คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของเงิน 1,500,000 รูปี ซึ่งนายอูเดปารต๊าฟซิงห์ได้รับมาจากนายสีในประเทศธิเบตแทนโจทก์แล้วจะนำไปให้โจทก์ที่ฮ่องกง แต่ถูกเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ค้นและยึดเงินของโจทก์ไปขณะพักรอเครื่องบินที่ดอนเมือง โดยหาว่านำเข้ามาในราชอาณาจักร และคณะกรรมการและอธิบดีกรมศุลกากรได้ลงมติให้ริบเงินของโจทก์ อันเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายขอให้คืนและใช้ค่าเสียหายจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาจวนจะสิ้นสุดการสืบพยาน
โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องและขอคืนค่าธรรมเนียม จำเลยไม่คัดค้านแต่ขอให้โจทก์รับรองจะไม่ฟ้องคดีนี้ใหม่และเสียค่าฤชาธรรมเนียมค่าทนายแทนจำเลย
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง และวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินรูปีรายนี้ พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175นั้น เป็นที่เห็นได้ชัดว่า อำนาจศาลมีอยู่เสมอ ในกรณีที่จำเลยยื่นคำให้การแล้ว และโจทก์ยื่นคำขอเพื่ออนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องในอันที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาต หรืออนุญาตภายในเงื่อนไขที่เห็นสมควร ข้อจำกัดก็มีอยู่แต่เพียงว่า ในกรณีที่ศาลจะให้อนุญาตจะต้องฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอดถ้าหากมีก่อนเท่านั้นกรณีการที่จำเลยไม่คัดค้านแต่เสนอเงื่อนไขต่อศาลมาหลายประการนั้น มิใช่เป็นเรื่องถอนคำฟ้องเนื่องจากมีข้อตกลงประนีประนอมยอมความกับจำเลย จึงไม่อยู่ในบทบังคับมาตรา 175(2) ศาลมีอำนาจโดยบริบูรณ์ที่จะใช้ดุลพินิจสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องได้ และตามกรณีที่ปรากฏ
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องนั้นเป็นการชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน ให้ยกฎีกาโจทก์