Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10251/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่ผู้ร้องเปลี่ยนแปลงวิธีจ่าย "ค่าล่วงเวลาและเบี้ยเลี้ยง" จากที่ให้บริษัทนำเที่ยวจ่ายให้พนักงานขับรถแทนตัวผู้ร้องมาเป็นผู้ร้องจ่ายให้พนักงานขับรถเองเป็นเพียงการเปลี่ยนจากตัวแทนคือบริษัทนำเที่ยวเป็นผู้จ่ายมาเป็นผู้ร้องจ่ายเองเท่านั้น ไม่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในเงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน จึงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง เมื่อผู้คัดค้านรับเงิน "ค่าล่วงเวลาและเบี้ยเลี้ยง" จากบริษัท จ. แทนผู้ร้องแล้วไม่นำส่งผู้ร้องแต่เก็บไว้เป็นของตน แม้ผู้ร้องออกประกาศเตือนให้พนักงานขับรถนำส่งเงินแก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านก็ยังเพิกเฉยไม่นำส่ง จึงเป็นกรณีผู้ร้องและผู้คัดค้านไม่อาจทำงานร่วมกันได้ต่อไป และไม่ใช่กรณีผู้ร้องกลั่นแกล้งผู้คัดค้าน จึงมีเหตุอันสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านในฐานะกรรมการลูกจ้างได้ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 อนึ่ง ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอเลิกจ้างผู้คัดค้านในฐานะสมาชิกสหภาพแรงงานตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 123 และพิพากษาให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านในฐานะสมาชิกสหภาพแรงงานนั้น ตามมาตรา 123 แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 บัญญัติว่ากรณีที่ลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานกระทำการตาม (1) ถึง (5) นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างได้ ไม่มีบทบัญญัติให้ศาลแรงงานอนุญาตให้นายจ้างเลิกจ้างในกรณีนี้ ดังนั้นผู้ร้องจึงเลิกจ้างผู้คัดค้านได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อน

คำฟ้องและคำให้การ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตลงโทษผู้คัดค้านซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52, 123 ผู้คัดค้านคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมผู้คัดค้านรับค่าล่วงเวลาหรือเบี้ยเลี้ยงวันละ 300 บาท จากมัคคุเทศก์หลังจากเสร็จสิ้นการปฏิบัติงานแต่ละครั้ง ต่อมาผู้คัดค้านกับพวกฟ้องเรียกค่าล่วงเวลาย้อนหลัง 2 ปี ศาลพิพากษาให้เบี้ยเลี้ยง 300 บาท รวมอยู่ในค่าล่วงเวลาแล้ว ต่อมาผู้ร้องออกระเบียบให้พนักงานขับรถนำค่าล่วงเวลาหรือเบี้ยเลี้ยงที่ได้รับจากมัคคุเทศก์มามอบให้ผู้ร้องแล้วผู้ร้องจ่ายให้พนักงานขับรถเองผู้คัดค้านคัดค้านว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างและยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ให้ไกล่เกลี่ย

พนักงานเจ้าหน้าที่แรงงานสัมพันธ์แนะนำให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ร้องเพื่อไม่ให้มีการขัดคำสั่ง แล้ววินิจฉัยว่า การที่ผู้ร้องให้พนักงานขับรถซึ่งรวมถึงผู้คัดค้านนำค่าล่วงเวลาหรือเบี้ยเลี้ยงมาให้ผู้ร้องคำนวณจัดสรรให้พนักงานขับรถตามรายงานการทำงานของพนักงานขับรถเป็นการบริหารจัดการของผู้ร้องโดยที่พนักงานขับรถและผู้คัดค้านไม่เสียสิทธิที่เคยได้รับ ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ผู้คัดค้านทราบประกาศของผู้ร้องที่ให้ส่งมอบค่าล่วงเวลาหรือเบี้ยเลี้ยงให้ผู้ร้องก่อน การที่ผู้คัดค้านไม่ทำตามประกาศจึงเป็นการขัดคำสั่งของผู้ร้องตามระเบียบข้อบังคับการทำงานซึ่งผู้ร้องได้ประกาศเตือนแล้วถึง 2 ครั้ง ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเลิกจ้างผู้คัดค้านซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างและเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานได้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52, 123 พิพากษาให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้

คำพิพากษาศาลล่าง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า การที่ผู้ร้องเปลี่ยนแปลงวิธีการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาจากการที่บริษัทนำเที่ยวจ่ายให้พนักงานขับรถซึ่งรวมถึงผู้คัดค้านด้วยผ่านทางมัคคุเทศก์เป็นผู้ร้องให้พนักงานขับรถเองเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างหรือไม่ และผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้หรือไม่

