Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10452/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ลงลายมือชื่อร่วมกันในช่องผู้มอบอำนาจโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามที่มีการจดทะเบียนต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับเรื่องจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทเป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองดังกล่าวเท่านั้น และจะมีผลต่อรูปคดีหรือไม่เพียงใดเป็นเรื่องที่ศาลในคดีดังกล่าวจะพิจารณาวินิจฉัย หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงไม่ใช่พยานหลักฐานอันเป็นเท็จเพราะเหตุจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อโดยไม่มีอำนาจและไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 การส่งหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานต่อศาลจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 180 วรรคแรก

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 1 ให้ปรับ 4,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2544 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2686/2543 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา อันเป็นคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ในฐานะทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอ่าง ให้ชำระหนี้กู้ยืมและบังคับจำนองที่ดินของนายอ่าง ตามสำเนาคำฟ้องและสำนาคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 4 ได้เบิกความเป็นพยานของจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 5 ทำหน้าที่เป็นทนายความของจำเลยที่ 1 ในวันนั้นและมีการส่งหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 17 มีนาคม 2536 เป็นพยานหลักฐานซึ่งมีใจความว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 กรรมการผู้มีอำนาจ

มอบอำนาจให้จำเลยที่ 6 เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในการทำสัญญาจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 4273 ตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ไว้เป็นประกันการกู้ยืม โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจแต่ไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจและสำเนาคำเบิกความ ในวันที่ลงในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว จำเลยที่ 2 หรือที่ 3 หรือกรรมการอีก 2 คน คนใดคนหนึ่งต้องลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการชุดอื่นอีก 1 คน รวมเป็น 2 คน และประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 จึงมีผลผูกพันจำเลยที่1 ตามหนังสือรับรอง ศาลจังหวัดนครราชสีมาพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ย มิฉะนั้นให้บังคับจำนองที่ดินดังกล่าวตามสำเนาคำพิพากษา

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และของจำเลยที่ 5 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาคำฟ้องและสำเนาคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ซึ่งจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ในฐานะทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอ่างเป็นคดีหมายเลขดำที่ 2686/2543 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา จำเลยที่ 1 บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการรับจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 4273 ของนายอ่างไว้ชัดเจนว่า จำเลยที่ 6 เป็นผู้รับมอบอำนาจในการทำนิติกรรมจำนองแทนจำเลยที่ 1 และหนังสือมอบอำนาจตามสำเนา ที่มีการส่งเป็นพยานหลักฐานต่อศาลในคดีดังกล่าวก็ระบุเป็นใจความว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 กรรมการผู้มีอำนาจ

มอบอำนาจให้จำเลยที่ 6 เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในการรับจำนองที่ดินแปลงเดียวกันนั้น อันเป็นการสอดคล้องกับเนื้อหาที่บรรยายไว้ในคำฟ้องและคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง แม้จะปรากฏว่าตามวันที่ลงในหนังสือมอบอำนาจ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ลงลายมือชื่อร่วมกันในช่องผู้มอบอำนาจโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามที่มีการจดทะเบียนต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับเรื่องจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทที่ว่า จำเลยที่ 2 หรือที่ 3 หรือกรรมการอื่นอีก 2 คน คนใดคนหนึ่งต้องลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการชุดอื่นอีก 1 คน รวมเป็น 2 คน และประทับตราสำคัญของบริษัทตามหนังสือรับรองก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวเป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองเท่านั้น และจะมีผลต่อรูปคดีหรือไม่เพียงใดเป็นเรื่องที่ศาลในคดีดังกล่าวจะพิจารณาวินิจฉัย

หนังสือมอบอำนาจจึงไม่ใช่พยานหลักฐานอันเป็นเท็จเพราะเหตุจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อโดยไม่มีอำนาจและไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ดังที่โจทก์อ้าง การส่งหนังสือมอบอำนาจ เป็นพยานหลักฐานต่อศาลจึงไม่เป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และของจำเลยที่ 5 ฟังขึ้น ฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 หนักขึ้นโดยไม่รอการลงโทษจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และให้ยกฎีกาของโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จักรกฤช เจริญเลิศ · กษิดิ์เดช จีนสลุต · สุนันท์ ชัยชูสอน
ศาลล่าง
ศาลแขวงนครราชสีมา - นายธิติพันธุ์ วงษ์พิทักษ์โรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายรัฐพลี ตั้งใจตรง
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1181/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ362/2553
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ7395/2553
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3330/2531

ฟ้องว่าแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีแต่มิได้บรรยายว่าพยานหลักฐานอันเป็นเท็จที่จำเลยแสดงต่อศาลนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีอย่างไร อีกทั้งเมื่ออ่านคำฟ้องของโจทก์ทั้งหมดแล้วก็ไม่อาจเข้าใจได้เช่นนั้น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1474/2517

จำเลยที่ 1 แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำเลยที่ 2 อันไม่เป็นความจริง ย่อมมีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ส่วนจำเลยที่ 2 ผู้รับสมอ้างเป็นเจ้าหนี้ ถือว่าได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยในการพิจารณาคำขอเฉลี่ยทรัพย์ จำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2966/2568

ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องระบุว่าเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่เนื้อหาในคำร้องระบุ แถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้ก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1093/2568

การที่โจทก์ทั้งสองโอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการเชื่อจากกลอุบายการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองมาตั้งแต่ต้นโดยใช้ผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูงเป็นเครื่องล่อใจเป็นวิธีการหลอกลวงอย่างหนึ่งและจำเลยทั้งสองยัง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2568

จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่ง…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้