คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอาวุธปืนคนละ 1 กระบอกไม่มีเครื่องหมายเลขทะเบียนพร้อมด้วยกระสุนปืนจำนวนหนึ่ง จำเลยทั้งสองพาอาวุธปืนดังกล่าวไปตามทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและจำเลยทั้งสองโดยมีอาวุธปืนดังกล่าวได้ร่วมกับพวกที่หลบหนีอีกหนึ่งคนทำการปล้นทรัพย์ นางสุวินและนายไล่เซ็งผู้เสียหายทั้งสองโดยใช้อาวุธปืนดังกล่าวและมีดดาบบังคับขู่เข็ญผู้เสียหายทั้งสองขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรีและพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิริบของกลางจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี
ฐานพาอาวุธปืนฯจำคุกคนละ 1 ปี ฐานปล้นทรัพย์จำคุกคนละ 21 ปี รวมจำคุกคนละ 24 ปีริบของกลางจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอรับฟังว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นคนร้ายปล้นทรัพย์ผู้เสียหายดังฟ้อง และวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ในคดีนี้ฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนของจำเลยทั้งสองที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยต้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกันพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทุกข้อหา ของกลางริบ.