Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10338/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในคดีอาญาเดิม พนักงานอัยการโจทก์ไม่สามารถติดตามตัว จ. ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลได้ จึงจำเป็นต้องส่งบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของ จ. บันทึกการชี้ตัวผู้ต้องหาทั้งสองและบันทึกการชี้ภาพถ่ายผู้ต้องหาทั้งสองซึ่งจำเลยทำหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาให้ จ. และพิมพ์ลายนิ้วมือในคำแปลไว้ กับจำเป็นต้องส่งบันทึกการสอบปากคำจำเลยในฐานะผู้ทำหน้าที่ล่ามแปลภาษาให้ จ. ฟัง เป็นพยานหลักฐานต่อศาล และเพื่อให้พยานดังกล่าวมีคุณค่าในการรับฟังจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำตัวจำเลยมาเบิกความยืนยัน การที่จำเลยเบิกความอันเป็นเท็จโดยเบิกความกลับคำให้การในชั้นสอบสวนเป็นว่า จำเลยพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วหัวแม่มือลงในเอกสารทุกฉบับโดยที่จำเลยมิได้ทำหน้าที่เป็นล่ามแปลและมิได้สาบานตัวว่าจะทำหน้าที่เป็นล่ามแปลต่อพนักงานสอบสวน ทั้งเบิกความด้วยว่าจำเลยมิได้ทำหน้าที่เป็นล่ามในการชี้ตัวและชี้ภาพถ่ายผู้ต้องหาทั้งสองเลย ความเท็จที่จำเลยเบิกความจึงเป็นข้อสำคัญในคดี เพราะหากศาลเชื่อตามคำเบิกความของจำเลย พยานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ล่ามแปลของจำเลยดังกล่าว ย่อมเป็นพยานหลักฐานชนิดที่เกิดขึ้นโดยมิชอบที่ศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้เลย เพราะต้องห้ามมิให้โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 องค์ประกอบความผิดฐานเบิกความเท็จตาม ป.อ. มาตรา 177 วรรคแรก บัญญัติแต่เพียงว่า "ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี..." เท่านั้น แสดงว่าเพียงความเท็จที่ผู้กระทำผิดเบิกความเป็นข้อสำคัญในคดีที่จะพิสูจน์ความจริงได้ก็ครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ตามองค์ประกอบความผิดดังกล่าวหาได้ระบุว่าต้องเป็นข้อสำคัญในคดีถึงขนาดที่ศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ได้แต่อย่างใด

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี เห็นควรลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี พิเคราะห์การกระทำของจำเลยแล้วนับว่ามีความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรม จึงไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ความเท็จที่จำเลยเบิกความเป็นข้อสำคัญในคดีหรือไม่ เห็นว่า ตามถ้อยคำสำนวนในคดีที่จำเลยเบิกความเท็จคือคดีหมายเลขดำที่ 15/2549 หมายเลขแดงที่ 63/2550 ของศาลชั้นต้นนั้น ปรากฏว่า พนักงานอัยการโจทก์ไม่สามารถติดตามตัวนายโจซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีดังกล่าวและเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลได้ พนักงานอัยการโจทก์ในคดีนั้นจึงจำเป็นต้องส่งบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายโจซึ่งจำเลยทำหน้าที่เป็นล่ามแปล เป็นพยานหลักฐานต่อศาลและจำเป็นต้องส่งบันทึกการชี้ตัวผู้ต้องหาทั้งสองกับบันทึกการชี้ภาพถ่ายผู้ต้องหาทั้งสอง ซึ่งจำเลยทำหน้าที่เป็นล่ามแปล กับจำเป็นต้องส่งบันทึกการสอบปากคำจำเลยในฐานะผู้ทำหน้าที่ล่ามแปลภาษาให้นายโจฟังเป็นพยานหลักฐานต่อศาลและเพื่อให้พยานดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่มีคุณค่าในการรับฟัง

โจทก์จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำตัวจำเลยผู้ทำหน้าที่เป็นล่ามแปลมาเบิกความต่อศาลเพื่อยืนยันว่านายโจผู้เสียหายได้ให้การ ชี้ตัวและชี้ภาพถ่ายยืนยันถึงการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวจริง แต่จำเลยกลับเบิกความกลับคำให้การในชั้นสอบสวนตามเอกสารทุกฉบับดังกล่าว เป็นว่า จำเลยพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วหัวแม่มือลงในเอกสารทุกฉบับโดยที่จำเลยมิได้ทำหน้าที่เป็นล่ามแปลและมิได้สาบานตัวว่าจะทำหน้าที่เป็นล่ามแปลต่อพนักงานสอบสวน ทั้งเบิกความด้วยว่าจำเลยมิได้ทำหน้าที่เป็นล่ามในการชี้ตัวและชี้ภาพถ่ายผู้ต้องหาทั้งสองเลย ซึ่งเป็นคำเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาลในการพิจารณาคดีอาญาดังที่ได้วินิจฉัยมาในประเด็นก่อน ความเท็จที่จำเลยเบิกความจึงเป็นข้อสำคัญในคดี

เพราะหากศาลเชื่อตามคำเบิกความของจำเลย พยานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ล่ามแปลของจำเลย ย่อมเป็นพยานหลักฐานชนิดที่เกิดขึ้นโดยมิชอบที่ศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้เลย เพราะต้องห้ามมิให้โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า หากแม้จำเลยจะเบิกความต่อศาลว่า จำเลยทำหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาพม่าในการสอบปากคำนายโจผู้เสียหาย รวมทั้งการทำบันทึกการชี้ตัวผู้ต้องหาและบันทึกการดูภาพถ่ายผู้ต้องหาทั้งสองในชั้นสอบสวนจริง ก็ไม่แน่ว่าศาลจะนำคำเบิกความของจำเลยมารับฟังประกอบพยานบอกเล่าเพื่อลงโทษจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวได้หรือไม่

เพราะคำเบิกความของจำเลยก็เป็นพยานบอกเล่าเช่นเดียวกัน ดังนั้นคำเบิกความอันเป็นเท็จของจำเลยจึงไม่เป็นข้อสำคัญในคดีนั้น เห็นว่า องค์ประกอบความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก บัญญัติแต่เพียงว่า "ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี..." เท่านั้น แสดงว่าเพียงความเท็จที่ผู้กระทำผิดเบิกความเป็นข้อสำคัญในคดีที่จะพิสูจน์ความจริงได้ก็ครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ตามองค์ประกอบความผิดดังกล่าวหาได้ระบุว่าต้องเป็นข้อสำคัญในคดีถึงขนาดที่ศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ได้แต่อย่างใด ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

คำแก้ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาหรือรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาลในการพิจารณาคดีอาญา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง กำหนดอัตราโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี โดยมิได้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ส่วนที่จำเลยขอให้ศาลปรานีรอการลงโทษแก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยทำหน้าที่เป็นล่ามแปลคำให้การพยานในชั้นสอบสวน ก่อนทำหน้าที่ต้องสาบานหรือปฏิญาณตนว่าจะทำหน้าที่โดยสุจริตใจ จะไม่เพิ่มเติมหรือตัดทอนสิ่งที่แปล เพื่อให้คำแปลถูกต้องตรงต่อความจริง จึงเป็นบุคลากรที่ทำหน้าที่ช่วยให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปโดยถูกต้องและเป็นธรรม แต่จำเลยกลับเบิกความเท็จเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของตน

ถือเท่ากับว่าจำเลยเป็นผู้ขัดขวางกระบวนการยุติธรรมเสียเอง จึงสมควรลงโทษจำเลยอย่างเด็ดขาด เพื่อเป็นการป้องปรามมิให้คนอื่นประพฤติเยี่ยงจำเลยอีก ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่มีเหตุอันควรปรานีที่จะพิจารณารอการลงโทษให้แก่จำเลย คำแก้ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ลงโทษและบังคับคดีแก่จำเลยไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธานิศ เกศวพิทักษ์ · เมทินี ชโลธร · ภาติยะ ดวงมณี
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดพังงา - นางสาวผาณิต เจียรพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายธีระพงศ์ เพ็ญตระการ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1835/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ579/2550
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ195/2552
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1694/2567

คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่า การพิจารณาที่จำเลยเบิกความนั้นศาลได้เพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีดังกล่าวไปแล้ว แต่ขณะที่จำเลยเบิกความตามที่เป็นคดีในคำฟ้องนี้ การพิจารณาคดียังมิได้ถูกเพ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 124/2567

จำเลยที่ 1 โฆษณาภาพตัวอย่างเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไว้เพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนดังกล่าวได้ และเคยผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6820/2567

การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การต่อผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามในฐานะผู้ถูกดำเนินกรรมวิธีหรือผู้ต้องสงสัย และให้การต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยาน มิใช่คำให้การของผู้ถูกจับที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับเพราะขณะน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4129/2566

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 177 เป็นเรื่องที่ผู้กระทำความผิดนำเอาความอันเป็นเท็จไปเบิกความต่อศาลในคดีใดคดีหนึ่งซึ่งความเท็จนั้นต้องเป็นข้อสำคัญแก่คดีที่เข้าเบิกความเป็นพยานต่อศาลนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4111/2566

ความผิดฐานเบิกความเท็จตาม ป.อ. มาตรา 177 บัญญัติว่า "ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี ต้องระวางโทษ..." เห็นได้ว่า การที่จะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จนั้น น…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้