Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10300/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ให้การว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ แต่ในวันนัดชี้สองสถานหรือสืบพยานโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มีคำสั่งให้งดการชี้สองสถาน และให้นัดสืบพยานโจทก์และพยานฝ่ายจำเลยต่อไป จำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคัดค้าน กลับแถลงว่าประสงค์จะสืบพยานและดำเนินกระบวนพิจารณาถามค้านพยานโจทก์ที่นำเข้าสืบและนำสืบพยานจำเลยที่ 1 จนเสร็จสิ้นกระบวนพิจารณา จึงถือได้ว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ และถือได้ว่ากรณีไม่มีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ หรือไม่แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่อาจยกปัญหาเรื่องอำนาจศาลขึ้นอุทธรณ์ได้อีก เพราะเป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาที่จำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคัดค้านไว้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 38 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 226 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย การวินิจฉัยปัญหาว่าสัญญาที่มีข้อสัญญาไม่เป็นธรรมหรือไม่นั้น ต้องยึดหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติอันเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้จำเลยที่ 1 ได้เปรียบโจทก์หรือไม่ โดยมาตรา 4 วรรคสามดังกล่าว ได้ยกตัวอย่างของคำจำกัดความข้างต้นไว้ เช่น เป็นข้อตกลงให้ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือเป็นข้อตกลงให้สัญญาสิ้นสุดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือให้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ปฏิบัติผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ เป็นต้น เมื่อสัญญาแต่งตั้งผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ ฮ. ระบุข้อตกลงไว้ชัดเจนแล้วเรื่องกำหนดเวลาของสัญญาว่าเป็นสัญญาแบบปีต่อปี โดยมีการต่อสัญญาโดยอัตโนมัติในกรณีที่ไม่มีการแจ้งบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดเวลา และสัญญาดังกล่าว ข้อ 8.1 ระบุว่า คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้โดยที่ไม่มีการปฏิบัติผิดสัญญาได้ โดยส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาถึงคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการล่วงหน้าอย่างน้อย 90 วัน ก่อนถึงวันครบอายุสัญญาของอายุสัญญาดั้งเดิมหรืออายุสัญญาที่ต่อออกไปของสัญญานี้ เป็นข้อสัญญาที่ให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกการต่ออายุสัญญาแก่จำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกการต่ออายุสัญญาแก่โจทก์เช่นเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มียอดขายสินค้าและมาตรฐานการให้บริการต่ำกว่ามาตรฐานที่จำเลยที่ 1 กำหนด จำเลยที่ 1 จึงใช้สิทธิบอกเลิกการต่ออายุสัญญาตามข้อ 8.1 จึงไม่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ต้องปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติหรือเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้จำเลยที่ 1 เสียเปรียบโจทก์ ดังนั้นข้อตกลงตามข้อ 8.1 จึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 6,196,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 6 กันยายน 2554 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินอัตราเดือนละ 640,000 บาท นับถัดจากวันที่ 6 กันยายน 2554 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะปฏิบัติตามสัญญาผู้จำหน่ายเลขที่ 78384 ฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 เพื่อให้โจทก์เปิดกิจการได้อีกครั้ง หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามสัญญาผู้จำหน่ายดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวนเดือนละ 640,000 บาท นับถัดจากวันที่ 6 กันยายน 2554 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปติดต่อกันเวลา 5 ปี คิดเป็นเงินจำนวน 38,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 5,120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 6 กันยายน 2554 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวนเดือนละ 640,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติตามสัญญาผู้จำหน่ายเลขที่ 78384 ฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 เฉพาะข้อสัญญาที่ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 เพื่อให้โจทก์สามารถเปิดกิจการต่อไปได้ แต่ค่าเสียหายส่วนนี้มิให้คิดเกิน 1 ปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง สำหรับคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่โต้เถียงกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาแต่งตั้งโจทก์ให้เป็นผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ อะไหล่ และให้บริการซ่อมบำรุงแก่ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "ฮอนด้า" ตามสัญญาแต่งตั้งผู้จำหน่าย โจทก์ลงทุนสร้างสถานประกอบกิจการตามที่จำเลยที่ 1 กำหนดแล้ว และดำเนินกิจการของโจทก์เรื่อยมาจนกระทั่งวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาแต่งตั้งผู้จำหน่ายฉบับใหม่กับโจทก์และผู้จำหน่ายรายอื่น ตามสัญญาผู้จำหน่าย โดยในสัญญานี้ ข้อ 8.1 ระบุว่า

"คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้โดยที่ไม่มีการผิดสัญญาได้ โดยส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาถึงคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการล่วงหน้าอย่างน้อยเก้าสิบ (90) วัน ก่อนถึงวันครบอายุสัญญาของสัญญาดั้งเดิมหรืออายุสัญญาที่ต่อออกไปของสัญญานี้" ต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 จำเลยที่ 1 โดยนายธีระพัฒน์ กรรมการฝ่ายบริหารฝ่ายขายบริษัทจำเลยที่ 1 ในขณะนั้น มีหนังสือถึงโจทก์บอกเลิกการต่ออายุสัญญาผู้จำหน่ายฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 ตามสำเนาหนังสือการบอกเลิกสัญญาผู้จำหน่าย ต่อมาในวันที่ 1 มกราคม 2554 จำเลยที่ 1 ตัดระบบการสั่งซื้อสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ของโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถสั่งซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 1 ได้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 บอกเลิกการต่ออายุสัญญาผู้จำหน่ายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สัญญาผู้จำหน่ายฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นสัญญาที่ทำขึ้นแทนสัญญาแต่งตั้งผู้จำหน่ายฉบับลงวันที่ 1 มีนาคม 2546 ซึ่งในสัญญาแต่งตั้งผู้จำหน่าย ข้อ 17 กำหนดอายุของสัญญาไว้ 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2546 ในกรณีที่ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบอกเลิกการต่ออายุสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 15 วัน ก่อนหมดอายุสัญญา ให้ถือว่าสัญญามีผลใช้บังคับต่อไปอีก 1 ปี ทุกปี จนกว่าจะมีการบอกเลิกการต่ออายุสัญญาดังกล่าวในแต่ละปี ต่อไปทุก

ๆ ปี เว้นแต่คู่สัญญาจะได้ตกลงทำสัญญากันใหม่ขึ้นแทนฉบับเดิม และในสัญญาดังกล่าวมีข้อตกลงเรื่องการเลิกสัญญากำหนดไว้ในข้อ 15 ทำนองว่า การบอกเลิกสัญญานั้น คู่สัญญาต้องแจ้งให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรไม่น้อยกว่า 15 วัน เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้ที่บริษัทจำเลยที่ 1 เป็นผู้ยกเลิกสัญญาโดยไม่แจ้งให้ผู้จำหน่ายทราบเป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่ กรณีที่ผู้จำหน่ายปฏิบัติผิดสัญญาข้อตกลงหรือเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งของสัญญาและไม่ดำเนินการแก้ไขภายใน 30 วัน นับจากวันได้รับหนังสือเตือนจากบริษัทจำเลยที่ 1 กรณีที่ผู้จำหน่ายหยุดดำเนินกิจการหรือมีเหตุอันเชื่อได้ว่าหยุดดำเนินกิจการทั้งหมดหรือบางส่วน และกรณีที่ผู้จำหน่ายปฏิบัติผิดเงื่อนไขในการชำระหนี้ที่มีต่อบริษัทจำเลยที่ 1 ส่วนข้อ 2.2 กำหนดเรื่องอายุสัญญาไว้ทำนองว่า ให้อายุของสัญญานี้เริ่มตั้งแต่วันทำสัญญาซึ่งระบุไว้ที่หัวสัญญา และสิ้นสุดเมื่อสิ้นเวลาทำการในวันครบรอบปีที่ 1 ของวันทำสัญญา

เว้นแต่จะมีการบอกเลิกสัญญาก่อนตามข้อตกลงการบอกเลิกสัญญาตามสัญญานี้ อย่างไรก็ดี หากไม่มีการบอกเลิกสัญญาก่อนตามข้อตกลงการบอกเลิกสัญญานี้ ให้สัญญานี้ได้รับการต่ออายุโดยอัตโนมัติคราวละ 1 ปี เมื่อครบอายุสัญญา ส่วนข้อ 8.1 กำหนดเรื่องการบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีการปฏิบัติผิดสัญญาไว้ทำนองว่า คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้โดยที่ไม่มีการปฏิบัติผิดสัญญาได้ โดยส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาถึงคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการล่วงหน้าอย่างน้อย 90 วัน ก่อนถึงวันครบอายุสัญญาของอายุสัญญาดั้งเดิมหรืออายุสัญญาที่ต่อออกไปของสัญญานี้ โดยยังคงมีข้อตกลงการบอกเลิกสัญญาเนื่องจากการปฏิบัติผิดสัญญา หรือกรณีเหตุสุดวิสัย หรือเนื่องจากผู้จำหน่ายปฏิบัติผิดสัญญากำหนดไว้ด้วยในข้อ 8.2 ข้อ 8.3 และข้อ 8.4 ตามลำดับ จึงเห็นได้ว่าข้อตกลงที่ระบุให้สิทธิคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายในการบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีฝ่ายใดปฏิบัติผิดสัญญานั้นมีปรากฏอยู่ในทั้งสัญญาแต่งตั้งผู้จำหน่ายและสัญญาผู้จำหน่ายดังกล่าวนั้น เป็นข้อตกลงที่มีขึ้นเพื่อรองรับการแสดงเจตนาของคู่สัญญาที่จะไม่ต่ออายุสัญญาดังกล่าวต่อไป

หาใช่เป็นข้อตกลงที่ให้สิทธิคู่สัญญาบอกเลิกสัญญาเพื่อให้สัญญาสิ้นสุดลงก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรแต่อย่างใดไม่ ส่วนปัญหาว่าข้อตกลงดังกล่าวในสัญญาผู้จำหน่าย และสัญญาแต่งตั้งผู้จำหน่าย เป็นสัญญาที่มีข้อสัญญาไม่เป็นธรรมในความหมายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 หรือไม่นั้น การวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ต้องยึดหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติอันเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้จำเลยที่ 1 ได้เปรียบโจทก์หรือไม่ โดยมาตรา 4 วรรคสามดังกล่าว

ได้ยกตัวอย่างของคำจำกัดความข้างต้นไว้ เช่น เป็นข้อตกลงให้ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือเป็นข้อตกลงให้สัญญาสิ้นสุดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือให้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ปฏิบัติผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ เป็นต้น ซึ่งโจทก์มีนายดุสิต กรรมการผู้มีอำนาจบริษัทโจทก์มาเบิกความเป็นพยานประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานและเอกสารที่เกี่ยวข้องว่า โจทก์มีความสนใจที่จะเป็นตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้า และทราบจากจำเลยที่ 1 ว่า การจะเป็นตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้านั้นต้องมีสถานประกอบการเสนอต่อจำเลยที่ 1 โจทก์จึงลงทุนก่อสร้างและตกแต่งอาคารเพื่อเสนอต่อจำเลยที่ 1 จากคำเบิกความของนายดุสิตดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีความประสงค์จะเป็นตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าของจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้น จึงมีการแสวงหาข้อมูลด้วยการติดต่อเจรจากับจำเลยที่ 1 เพื่อทราบถึงคุณสมบัติของผู้จะเป็นตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าของจำเลยที่ 1 แล้วจึงมีการจัดทำสัญญาแต่งตั้งผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าของจำเลยที่ 1 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2546 ซึ่งในสัญญาดังกล่าวระบุข้อตกลงไว้ชัดเจนแล้วเรื่องกำหนดเวลาของสัญญาว่าเป็นสัญญาแบบปีต่อปี โดยมีการต่อสัญญาโดยอัตโนมัติในกรณีที่ไม่มีการแจ้งบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดเวลา และนายดุสิตเองเบิกความยอมรับว่า

มีการต่ออายุสัญญาแต่งตั้งผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าดังกล่าวโดยอัตโนมัติทุกปีไปตั้งแต่ปี 2546 จนกระทั่งปี 2551 ที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นสัญญาผู้จำหน่าย ซึ่งข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อ 8.1 ยังคงเป็นไปตามหลักการเดิมที่ระบุไว้ในสัญญาแต่งตั้งผู้จำหน่าย นอกจากนี้ ยังได้ความจากที่นายดุสิตเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านว่า พี่ชายนายดุสิตเป็นตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าของจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ปี 2533 นายดุสิตเข้าเป็นหุ้นส่วนกับพี่ชายในธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าของจำเลยที่ 1 และทราบว่าธุรกิจของพี่ชายดังกล่าวมียอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าจำนวนมาก เชื่อได้ว่านายดุสิตซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจบริษัทโจทก์และเป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาแต่งตั้งผู้จำหน่าย

ย่อมทราบถึงเงื่อนไขและคุณสมบัติการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าของจำเลยที่ 1 อยู่บ้างแล้ว ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีประสบการณ์ในธุรกิจด้านนี้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้พิจารณาถึงประสบการณ์ในธุรกิจด้านนี้ของนายดุสิตกรรมการผู้มีอำนาจบริษัทโจทก์ตั้งแต่เป็นหุ้นส่วนดำเนินธุรกิจนี้ร่วมกับพี่ชายประกอบด้วย จึงตกลงให้โจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าของจำเลยที่ 1 และตามสัญญาผู้จำหน่าย ซึ่งระบุว่า คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้โดยที่ไม่มีการปฏิบัติผิดสัญญาได้ โดยส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาถึงคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการล่วงหน้าอย่างน้อย 90 วัน ก่อนถึงวันครบอายุสัญญาของอายุสัญญาดั้งเดิมหรืออายุสัญญาที่ต่อออกไปของสัญญานี้ เป็นข้อสัญญาที่ให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกการต่ออายุสัญญาแก่จำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกการต่ออายุสัญญาแก่โจทก์เช่นเดียวกัน

โจทก์จึงไม่ได้ตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบหรือจำยอมก่อนจะเข้าทำสัญญากับจำเลยที่ 1 ตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด ส่วนการที่จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาโดยไม่กล่าวถึงเหตุแห่งการบอกเลิกว่าโจทก์ปฏิบัติผิดเงื่อนไขหรือข้อตกลงในสัญญาอย่างไรบ้างนั้น นอกจากการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวจะเป็นไปตามข้อตกลงข้อ 8.1 ตามสัญญาผู้จำหน่าย ซึ่งไม่ถือว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเพราะมิใช่ข้อสัญญาที่ให้สิทธิแก่จำเลยที่ 1 มากไปกว่าสิทธิในการบอกเลิกการต่ออายุสัญญาดังกล่าวของโจทก์ดังที่วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว ข้อเท็จจริงยังรับฟังได้จากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 1 อีกว่า เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 นายธีระพัฒน์มีหนังสือถึงโจทก์ในนามจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาผู้จำหน่าย เพื่อเป็นการปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญา ข้อ 8.1 คือ

ส่งหนังสือถึงคู่สัญญาอีกฝ่ายให้ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 90 วัน เพื่อให้สัญญาสิ้นสุดลงในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2554 ตามกำหนดระยะเวลาของสัญญาที่มีการต่ออายุออกไปโดยอัตโนมัติคราวละ 1 ปี ตามข้อตกลงในสัญญา ข้อ 2.2 อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีความประสงค์ที่จะไม่ต่ออายุสัญญาผู้จำหน่ายต่อไปอีก ซึ่งในขณะนั้นนายธีระพัฒน์เป็นพนักงานบริษัทจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นกรรมการบริหารฝ่ายขายบริษัทจำเลยที่ 1 และมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 รวมตลอดจนการทำสัญญาและการยกเลิกสัญญาแต่งตั้งผู้จำหน่ายยานพาหนะประเภทรถจักรยานยนต์ที่อยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ด้วย ตามแผนผังองค์กรและสำเนาสัญญาจ้างผู้บริหารบริษัทจำเลยที่

การกระทำของนายธีระพัฒน์ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ตามอำนาจหน้าที่ของตนนอกจากนี้ ยังได้ความจากนายณัฐชัย พนักงานบริษัทจำเลยที่ 1 มาเบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสามประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานและเอกสารที่เกี่ยวข้องสรุปความได้ว่า ในการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าให้แก่จำเลยที่ 1 นี้ โจทก์ต้องดูแลมาตรฐานการให้บริการทั้งในส่วนการขายและการให้บริการหลังการขายตามมาตรฐานที่จำเลยที่ 1 กำหนด เพื่อให้มีการบริการเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ดังนั้น การทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น จึงไม่จำกัดการดูแลเฉพาะเรื่องการทำยอดจำหน่ายสินค้ารถจักรยานยนต์ฮอนด้าเท่านั้น แต่ต้องตรวจสอบและดูแลการให้บริการหลังการขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของอะไหล่และการบริการดูแลซ่อมบำรุงด้วย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จำเลยที่ 1 จะต้องดำเนินการตรวจสอบมาตรฐานและประเมินการให้บริการของศูนย์หรือร้านจำหน่ายรถจักรยานยนต์แต่ละราย ในส่วนของโจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้ารถจักรยานยนต์ฮอนด้าของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่การทำสัญญาฉบับแรกในปี 2546 โจทก์ส่งช่างบริการเข้าอบรมครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2548 และจากการตรวจสอบมาตรฐานและประเมินการให้บริการร้านของโจทก์ได้คะแนนสำหรับการทำยอดจำหน่ายตามเป้าหมายในปี 2548 เพียง 42 คะแนน ในขณะที่คะแนนเฉลี่ยของตัวแทนจำหน่ายสินค้ารถจักรยานยนต์ฮอนด้าของจำเลยที่ 1 ทั่วประเทศอยู่ที่ระดับ 80 คะแนน ส่วนในปี 2549 ร้านของโจทก์ได้คะแนนเฉลี่ยเพียง 29 คะแนน ในขณะที่คะแนนเฉลี่ยของตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศอยู่ที่ระดับ 83 คะแนน ตามใบสรุปผลการดำเนินงานของโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 มีนโยบายไม่ว่าจ้างบริษัทไปตรวจสอบมาตรฐานและประเมินการให้บริการของตัวแทนจำหน่ายที่ได้คะแนนต่ำกว่า 50 คะแนน เป็นหน้าที่ของตัวแทนจำหน่ายซึ่งได้คะแนนต่ำนั่นเองที่จะต้องมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอนัดหมายการตรวจสอบมาตรฐานและประเมินการให้บริการเมื่อพร้อมให้ตรวจสอบ แต่โจทก์ก็ไม่ได้มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอนัดหมายให้มีการตรวจสอบมาตรฐานและประเมินการให้บริการของโจทก์ตั้งแต่ปี 2550 จนกระทั่งวันที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกการต่ออายุสัญญา ซึ่งนายดุสิต กรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์เบิกความเป็นพยานโจทก์ประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานยอมรับว่า ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา ยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าของโจทก์ลดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งจำเลยที่ 1 บอกเลิกการต่ออายุสัญญา ย่อมแสดงให้เห็นว่าโจทก์มียอดขายสินค้าและมาตรฐานการให้บริการต่ำกว่ามาตรฐานที่จำเลยที่ 1 กำหนด ส่วนที่นายดุสิตอ้างถึงเหตุที่ยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าของโจทก์ลดลงว่า เพราะนายธีระพัฒน์ไม่พอใจที่นายดุสิตแสดงความเห็นในการประชุมตัวแทนจำหน่ายของจำเลยที่ 1 ว่า นายธีระพัฒน์จัดสรรโควตารถจักรยานยนต์ให้แก่ตัวแทนจำหน่ายไม่เป็นธรรมนั้น ก็ปรากฏว่าเป็นการประชุมในปี 2551 ข้อเท็จจริงปรากฏว่ายอดขายรถจักรยานยนต์ของโจทก์ลดลงตั้งแต่ปี 2550 ก่อนมีการแสดงความเห็นในที่ประชุมดังกล่าว คำเบิกความของนายดุสิตกับข้อเท็จจริงจึงขัดแย้งกัน ไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ โจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าโจทก์แจ้งจำนวนลูกค้าประสงค์จะสั่งซื้อรถจักรยานยนต์ฮอนด้าจากโจทก์แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมจัดส่งรถจักรยานยนต์ฮอนด้าให้แก่โจทก์เพียงพอตามจำนวนลูกค้าซึ่งสั่งซื้อหรือสั่งจองสินค้าล่วงหน้าแต่อย่างใด และที่โจทก์กล่าวอ้างว่านายธีระพัฒน์กลั่นแกล้งโจทก์ทำให้ยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าลดลงนั้นก็ขัดต่อเหตุและผล เพราะหากนายธีระพัฒน์กลั่นแกล้งจริงย่อมต้องส่งผลกระทบต่อธุรกิจของจำเลยที่ 1 ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งนายธีระพัฒน์ในฐานะผู้จัดการฝ่ายบริหารงานขายย่อมต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อผลประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้ พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 นำสืบมาจึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ดังนี้การที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิในการบอกเลิกการต่ออายุสัญญาผู้จำหน่าย ด้วยการมีหนังสือบอกเลิกการต่ออายุสัญญาล่วงหน้า 90 วัน ก่อนครบกำหนดระยะเวลาสิ้นอายุสัญญา ไม่ถือเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือบอกเลิกสัญญาโดยที่โจทก์ไม่ได้กระทำด้วยประการใด ๆ ที่เป็นการปฏิบัติผิดสัญญาหรือผิดข้อตกลงตามสัญญาแต่อย่างใด เมื่อเป็นเช่นนี้ข้อตกลงที่ให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกการต่ออายุสัญญาตามข้อ 8.1 แห่งสัญญาผู้จำหน่าย จึงไม่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ต้องปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติหรือเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้จำเลยที่ 1 ได้เปรียบโจทก์ ข้อตกลงตามข้อ 8.1 ดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 การที่จำเลยที่ 1 บอกเลิกการต่ออายุสัญญาดังกล่าวเพื่อยุติการต่อสัญญาโดยอัตโนมัติรายปีอันสืบเนื่องจากโจทก์มียอดจำหน่ายต่ำกว่าเป้าหมายและขาดการตรวจสอบมาตรฐานและประเมินการให้บริการในฐานะตัวแทนจำหน่ายสินค้าและการให้บริการในนามจำเลยที่ 1 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า การบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 1 โดยอาศัยข้อตกลงข้อ 8.1 ในสัญญาผู้จำหน่าย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะข้อตกลงข้อ 8.1 ดังกล่าวเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 สัญญาผู้จำหน่าย จึงไม่เลิกกันนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ให้การว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่ในวันนัดชี้สองสถานหรือสืบพยานโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้งดการชี้สองสถาน และให้นัดสืบพยานโจทก์และพยานฝ่ายจำเลยต่อไป จำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคัดค้าน กลับแถลงว่าประสงค์จะสืบพยาน 2 ปาก ใช้เวลาสืบพยาน 1 นัด และดำเนินกระบวนพิจารณาถามค้านพยานโจทก์ที่นำเข้าสืบและนำสืบพยานจำเลยที่ 1 จนเสร็จสิ้นกระบวนพิจารณา จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและถือได้ว่ากรณีไม่มีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่อาจยกปัญหาเรื่องอำนาจศาลขึ้นอุทธรณ์ได้อีก เพราะเป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาที่จำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคัดค้านไว้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 6 กันยายน 2554 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความแก่โจทก์จำนวน 30,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมอื่นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไมตรี สุเทพากุล · ปริญญา ดีผดุง · สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ศาลล่าง
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายคมน์ทนงชัย ฉายไพโรจน์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ทกป.4/2556
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
ทป81/2554
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ทป58/2555
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้