คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองตึกแถว 2 ชั้น เลขที่ 17/9 และ 17/10 โดยเช่าจาก ม.จ.ศุภสวัสดิ์ เจ้าของ จดทะเบียนการเช่า 10 ปี จำเลยที่ 2-3-4 เป็นลูกจ้างของบริษัท จำเลยที่ 1จำเลยทั้ง 4 ได้ร่วมกันขัดขวางมิให้โจทก์ครอบครองตึกที่เช่าโดยลั่นกุญแจประตูตึกแถวและให้บริวารของจำเลยเข้าครอบครองตึกแถวเลขที่ 17/10 โดยจำเลยไม่มีสิทธิขัดขวางทำให้โจทก์เสียหาย จึงฟ้องเรียกค่าเสียหาย และขอให้บังคับจำเลยเลิกขัดขวางการครอบครองตึกแถวของโจทก์จำเลยทั้ง 4 ยื่นคำให้การเกินกำหนด ศาลแพ่งไม่อนุญาตให้ยืดเวลาและสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การศาลแพ่งพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 เลิกขัดขวางการครอบครองตึกแถวของโจทก์ และจัดให้บริวารของจำเลยออกจากตึกแถวของโจทก์ กับให้จำเลยทั้ง 2 นี้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายบางส่วนโจทก์อุทธรณ์
ขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ใช้ค่าเสียหายเต็มตามฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 อุทธรณ์ว่าโจทก์ยังมิได้ครอบครองห้องพิพาทเลย การครอบครองยังเป็นสิทธิของจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาฟังว่าบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นผู้ก่อสร้างตึกรายนี้โดยทุนของบริษัท เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วมีสิทธิที่จะกำหนดและเลือกตัวผู้เช่าเรียกเก็บเงินค่าช่วยก่อสร้าง แต่โจทก์ในคดีนี้ไม่ได้เสียเงินค่าช่วยก่อสร้างให้แก่จำเลย กลับไปเสียเงินค่าช่วยก่อสร้างให้แก่นายไหทิ้ว ลูกจ้างคนเก่าของจำเลยที่ออกจากหน้าที่ไปแล้ว ซึ่งเป็นผู้ไม่มีสิทธิอะไรที่จะให้แก่โจทก์ จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะขัดขวางมิให้โจทก์เข้าอยู่ในห้องตึกรายนี้ได้
เพราะจำเลยมีสิทธิตามสัญญาก่อสร้างที่จะครอบครองห้องนี้ จนกว่าจะส่งมอบให้แก่เจ้าของที่ดินแม้จะถือว่าตึกซึ่งปลูกในที่ดินเป็นทรัพย์ส่วนควบของเจ้าของที่ดินก็ดี แต่จำเลยก็ยังมีสิทธิตามสัญญาที่จะครอบครองตึกที่สร้างจนกว่าจะเลือกหาผู้เช่าได้ เจ้าของที่ดินจะเอาตึกไปครอบครองเสียโดยลำพังหาได้ไม่ เมื่อเจ้าของที่ดินยังไม่มีสิทธิที่จะเอาตึกรายนี้ไปให้ผู้ใดเช่าโดยจำเลย มิได้รู้เห็นยินยอมได้ ดังนี้ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิที่จะเข้าครอบครองตึกรายนี้ สิทธิแห่งการครอบครองตามกฎหมายยังคงตกอยู่แก่ฝ่ายจำเลยศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์