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามเอกสารหมาย ร.4 ซึ่งเป็นสัญญาจ้างขนส่งด้วยรถโดยสารปรับอากาศที่ผู้ร้องทำกับบริษัทจิ้นหม่าทัวร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทนำเที่ยวมีข้อความระบุว่า "สัญญานี้กำหนดให้ทางผู้ว่าจ้าง (บริษัทจิ้นหม่าทัวร์ จำกัด) เป็นผู้จ่ายค่าล่วงเวลาและเบี้ยเลี้ยงให้กับพนักงานขับรถแทนผู้รับจ้าง (ผู้ร้อง)" แสดงว่าในการที่ผู้ร้องให้บริษัทนำเที่ยวเช่ารถยนต์ ผู้ร้องให้พนักงานขับรถของผู้ร้องซึ่งรวมถึงผู้คัดค้านด้วยไปทำหน้าที่ขับรถให้บริษัทนำเที่ยวผู้เช่า ซึ่งในระหว่างปฏิบัติหน้าที่พนักงานขับรถต้องปฏิบัติตามคำสั่งของบริษัทนำเที่ยวที่สั่งผ่านมัคคุเทศก์ให้นำนักท่องเที่ยวตามสถานที่ที่กำหนด เท่ากับผู้ร้องมอบการบังคับบัญชาในระหว่างปฏิบัติงานของพนักงานขับรถให้บริษัทนำเที่ยว

การทำงานล่วงเวลาหรือไม่ขึ้นอยู่กับคำสั่งของบริษัทนำเที่ยวหรือมัคคุเทศก์แต่บริษัทนำเที่ยวไม่ใช่นายจ้างของพนักงานขับรถ ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องจ่าย "ค่าล่วงเวลาและเบี้ยเลี้ยง" ให้พนักงานขับรถ ดังนั้น ผู้ร้องจึงทำสัญญาให้บริษัทนำเที่ยวเป็นผู้จ่าย "ค่าล่วงเวลาและเบี้ยเลี้ยง" ให้พนักงานขับรถแทนผู้ร้อง เงิน "ค่าล่วงเวลาและเบี้ยเลี้ยง" ที่บริษัทนำเที่ยวจ่ายโดยส่งมอบให้พนักงานขับรถโดยตรงหรือพนักงานขับรถรับจากบริษัทนำเที่ยวเพื่อนำส่งให้ผู้ร้องจึงเป็นเงินของผู้ร้อง การที่ผู้ร้องเปลี่ยนแปลงวิธีการจ่าย "ค่าล่วงเวลาและเบี้ยเลี้ยง" จากที่ให้บริษัทนำเที่ยวจ่ายให้พนักงานขับรถแทนตัวผู้ร้องเป็นผู้ร้องจ่ายให้พนักงานขับรถเองจึงเป็นเพียงการเปลี่ยนจากตัวแทนคือบริษัทนำเที่ยวเป็นผู้จ่ายมาเป็นผู้ร้องจ่ายเองเท่านั้น

ไม่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในเงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน จึงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง เมื่อผู้คัดค้านรับเงิน "ค่าล่วงเวลาและเบี้ยเลี้ยง" จากบริษัทจิ้นหม่าทัวร์ จำกัด แทนผู้ร้องแล้วไม่นำส่งผู้ร้องแต่เก็บไว้เป็นของตน แม้ผู้ร้องออกประกาศลงวันที่ 22 ตุลาคม 2547 และประกาศลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2547 เตือนให้พนักงานขับรถนำส่งเงินแก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านก็ยังเพิกเฉยไม่นำส่ง จึงเป็นกรณีผู้ร้องและผู้คัดค้านไม่อาจทำงานร่วมกันได้ต่อไป และไม่ใช่กรณีผู้ร้องกลั่นแกล้งผู้คัดค้าน จึงมีเหตุอันสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านในฐานะกรรมการลูกจ้างได้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอเลิกจ้างผู้คัดค้านในฐานะสมาชิกสหภาพแรงงานตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 123 และพิพากษาให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านในฐานะสมาชิกสหภาพแรงงานนั้น เห็นว่า ตามมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 บัญญัติว่ากรณีที่ลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานกระทำการตาม (1) ถึง (5) นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างได้ไม่มีบทบัญญัติให้ศาลแรงงานอนุญาตให้นายจ้างเลิกจ้างในกรณีนี้ ดังนั้น ผู้ร้องจึงเลิกจ้างผู้คัดค้านได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านในฐานะสมาชิกสหภาพแรงงานนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านในฐานะกรรมการลูกจ้างได้ คำขออื่นให้ยก.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์ · วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ · สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายประเวศ อัศวรัตน์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ร.1145/2550
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ7393/2547
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ5950/2548
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกแรงงาน
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้