เนื้อความคำพิพากษา
จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานของรัฐร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต อนุมัติและดำเนินการเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่าง ๆ ของเทศบาลตำบลสว่างแดนดิน 16 โครงการ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำการโดยใช้อุบายหลอกลวงหรือกระทำการโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าเสนอราคาอย่างเป็นธรรมอันทำให้เกิดความเสียหายแก่เทศบาลตำบลสว่างแดนดิน ราชการ เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลสว่างแดนดิน บริษัทห้างร้านที่มีอาชีพรับเหมาก่อสร้างทั่วไปหรือบุคคลอื่นและประชาชน สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ความตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ลงลายมือชื่อรับบันทึกรับส่งประกาศสอบราคา
บันทึกรับเอกสารสอบราคาและบันทึกการยื่นซองสอบราคาซึ่งเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการทุจริตทั้ง 16 โครงการโดยที่ไม่มีการปิดประกาศเผยแพร่ไว้โดยเปิดเผย ณ ที่ทำการสำนักงานเทศบาลตำบลสว่างแดนดินหรือให้มีการประชาสัมพันธ์การสอบราคาให้ประชาชนทั่วไปทราบ ทั้งเจ้าหน้าที่ของเทศบาลตำบลสว่างแดนดินบางส่วนก็ไม่ทราบ ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างทั่วไปไม่มีโอกาสเข้าแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม มีแต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับจำเลยอื่นเท่านั้นที่รู้และยื่นซองเสนอราคา พฤติกรรมของจำเลยที่ 3 และที่ 4 บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประกอบกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานโจทก์ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ชอบหรือไม่
เห็นว่า แม้ความผิดตามฟ้อง กฎหมายมุ่งประสงค์เอาผิดกับผู้กระทำความผิดที่เป็นเจ้าพนักงานแต่เอกชนก็ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าพนักงานได้โดยต้องลงโทษเอกชนผู้ร่วมกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเอกชน ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าพนักงานคือจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องรับผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าพนักงาน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 มานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับประเด็นเรื่องศาลชั้นต้นมิได้ใช้กระบวนพิจารณาไต่สวนชอบหรือไม่นั้นจำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างในชั้นศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพิ่งจะยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาโดยทำเป็นคำแถลงการณ์
เมื่อไม่ได้กล่าวอ้างในฎีกาโดยตรงจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับประเด็นนี้วินิจฉัยให้ ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ว่า ควรลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 และที่ 11 สถานเบาและรอการลงโทษให้หรือไม่กับลงโทษปรับจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 สถานเบาหรือขั้นต่ำของกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 มุ่งเอาแต่ประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้องไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นและสังคมโดยส่วนรวม จึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่จำเลยอ้างว่าไม่เคยกระทำผิดและมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูครอบครัว ฯลฯ ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้กับลงโทษปรับสถานเบาหรือปรับเพียงขั้นต่ำของกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษแก่จำเลยมานั้นไม่เกินอัตราโทษของกฎหมายและเหมาะสมแล้ว
กรณีไม่มีเหตุที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 10 นั้น เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 10 ไว้วินิจฉัย จำเลยที่ 10 มิได้ฎีกาโต้แย้งว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ดังกล่าวไม่ชอบ คดีสำหรับจำเลยที่ 10 จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและมิได้มีการว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยที่ 10 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 10 ไว้วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน