Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2528 (เลขอ้างอิง 103220)

พ.ศ. 2528 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

กรณีที่ความผิดของจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อคดี 620 สำนวนที่ศาลสั่งรวมการพิจารณาและกำลังพิจารณาอยู่ เป็นความผิดเกี่ยวพันกัน และความผิดทุกสำนวนปรากฏต่อพนักงานสอบสวนก่อนโจทก์ฟ้องคดีแรกแล้ว เห็นได้ว่าโจทก์อาจฟ้องจำเลยทุกกระทงความผิดเป็นสำนวนเดียวก็ได้ แต่ถ้าโจทก์แยกฟ้องจำเลยแต่ละกระทงความผิดเป็นรายสำนวนไป และศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีทุกสำนวนรวมกันศาลก็จะลงโทษจำคุกจำเลยได้ไม่เกินกำหนดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่แก้ไขใหม่ ดังนั้น แม้โจทก์จะแยกฟ้องคดี 620 สำนวนเป็นรายสำนวนซึ่งศาลสั่งรวมการพิจารณาแล้ว โดยมิได้สั่งรวมการพิจารณากับคดีที่ขอให้นับโทษต่อ เมื่อศาลลงโทษจำเลยทุกกรรมโดยจำคุกจำเลยเต็มตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 91 แล้ว ศาลจะนับโทษจำเลยต่ออีกไม่ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2526 มาตรา 4 ป.วิ.อ. มาตรา 160

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งหกร้อยยี่สิบสำนวนฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๘๖, ๙๑,๑๕๗, ๑๖๑, ๑๖๒, ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๖, ๒๖๘ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.๒๕๐๒ มาตรา ๑๓ ; (ฉบับที่ ๖) พ.ศ.๒๕๒๖ มาตรา ๔ ริบของกลาง นับโทษจำเลยทั้งสี่ต่อจากโทษในคดีอาญาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การรับสารภาพ กับรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ จำเลยที่ ๔ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ ๔ และให้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๔ เป็นคดีใหม่

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ประกอบด้วยมาตรา ๘๖, มาตรา ๒๖๕, ๒๖๖, ๒๖๘ รวม ๑,๑๔๖ กรรม แต่ละกรรมให้ลงโทษตามมาตรา ๒๖๘ ที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา ๙๐ จำคุกจำเลยคนละ ๕ ปี ต่อ ๑ กรรมเป็นจำคุกคนละ ๕,๗๓๐ ปี จำเลยรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยคนละ ๒,๘๖๕ ปี จำเลยรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยคนละ ๒,๘๖๕ ปี แต่ให้ลงโทษจำคุกจำเลยคนละ ๒๐ ปีตามมาตรา ๙๑ (๒) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่๖) พ.ศ. ๒๕๖๖ มาตรา ๔ ริบของกลาง นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ทั้งหกร้อยยี่สิบสำนวนอุทธรณ์ขอไม่ให้นับโทษคดีนี้ทุกสำนวนต่อจากโทษในคดีอาญาของศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ทั้งหกร้อยยี่สิบสำนวนฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๔ บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปแต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตามเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนด ดังต่อไปนี้ ฯลฯ (๒) ยี่สิบปีสำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี ฯลฯ"

ศาลฎีกาเห็นว่า ความผิดของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ตามคดีอาญาหมายเลขแดง ๒ สำนวนกับคดี ๖๒๐ สำนวนนี้เกี่ยวพันกันความผิดทุกสำนวนกระทำขึ้นและปรากฏต่อพนักงานสอบสวนก่อนวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๒๓ ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ฟ้องคดีแรก แสดงว่าพนักงานสอบสวนอาจทำการสอบสวนความผิดทุกสำนวนให้เสร็จ แล้วเสนอความเห็นและส่งสำนวนไปยังโจทก์พร้อมกันทุกสำนวนได้ ซึ่งถ้าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่๓ ทุกกระทงความผิดในสำนวนเดียวกัน หรือหากโจทก์แยกฟ้องแต่ละกระทงความผิดเป็นรายสำนวน และศาลมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษาคดีทุกสำนวนรวมกันไปศาลก็จะพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ได้ไม่เกินคนละ ๒๐ ปี ดังนั้นแม้โจทก์จะแยกฟ้องคดี ๖๒๐ สำนวนนี้และศาลชั้นต้นมิได้พิจารณาพิพากษาคดี ๖๒๐ สำนวนนี้รวมกับคดีอาญาหมายเลขแดง ๒ สำนวนดังกล่าว

ก็ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ทุกสำนวนเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกทั้งสิ้นก็ต้องไม่เกินยี่สิบปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ หากจะแปลกฎหมายมาตราดังกล่าวว่า กรณีที่โจทก์แยกฟ้องแต่ละกระทงเป็นรายสำนวน และศาลมิได้สั่งให้พิจารณาพิพากษาคดีรวมกัน ศาลมีอำนาจลงโทษจำคุกจำเลยเป็นรายสำนวน จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ อาจต้องได้รับโทษจำคุกนานถึงคนละ ๒,๘๖๕ ปี ทั้งการณ์จะเป็นว่าจำเลยจะได้รับโทษมากหรือน้อยก็แล้วแต่ว่าโจทก์จะแยกฟ้องแต่ละกระทงความผิดเป็นรายสำนวน หรือรวมฟ้องทุกกระทงความผิดเป็นสำนวนเดียวกัน และแล้วแต่ว่าศาลจะแยกพิจารณาพิพากษาเป็นรายสำนวน หรือรวมพิจารณาพิพากษาคดีทุกสำนวนเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นการลักลั่น น่าจะไม่ชอบด้วยเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้ เป็นว่าไม่นับโทษในคดี ๖๒๐ สำนวนนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
่อาจ ปัญญาดิลก · มาโนช เพียรสนอง · ดำรง สายเชื้อ
ศาลล่าง
ศาลอาญา - นายสมศักดิ์ วงศ์ยืน
ศาลอุทธรณ์ - นายชิรพันธุ์ รัศมิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4943/2567

คดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น เหตุเกิดวันเดียวกันและสถานที่เดียวกัน จึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4149/2567

ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 234/2567

โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำชำเราผู้ตายในคราวเดียวกับที่จำเลยทำร้ายผู้ตาย ทั้งการที่จำเลยใช้มือตีไปที่ศีรษะและบริเวณหลังของผู้ตายก็ด้วย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1090/2566

ป.วิ.อ มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี...(7) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง" และมาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมายให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3178/2565

ป.อ. มาตรา 91 ให้อำนาจศาลพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปและกรณีที่ความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี รวมโทษจำคุกทั้งสิ้นแล้วต้องไม่เกินยี่สิบ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้