คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยถูกศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่ออกไปจากไร่ของโจทก์ในระหว่างอุทธรณ์และฎีกา จำเลยทั้งสองเอาความที่รู้อยู่ว่าเป็นเท็จแจ้งต่อศาลจังหวัดลพบุรี ผู้พิจารณาคดีนั้นซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย โดยจำเลยยื่นคำร้องขออุทธรณ์และฎีกาอย่างคนอนาถาอันเป็นเท็จว่า จำเลยยากจนไม่มีทรัพย์สินพอที่จะจำหน่ายจ่ายโอนเพื่อหาเงินมาเสียค่าธรรมเนียมในการยื่นอุทธรณ์ฎีกาได้ ความจริงจำเลยเป็นคนมีฐานะ มีทรัพย์สินหลายอย่างไม่ใช่คนยากจน การยื่นคำร้องขออุทธรณ์และฎีกาดังกล่าวของจำเลยทำให้โจทก์เสียหายต้องอ้างพยานมาสืบต่อสู้ เสียค่าธรรมเนียมค่าทนายและค่าใช้จ่าย และจำเลยที่ ๑ ได้บังอาจเอาความที่รู้อยู่ว่าเป็นเท็จมาเบิกในการพิจารณาคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ ๑ ยากจนไม่มีทรัพย์สินจะเอาจำหน่ายเป็นค่าธรรมเนียมได้
ความจริงจำเลยมีฐานะดี มีทรัพย์สินหลายอย่าง ข้อความที่จำเลยเบิกความเท็จเป็นประเด็นสำคัญในการพิจารณาคดี ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙,๙๐,๙๑,๑๓๗ และ ๑๗๗ ศาลชั้นต้นให้งดการไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์มิใช่ผู้เสียหายโดยตรง พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่กฎหมายบัญญัติให้ชำระค่าธรรมเนียมศาลเป็นวิธีการอย่างหนึ่งของรัฐในการเก็บเป็นรายได้ของรัฐบาล เมื่อมีการหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าธรรมเนียมศาล ศาลเป็นผู้เสียหาย บุคคลอื่นหาใช่ผู้เสียหายโดยตรงไม่ ดังนั้นการที่ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ผู้ใดฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกาอย่างคนอนาถาโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ย่อมเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของศาลเองเท่านั้น โจทก์ไม่ใช่เป็นผู้เสียหายโดยตรงในคดีนี้
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน.