Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2531 (เลขอ้างอิง 105262)

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ทรัพย์ซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อชำระหนี้กับทั้งค่าอุปกรณ์อันรวมถึงดอกเบี้ยซึ่งคำนวณและถือได้เป็นรายวัน ดังนั้น ผู้จำนองจึงต้องรับผิดเรื่องดอกเบี้ยตั้งแต่วันจดทะเบียนจำนองเป็นต้นไป

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญาทรัสต์รีซีทไว้กับโจทก์ โดยมีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จดทะเบียนจำนองประกันหนี้ตามสัญญาดังกล่าว และทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทไว้ ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน ๕,๑๔๓,๘๘๗.๑๘บาท และหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทจำนวน ๒๐๙,๑๐๔.๓๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวร้อยละ ๑๘ และ ๑๕ ต่อปีตามลำดับ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ จดทะเบียนจำนองค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในวงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท จึงรับผิดเพียงจำนวนดังกล่าวโจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้จำนวน ๔,๓๕๑,๕๐๕.๗๘บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปีในต้นเงิน ๒,๗๐๔,๗๔๒.๒๘บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบก็ให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ชำระหนี้ดังกล่าวให้โจทก์แทนจำเลยที่ ๑ โดยให้จำเลยที่ ๒ รับผิดจำนวน ๕๕๙,๑๐๔.๓๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปีในต้นเงิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท นับแต่วนที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ เป็นต้นไปและในต้นเงิน ๑๑๒,๔๑๒.๒๐ บาท นับแต่วันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๒๕ เป็นต้นไปกับให้จำเลยที่ ๓ รับผิดจำนวน ๒,๔๐๙,๑๐๔.๓๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปีในต้นเงิน ๒,๒๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ เป็นต้นไป และในต้นเงิน ๑๑๒,๔๑๒.๒๐บาท นับแต่วันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๒๕ เป็นต้นไป ถ้าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบก็ให้บังคับจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จำนอง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๒,๕๙๒,๓๓๐.๐๘ บาท พร้อมดอเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีนับแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ จนถึงวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๒๕ และชำระดอกเบี้ยต่อไปในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของยอดเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวในวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๒๕ นับแต่วันที่ ๒๒มีนาคม ๒๕๒๕ และชำระเงินจำนวน ๑๑๒,๔๑๒.๒๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๒๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ก็ให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ชำระหนี้ดังกล่าวแทนโดยให้จำเลยที่ ๒และที่ ๓ รับผิดจำนวน ๓๕๐,๐๐๐ บาท และ ๒,๒๒๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีนับแต่วันที่ ๒๒ มีนาคม๒๕๒๕ และร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดจำนวนเงิน ๑๑๒,๔๑๒.๒๐ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีนับแต่วันที่ ๓๐กันยายน ๒๕๒๐ ทั้งนี้จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มูลหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทไม่มีฝ่ายใดฎีกาจึงยุติสำหรับหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ตามฎีกาโจทก์ว่าจำนวนเงินค่าดอกเบี้ยที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ต้องรับผิดแทนจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ต่ำไปกว่าที่โจทก์ควรได้รับ กล่าวคือศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รับผิดเรื่องดอกเบี้ยนับตั้งแต่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๒๕อันเป็นวันครบกำหนดให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ตามหนังสือบอกกล่าวของโจทก์นั้นไม่ชอบ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๕ บัญญัติว่า ทรัพย์สินซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้กับทั้งค่าอุปกรณ์ต่อไปนี้ด้วยคือ (๑) ดอกเบี้ย ฯลฯ และตามมาตรา ๑๑๑ บัญญัติไว้มีใจความว่าดอกเบี้ยย่อมคำนวณและถือได้เป็นรายวัน

ดังนั้นเมื่อมีการจำนองเป็นประกันหนี้แล้วทรัพย์สินที่จำนองต้องเริ่มผูกพันรับผิดตั้งแต่วันที่เอาทรัพย์สินจำนอง จำเลยที่๒ จดทะเบียนจำนองไว้เป็นเงิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท ส่วนจำเลยที่ ๓ ได้จำนองที่ดินไว้กับโจทก์เพื่อประกันหนี้จำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๒๑ เป็นเงิน ๒,๒๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งในวันที่ ๒๙มีนาคม ๒๕๒๑ อันเป็นวันที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ ๒ เริ่มรับผิดเรื่องดอกเบี้ยนั้นปรากฏตามบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.๒๑๗ว่า วันดังกล่าวจำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีอยู่จำนวน ๓๕๙,๙๖๙.๔๕ บาท ซึ่งเกินกว่าจำนวนที่จำเลยที่ ๒ จดทะเบียนจำนองประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ แล้ว และหลังจากนั้นหนี้ของจำเลยที่ ๑ ก็เพิ่มขึ้นจากจำนวนดังกล่าวโดยลำดับ

จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในต้นเงินตามที่จดทะเบียนจำนองคือ ๓๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ต่อปีโดยคิดแบบทบต้นจนถึงวันที่ครบกำหนดการบอกกล่าวให้ชำระหนี้และบังคับจำนองถือวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๒๕ ต่อจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นจากต้นเงิน ๓๕๐,๐๐๐ บาทจนกว่าจำเลยที่ ๒ จะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ มิใช่คิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นต่อไปจากต้นเงินจำนวน ๖๓๔,๐๘๕.๖๕ บาท ตามที่โจทก์ฎีกา เพราะจำเลยที่ ๒ จะต้องรับผิดในต้นเงินไม่เกิน ๓๕๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น ส่วนกรณีของจำเลยที่ ๓ ซึ่งจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ไว้ ๒,๒๐๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ ๓รับผิดเรื่องดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่จำเลยที่ ๓ จดทะเบียนจำนอง

คือวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๒๑ จากต้นเงิน ๑,๘๖๙,๙๖๙.๔๕ บาท อันเป็นจำนวนที่จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์อยู่ในวันดังกล่าวนั้น ปรากฏว่าตามบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.๒๑๗ จำเลยที่ ๑เป็นหนี้โจทก์อยู่ตามจำนวนหนี้ดังกล่าวจริง หลังจากนั้นหนี้ของจำเลยที่ ๑ ก็เพิ่มขึ้นจากจำนวนดังกล่าวโดยลำดับนอกจากต้นเงินแล้วจำเลยที่ ๓ จึงต้องรับผิดเรื่องดอกเบี้ยตั้งแต่วันจดทะเบียนจำนองอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงิน๑,๘๖๙,๙๖๙.๔๕ บาท คิดแบบทบต้นไปจนถึงวันที ๒๑ มีนาคม ๒๕๒๕ เช่นกัน แต่จำนวนต้นเงินนั้นจำเลยที่ ๓ ต้องรับผิดไม่เกิน ๒,๒๐๐,๐๐๐ บาท ดังนั้น การคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นต่อไปจึงต้องคิดจากต้นเงิน ๒,๒๐๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น มิใช่ต้นเงินจำนวน๓,๓๘๕,๔๒๗.๐๔ บาทตามที่โจทก์ฎีกา

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า หนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีถ้าจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ชำระหนี้ให้โจทก์แทนจำเลยที่ ๑ โดยให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ รับผิดในต้นเงินจำนวน ๓๕๐,๐๐๐ บาท และ ๒,๒๐๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับพร้อมดอกเบี้ยทบต้นร้อยละ ๑๕ ต่อปีในต้นเงิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท และ๑,๘๖๙,๙๖๙.๔๕ บาทนับแต่วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๒๑ ถึงวันที่ ๒๑ มีนาคม๒๕๒๕ ต่อจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยอัตราเดียวกันแบบไม่ทบต้นในต้นเงิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท และ ๒,๒๐๐,๐๐๐ บาทตามลำดับ จนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมบูรณ์ ฤกษ์สำราญ · ธิรพันธุ์ รัศมิทัต · อรรถวิทย์ วรรธนวินิจ
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายเลียบ ภิญญะวรรณ
ศาลอุทธรณ์ - นายเสียง ตรีวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2531 (เลขอ้างอิง 19577)

ทรัพย์ซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อชำระหนี้กับทั้งค่าอุปกรณ์อันรวมถึงดอกเบี้ยซึ่งคำนวณและถือได้เป็นรายวัน ดังนั้น ผู้จำนองจึงต้องรับผิดเรื่องดอกเบี้ยตั้งแต่วันจดทะเบียนจำนองเป็นต้นไป.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1302/2531

ทรัพย์ซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อชำระหนี้กับทั้งค่าอุปกรณ์อันรวมถึงดอกเบี้ยซึ่งคำนวณและถือได้เป็นรายวัน ดังนั้น ผู้จำนองจึงต้องรับผิดเรื่องดอกเบี้ยตั้งแต่วันจดทะเบียนจำนองเป็นต้นไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11603/2553

จ. ทำสัญญากู้ยืมเงินจากจำเลยเมื่อปี 2534 เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในกิจการ จ. โดยโจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินเพื่อประกันการกู้ยืมเงินและหนี้สินอื่นๆ ของโจทก์ และหรือของ จ. ที่มีอยู่แล้วขณะที่ทำสัญญาและที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3987/2546

สัญญาจำนองที่ดินระหว่างโจทก์กับธนาคารจำเลยนอกจากจะเพื่อเป็นประกันเงินที่โจทก์กู้จากจำเลยแล้ว ยังเป็นประกันหนี้ทุกประเภทที่โจทก์จะต้องรับผิดต่อจำเลยอีกด้วย ดังนั้น เมื่อโจทก์ยังค้างชำระหนี้ตามสัญญาขายต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3775/2546

การขอขีดฆ่าอากรแสตมป์ในหนังสือสัญญากู้เงิน หรือขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ที่ขีดฆ่าอากรแสตมป์ดังกล่าว โจทก์ชอบที่จะกระทำเสียก่อนหรือในขณะที่ได้นำเอกสารนั้นมาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง หรือก่อนที่

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้