม่ได้แสดงโดยแจ้งชัดในคำฟ้องว่าโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไรในการที่ไม่สามารถแสวงหาประโยชน์ได้เป็นฟ้องเคลือบคลุม จำเลยที่ 1ไม่ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของโจทก์ทั้งไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำของจำเลยอื่นจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2ถึงที่ 5 กระทำการไปตามอำนาจหน้าที่ที่ตนได้รับมอบหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 4 ได้ทำการยึดทรัพย์ตามฟ้องซึ่งเป็นทรัพย์ที่นายเพิ่มเกียรติ ผู้ล้มละลายมีส่วนเป็นเจ้าของในฐานะทายาทของนายเก๋งโอ๋ว แซ่ตั้ง จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจยึดเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ได้การกระทำของจำเลยที่ 4 ไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์จำเลยที่ 3ไม่ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 ยึดทรัพย์สินของโจทก์แต่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 4 ในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นทนายความของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายล้มละลาย

หากโจทก์เห็นว่า จำเลยที่ 4และจำเลยที่ 5 ไม่มีสิทธิยึดทรัพย์สินดังกล่าวก็ชอบที่จะคัดค้านต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อสอบสวนและมีคำสั่ง หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สั่งไม่ให้ถอนการยึด โจทก์ก็มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งนั้น การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ก่อนที่จำเลยที่ 4 จะมีคำสั่งเกี่ยวกับทรัพย์ที่ยึดจึงเป็นการไม่ชอบจำเลยทั้งห้าจะถอนการยึดทรัพย์ได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่ากรรมการเจ้าหนี้ให้ความเห็นชอบในการถอนการยึดแล้วหรือไม่คำขอของโจทก์จึงไม่อาจบังคับได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิขายทรัพย์สินที่ถูกยึดโดยไม่ได้รับความยินยอมจากนายเพิ่มเกียรติ

ผู้ล้มละลายการยึดทรัพย์ในคดีนี้เป็นการยึดทรัพย์ส่วนของนายเพิ่มเกียรติ ผู้ล้มละลายอันอาจแบ่งให้แก่เจ้าหนี้ได้ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 5 ให้การว่า นายเพิ่มเกียรติ เก่งมานะ ผู้ล้มละลายได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 2 อ้างว่า ตนเองมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากกองมรดกของนายเก๋งโอ๋ว แซ่ตั้ง ผู้เป็นบิดา ซึ่งพิพาทกันในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 102/2516 ของศาลจังหวัดสวรรคโลก ในคดีดังกล่าวศาลฎีกาพิพากษาให้แบ่งทรัพย์มรดกออกเป็น 21 ส่วนเท่า ๆ กัน ให้โจทก์ในคดีนั้น 9 ส่วน และให้บุตรของนายเก๋งโอ๋ว 6 คน คนละ 2 ส่วนนายเพิ่มเกียรติผู้ล้มละลายมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งมรดกดังกล่าวพอชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ ขอให้จำเลยที่ 2 ตั้งจำเลยที่ 4 เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมทรัพย์มรดกในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่102/2516 ของศาลจังหวัดสวรรคโลก เพื่อแบ่งให้แก่นายเพิ่มเกียรติผู้ล้มละลายตามส่วนที่มีสิทธิได้รับแล้วนำไปชำระหนี้ของนายเพิ่มเกียรติผู้ล้มละลายในคดีล้มละลาย

จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ได้แต่งตั้งให้จำเลยที่ 5 เป็นทนายความทำการแทนนายเพิ่มเกียรติผู้ล้มละลาย จำเลยที่ 5 ได้รวบรวมรายการทรัพย์สินที่เป็นมรดกของนายเก๋งโอ๋วเสนอจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยสุจริตตามข้อเท็จจริงที่ได้รับจากนายเพิ่มเกียรติผู้ล้มละลาย ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นมรดกของนายเก๋งโอ๋ว ที่นายเพิ่มเกียรติผู้ล้มละลายมีสิทธิได้รับ ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์ดังกล่าวและไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 5 ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า นายเก๋งโอ๋วแซ่ตั้ง กับนางกิ่งทอง เก่งมานะ สมรสกันเมื่อปี 2474 มีบุตรด้วยกัน 6 คน โจทก์กับนายเพิ่มเกียรติ เก่งมานะ เป็นบุตรของนายเก๋งโอ๋วกับนางกิ่งทอง นายเก๋งโอ๋วถึงแก่กรรมเมื่อปี2507 ยังมิได้แบ่งสินสมรสระหว่างนายเก๋งโอ๋วกับนางกิ่งทองและยังไม่ได้แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท ในปี 2515 นางกิ่งทองได้ฟ้องโจทก์กับนางสุวรรณา เก่งมานะ เด็กชายชาญชัย เก่งมานะและเด็กชายธงชัย เก่งมานะ เป็นจำเลยในคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดสวรรคโลก ขอแบ่งสินสมรสและมรดกของนายเก๋งโอ๋ว ศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์กับพวกแบ่งทรัพย์สินให้นางกิ่งทอง 9 ใน 21 ส่วน ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 102/2516 ของศาลจังหวัดสวรรคโลกต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2520 นางกิ่งทองกับโจทก์

นางวรนุชเก่งมานะ นางวิไลวรรณ ณ ลำเลียง (เก่งมานะ) และนายเพิ่มยศเก่งมานะ ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงแบ่งทรัพย์มรดกกันใหม่โดยไม่บังคับตามคำพิพากษาฎีกาดังกล่าว ให้โจทก์กับนางกิ่งทองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 11379 และ 12812 คนละครึ่ง ส่วนนายเพิ่มเกียรติไม่มีสิทธิเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของโจทก์อีกรายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมาย จ.2 ต่อมานายเพิ่มเกียรติถูกศาลจังหวัดสวรรคโลกมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จำเลยที่ 3มอบหมายให้จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายเพิ่มเกียรติ หลังจากนั้นนายเพิ่มเกียรติ ได้มีหนังสือถึงจำเลยที่ 3 ขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 102/2516 ของศาลจังหวัดสวรรคโลก เพื่อเอาทรัพย์มรดกของนายเก๋งโอ๋วส่วนของนายเพิ่มเกียรติไปชำระหนี้ในคดีล้มละลายปรากฏตามเอกสารหมาย ล.3 จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นทนายความของจำเลยที่ 3 ได้นำจำเลยที่ 4 ยึดที่ดินพิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของมรดกของนายเก๋งโอ๋ว

ที่โจทก์ฎีกาว่า นายเพิ่มเกียรติไม่ได้เป็นคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 102/2516 ของศาลจังหวัดสวรรคโลกคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีดังกล่าวก็หามีข้อความตอนใดระบุสิทธิของนายเพิ่มเกียรติว่ามีหรือได้รับทรัพย์สินจากโจทก์(จำเลยในคดีดังกล่าว) การที่นายเพิ่มเกียรติร้องขอให้จำเลยที่ 3ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยที่ 3 ไม่ได้ตรวจสอบให้ได้ความเสียก่อน แต่จำเลยที่ 3 สั่งให้จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายเพิ่มเกียรติและจำเลยที่ 5 นำจำเลยที่ 4 ยึดที่ดินพิพาท เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์นั้น ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นทนายความของนายเพิ่มเกียรติและจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 5 ได้พิจารณาคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่นางกิ่งทองฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลยและสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างนางกิ่งทองกับโจทก์นางวรนุชนางวิไลวรรณ และ

