Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1027/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ลูกหนี้นำที่ดินจำนวน 6 แปลงมาจดทะเบียนจำนองไว้แก่ เจ้าหนี้เป็นประกันต่อมาเจ้าหนี้และลูกหนี้ตกลงทำ สัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยลูกหนี้นำที่ดิน 5 แปลงไปขายให้แก่ผู้อื่นเพื่อนำเงินที่ขายได้มาชำระแก่เจ้าหนี้ตาม ข้อตกลงและมีการไถ่ถอนจำนองไปแล้ว เจ้าหนี้จึงไม่ใช่เจ้าหนี้ มีประกันในที่ดิน 5 แปลงอีกต่อไป คงมีเพียงที่ดิน 1 แปลง ที่ยังมิได้มีการไถ่ถอนจำนอง เมื่อลูกหนี้ถูกศาลมีคำสั่ง พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดมูลหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งลูกหนี้มีอยู่ต่อ เจ้าหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันโดยมีที่ดินที่ยังมิได้มีการไถ่ถอนจำนอง เป็นหลักประกันเต็มจำนวนหลักทรัพย์ ส่วนการที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอ รับชำระหนี้คดีนี้ก็เนื่องจากศาลได้เพิกถอนการชำระหนี้ที่ลูกหนี้ ได้ผ่อนชำระให้เจ้าหนี้ภายใน 3 เดือน ก่อนขอให้ล้มละลาย และภายหลังนั้นตามมาตรา 115 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ซึ่งเป็นการผ่อนชำระหนี้ที่มีมูลหนี้ตามคำพิพากษาตาม สัญญาประนีประนอมยอมความ มิใช่เป็นการชำระหนี้เพื่อไถ่ถอน จำนองที่ดินแปลงที่เหลืออีก 1 แปลง ดังที่เจ้าหนี้อ้าง และสิทธิ ของเจ้าหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันยังคงมีอยู่โดยบริบูรณ์ตามคำสั่ง ศาลในคำขอรับชำระหนี้รายที่ 4 เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในสำนวน คำขอรับชำระหนี้คดีนี้อันเป็นการซ้ำซ้อนกับสิทธิของเจ้าหนี้ ในคำขอรับชำระหนี้รายที่ 4 อีก

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสามไว้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2534ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 13352/2532 ที่ถูกศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2770/2539 จำนวน 6,794,508.70 บาทจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามในฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่า ลูกหนี้ที่ 1 เป็นหนี้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 13352/2532 ควรให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนวน6,794,508.70 บาท

จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามตามมาตรา 130(8) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 เต็มตามขอโดยมีเงื่อนไขว่าความรับผิดของลูกหนี้ที่ 2 เมื่อรวมกับความรับผิดของลูกหนี้ที่ 2 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้รายที่ 4 แล้ว ต้องไม่เกิน114,168,911.94 บาท และความรับผิดของลูกหนี้ที่ 3 เมื่อรวมกับความรับผิดของลูกหนี้ที่ 3 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้รายที่ 4แล้ว ต้องไม่เกิน 1,652,925.34 บาทศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เจ้าหนี้อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนวน 6,794,508.70 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสาม

สำหรับกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 ให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนวน 3,843,959.58 บาท ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน (จำนอง) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนวน 6,794,508.70 บาท ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เดิมเจ้าหนี้มีที่ดินจำนวน 6 แปลงซึ่งลูกหนี้ที่ 2 และที่ 3 นำมาจดทะเบียนจำนองไว้แก่เจ้าหนี้เป็นประกัน แต่ต่อมาเมื่อเจ้าหนี้และลูกหนี้ทั้งสามตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้วลูกหนี้ที่ 2 ก็ได้นำที่ดินจำนวน 5 แปลง ไปขายให้แก่บุคคลอื่นเพื่อนำเงินที่ขายได้มาชำระแก่เจ้าหนี้ตามข้อตกลงและมีการไถ่ถอนจำนองไปแล้ว ดังนั้น เจ้าหนี้จึงหาใช่เจ้าหนี้มีประกันในที่ดิน 5 แปลง อีกต่อไป โดยคงมีที่ดินโฉนดเลขที่ 2609 ตำบลวังบูรพาภิรมย์ อำเภอพระนครกรุงเทพมหานคร อีกเพียง 1 แปลง ที่ยังมิได้มีการไถ่ถอนจำนองอย่างไรก็ตาม เมื่อลูกหนี้ทั้งสามถูกศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว เจ้าหนี้ก็ได้มายื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วก็มีความเห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาจำนวน 130,647,065.91 บาทจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 โดยลูกหนี้ที่ 2 ร่วมรับผิดไม่เกินจำนวน 114,168,911.94 บาท และลูกหนี้ที่ 3 ร่วมรับผิดไม่เกิน 1,652,925.34 บาท โดยให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 96(3)

แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 จากการขายทอดตลาดที่ดินเป็นหลักประกันโฉนดเลขที่ 2609 พร้อมสิ่งปลูกสร้างในวงเงินจำนองพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 11,646,575.34 บาท และหากขายทอดตลาดไม่พอชำระหนี้และจำนวนหนี้ที่ค้างชำระส่วนที่เหลือให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้สามัญ ดังปรากฏตามความเห็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคำขอรับชำระหนี้รายที่ 4 (เจ้าหนี้) ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งเห็นชอบให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์แล้ว คดีถึงที่สุดจึงเห็นได้ว่าสำหรับมูลหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งลูกหนี้ทั้งสามมีอยู่ต่อเจ้าหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันโดยมีที่ดินโฉนดเลขที่ 2609 เป็นหลักประกันเต็มจำนวนหลักทรัพย์อยู่แล้วส่วนการที่เจ้าหนี้มายื่นคำขอรับชำระหนี้คดีนี้ (สำนวนเจ้าหนี้รายที่ 5)

ก็สืบเนื่องมาจากศาลได้เพิกถอนการชำระหนี้ที่ลูกหนี้ทั้งสามได้ผ่อนชำระให้แก่เจ้าหนี้ภายใน 3 เดือน ก่อนขอให้ล้มละลายและภายหลังนั้นตามมาตรา 115 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 ซึ่งก็เป็นการผ่อนชำระหนี้ที่มีมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั่นเอง หาได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเป็นการชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนวนที่ดินแปลงที่เหลืออีก 1 แปลงดังที่เจ้าหนี้อ้างมาไม่ ทั้งสิทธิของเจ้าหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันก็ยังคงมีอยู่โดยบริบูรณ์ตามคำสั่งศาลในคำขอรับชำระหนี้รายที่ 4 ดังนั้น เจ้าหนี้จึงหามีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในสำนวนคำขอรับชำระหนี้คดีนี้อันเป็นการซ้ำซ้อนกับสิทธิของเจ้าหนี้ในคำขอรับชำระหนี้รายที่ 4 อีกไม่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนวน 6,794,508.70 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสาม โดยให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนวน3,843,959.58 บาท ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำสั่งของศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล · สมปอง เสนเนียม · สมชัย สายเชื้อ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้