Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2530 (เลขอ้างอิง 104866)

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ถูกอัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 3 (อัยการจังหวัดมหาสารคาม) ฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลมณฑลทหารบกที่ 3 (ศาลจังหวัดมหาสารคาม) ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและบาดเจ็บ และไม่หยุดช่วยเหลือ หรือแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงาน ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ มาตรา 160 วรรคแรก ส่วนข้อหาขับรถโดยประมาทยกฟ้อง คดีถึงที่สุด ดังนั้นปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้บาดเจ็บในคดีอาญาหรือไม่ จึงเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาของศาลมณฑลทหารบกที่ 3 (ศาลจังหวัดมหาสารคาม) ซึ่งโจทก์ที่ 2 เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(8) โดยอัยการได้ฟ้องแทนโจทก์ที่ 2 แม้โจทก์ที่ 2 จะมิได้เข้าเป็นคู่ความในคดีดังกล่าว แต่โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 1 ก็ต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีอาญานั้น ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 54 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อคดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 2 และไม่มีความรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์ที่ 2 อ้างว่าเป็นนายจ้างจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 ด้วยส่วนโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของรถคันเกิดเหตุนั้น ในคดีอาญามิใช่เป็นผู้บาดเจ็บจากการที่รถชนกัน และมิใช่อยู่ในฐานะผู้เสียหายโดยการจัดการแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4), 5(2) และมิใช่เป็นคู่ความเดียวกัน ผลของคำพิพากษาคดีอาญาจึงไม่ผูกพันโจทก์ที่ 1 ในคดีแพ่งต้องฟังข้อเท็จจริงใหม่.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 420 ป.วิ.อ. มาตรา 2 ป.วิ.อ. มาตรา 5 ป.วิ.อ. มาตรา 46 พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 54

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นเจ้าของรถคันเกิดเหตุโจทก์ที่ ๒ เป็นผู้โดยสารในรถดังกล่าว วันเกิดเหตุ จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ได้ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ ๒ ด้วยความประมาทล้ำเข้ามาในเส้นทางเดินรถของโจทก์ที่ ๑ เป็นเหตุให้ชนกับรถคันของโจทก์ที่ ๑ ได้รับความเสียหาย ผู้ขับถึงแก่ความตาย และโจทก์ที่ ๒ ซึ่งโดยสารมาได้รับบาดเจ็บ รถยนต์ของโจทก์ที่ ๑ ได้รับความเสียหายใช้การไม่ได้ ขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่าเหตุเกิดจากความประมาทของผู้ขับรถคันของโจทก์ที่ ๑ ซึ่งขับในทางการที่จ้างของโจทก์ที่ ๑ เจ้าของรถ จำเลยทั้งสองจึงขอให้ศาลบังคับโจทก์ที่ ๑ ในฐานะนายจ้างให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ที่ ๑ ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า เหตุเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ หลบหนีไม่แจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานและไม่ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสอง ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ ถูกอัยการศาลมณฑลทหารบกที่ ๓ (อัยการจังหวัดมหาสารคาม) ฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลมณฑลทหารบกที่ ๓ (ศาลจังหวัดมหาสารคาม) ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและบาดเจ็บและไม่หยุดช่วยเหลือหรือแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงาน ศาลมณฑลทหารบกที่ ๓ (ศาลจังหวัดมหาสารคาม) วินิจฉัยว่า กรณีที่เป็นที่น่าสงสัยอยู่หลายประการว่าจำเลยเป็นฝ่ายขับรถล้ำเข้าไปในเส้นทางวิ่งของรถยนต์ซึ่งมีผู้เสียหายเป็นผู้ขับและชนกันหรือไม่ สมควรยกประโยชน์ให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรค ๒ พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๖๐ วรรคแรก ให้จำคุก ๑ เดือน

ปรับ ๑,๐๐๐ บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี คดีถึงที่สุด ปัญหาที่ว่าจำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ ๒ ผู้บาดเจ็บหรือไม่ เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาของศาลมณฑลทหารบกที่ ๓ (ศาลจังหวัดมหาสารคาม) ซึ่งโจทก์ที่ ๒ เป็นผู้เสียหาย ตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒(๔) โดยอัยการได้ฟ้องจำเลยที่ ๑ แทนโจทก์ที่ ๒

ศาลฎีกาเห็นว่าแม้โจทก์ที่ ๒ จะมิได้เข้ามาเป็นคู่ความ โจทก์ที่ ๒ และจำเลยที่ ๑ ก็ต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีอาญานั้น ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๕๔ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๖/๒๕๒๐ ระหว่าง นางอนงค์ จันทร์สฤษดิ์ กับพวกโจทก์ นายประเสริฐ อภิรมยานนท์ กับพวก จำเลย เมื่อคดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ ๒ ไม่มีความรับผิดต่อโจทก์ที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ซึ่งโจทก์ที่ ๒ อ้างว่าเป็นนายจ้างจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ ๒ ด้วย ส่วนโจทก์ที่ ๑ นั้น ปรากฏว่าในคดีอาญามิใช่เป็นผู้บาดเจ็บจากการที่รถชนกัน และมิใช่อยู่ในฐานะผู้เสียหายโดยการจัดการแทน ตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒(๔), ๕(๒)

ผลของคำพิพากษาคดีอาญาจึงไม่ผูกพันโจทก์ที่ ๑ เพราะโจทก์ที่ ๑ มิใช่เป็นคู่ความเดียวกัน ในคดีแพ่งต้องฟังข้อเท็จจริงใหม่เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๖๒/๒๕๑๙ ระหว่างองค์การโทรศัพท์ โจทก์นายหวิด มากะเรือน กับพวก จำเลย ซึ่งพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยฟังได้มั่นคงว่ารถคันเกิดเหตุของโจทก์ที่ ๑ ได้แล่นล้ำเข้ามาในเส้นทางรถของจำเลยที่ ๒ โดยมีจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ขับ และเป็นฝ่ายแล่นชนรถของจำเลยที่ ๒ จนได้รับความเสียหาย ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าเหตุเกิดจากความประมาทของผู้ขับขี่รถของจำเลยที่ ๒ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ที่ ๑ ใช้ค่าเสียหายจำนวน ๕๓,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ ๒ คำขออื่นตามฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก ให้โจทก์ที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๓,๐๐๐ บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์ที่ ๒ และจำเลยให้เป็นพับสำหรับค่าขึ้นศาลให้ชำระเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่จำเลยที่ ๒ ชนะคดี.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ถาวร ตันตราภรณ์ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · สง่า ศิลปประสิทธิ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดมหาสารคาม - นายชวลิต สุจริตกุล
ศาลอุทธรณ์ - นายวีระชัย สูตรสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1927/2533

ความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกเป็นความผิดต่อ รัฐ การฟ้องคดีของอัยการศาลทหารกรุงเทพ มิอาจถือ ได้ ว่าเป็นการฟ้องคดีอาญาแทนโจทก์ โจทก์จึงมิใช่คู่ความเดียว กับโจทก์ในคดีอาญาของศาลทหารกรุงเทพ ดังนั้นผลของคำพ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2533 (เลขอ้างอิง 109608)

คดีสำนวนหลังซึ่งจำเลยเป็นโจทก์เป็นคดีต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคแรก ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยมิได้ฎีกาคัดค้านในปัญหาข้อนี้ แต่กลับฎีกาว่าโจ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2530 (เลขอ้างอิง 26557)

จำเลยที่ 1 ถูกอัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 3(อัยการจังหวัดมหาสารคาม) ฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลมณฑลทหารบกที่ 3(ศาลจังหวัดมหาสารคาม)ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและบาดเจ็บ และไม่หยุดช่วยเหลือ ห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 276/2520

ศาลทหารพิพากษาถึงที่สุดในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยโจทก์เป็นผู้เสียหายว่า เท่าที่โจทก์นำสืบยังมีข้อสงสัยฟังไม่ได้สนิทใจว่าเหตุที่เก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7640/2550

ป.วิ.อ. มาตรา 46 บัญญัติว่า ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา โดยไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่ให้นำข้อเท็จจริงที่ได้จากคำพิพากษาของคดีในส่วนแพ่งมาฟ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้