นายเพิ่มยศ ดังกล่าวแล้วเห็นว่า แม้สัญญาประนีประนอมยอมความจะมีผลเป็นการลบล้างคำพิพากษาฎีกาแต่ก็ไม่ทำให้นายเพิ่มเกียรติเสียสิทธิในการที่จะรับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกตามผลแห่งคำพิพากษาฎีกาเพราะนายเพิ่มเกียรติไม่ได้เข้าร่วมทำสัญญาประนีประนอมยอมความด้วย จึงได้ให้นายเพิ่มเกียรติร้องขอต่อจำเลยที่ 3 ให้สั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมทรัพย์สินของนายเพิ่มเกียรติเพื่อชำระหนี้ในคดีล้มละลาย และต่อมานายเพิ่มเกียรติยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 3 ตั้งจำเลยที่ 5เป็นทนายความดำเนินการแทนนายเพิ่มเกียรติร่วมกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ทั้งได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 4 ว่า คดีที่นายเพิ่มเกียรติถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นคดีที่มีข้อยุ่งยากซับซ้อน

เพราะมีคดีอื่นเกี่ยวพันด้วย จำเลยที่ 3 จึงมอบหมายให้จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายเพิ่มเกียรติ ก่อนจะมีการยึดทรัพย์นายเพิ่มเกียรติได้ยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 4 ตั้งจำเลยที่ 5 เป็นผู้ช่วยจำเลยที่ 4ในการรวบรวมทรัพย์สิน จำเลยที่ 4 ได้ไปทำการยึดทรัพย์ 3 ครั้งโดยมีนายเพิ่มเกียรติและจำเลยที่ 5 เป็นผู้ช่วยเหลือนำยึด ทั้งได้ความจากคำเบิกความของนายรังสรรค์ ชูรักษา พยานโจทก์ด้วยว่า ที่ดินที่ยึดมาทั้ง 3 ครั้ง ยังไม่มีการซื้อขายหรือจำหน่ายแก่บุคคลภายนอกเลย จากข้อเท็จจริงดังกล่าวศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นอธิบดีกรมบังคับคดี จำเลยที่ 2 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายเพิ่มเกียรติเป็นการสั่งการตามอำนาจหน้าที่และการดำเนินการยึดที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 4 เป็นการปฏิบัติราชการตามกฎหมายในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายเพิ่มเกียรติ

สำหรับจำเลยที่ 5 ในฐานะทนายความของนายเพิ่มเกียรติและจำเลยที่ 3 นั้น เมื่อพิเคราะห์ว่าในคดีดังกล่าวศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกซึ่งตกทอดไปยังทายาทของนายเก๋งโอ๋ว ในเบื้องต้นจึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า นายเพิ่มเกียรติซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งเป็นผู้มีสิทธิในที่พิพาทด้วย ดังนั้น การที่จำเลยที่ 5 ดำเนินการรวบรวมรายการทรัพย์สินที่เป็นมรดกของนายเก๋งโอ๋วเสนอจำเลยที่ 4จึงเป็นการดำเนินการแทนตัวความตามที่เห็นสมควรเพื่อรักษาประโยชน์ของตัวความ คดีฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 กระทำโดยจงใจให้โจทก์เสียหายแต่อย่างใด จึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประยูร มูลศาสตร์ · ก้าน อันนานนท์ · ประสิทธิ์ แสนศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568

จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2008/2567

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณลานจอดรถชั้นใต้ดินอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการหรือจัดให้มีการดับเพลิงอย่างทันท่วงทีจนเป็นเหตุให้ไฟล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1953/2567

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองรถที่โจทก์รับประกันภัยยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขับรถในขณะเกิดเหตุ ทั้งที่ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 เมาสุราซึ่งจากผลการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์จำเลยที่ 1 มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 102…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2567

แม้ในคดีก่อนศาลพิพากษาให้รื้อถอนกำแพงคอนกรีตอิฐบล็อกที่ปิดทางภาระจำยอมออก มิได้ระบุให้รื้อถอนหลังคาคอนกรีตเสริมเหล็กและเสาปูนด้วย แต่ก่อนทำการรื้อถอนเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งข้อเท็จจริงต่อศาลช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2567

จำเลยรื้อรั้วกำแพงที่พิพาทซึ่งเป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6170 ,6171 ซึ่งเป็นที่ตั้งของรั้วกำแพงที่พิพาทไปให้แก่ผู้อื่นก่อนท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้