Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10632/2554

พ.ศ. 2554 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การใช้เจ้าพนักงานตำรวจไปล่อซื้อบริการค้าประเวณีเป็นเพียงการกระทำเท่าที่จำเป็นและสมควรในการแสวงหาหลักฐานในการกระทำความผิดของจำเลยตามอำนาจใน ป.วิ.อ. มาตรา 2 (10) ชอบที่เจ้าพนักงานตำรวจจะกระทำได้เพื่อให้ได้โอกาสจับกุมจำเลยพร้อมด้วยพยานหลักฐาน ดังนั้นการใช้เจ้าพนักงานตำรวจไปล่อซื้อบริการค้าประเวณีจากจำเลยจึงเป็นเพียงวิธีพิสูจน์ความผิดของจำเลย ไม่เป็นการแสวงหาหลักฐานโดยมิชอบ จึงมิใช่เป็นการก่อหรือใช้ให้จำเลยกระทำความผิด การที่จำเลยเป็นธุระจัดหาเด็กหญิง ก. ซึ่งอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เพื่อทำการค้าประเวณีให้แก่ ณ. แม้ ณ. ยังไม่ได้ร่วมประเวณีกับเด็กหญิง ก. ก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.อ. มาตรา 2 ป.วิ.อ. มาตรา 226 ป.อ. มาตรา 282 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 282 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9, 11 และคืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดข้อหาเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจตรีไพฑูล จ่าสิบตำรวจสุเมฆ และสิบตำรวจตรีณรงค์ เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมเบิกความเป็นพยานว่า วันเกิดเหตุพันตำรวจตรีไพฑูลได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีการค้าประเวณีที่ร้าน อินแฟนทรีคาราโอเกะ จึงให้สายลับพาไปดูที่ร้านดังกล่าว แล้ววางแผนจับกุมโดยนำธนบัตรฉบับละ 500 บาท 2 ฉบับ ไปถ่ายสำเนาไว้แล้วมอบธนบัตรดังกล่าวให้จ่าสิบตำรวจสุเมฆและสิบตำรวจตรีณรงค์ ปลอมเป็นลูกค้าร้านดังกล่าวเพื่อซื้อบริการทางเพศ จ่าสิบตำรวจสุเมฆและสิบตำรวจตรีณรงค์ไปถึงร้านที่เกิดเหตุพบจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร้าน

แจ้งแก่จำเลยว่าต้องการเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ไปร่วมหลับนอน จำเลยเรียกนางสาวสลัลญาและเด็กหญิงกาญจนามาให้ดู และบอกว่าค่าจ้างร่วมหลับนอนคนละ 1,000 บาท สิบตำรวจตรีณรงค์มอบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อบริการทางเพศให้แก่จำเลยแล้วพาเด็กหญิง ก. ออกจากร้านที่เกิดเหตุ ส่วนจ่าสิบตำรวจสุเมฆกับนางสาวสลัลญายังคงอยู่ที่ร้านที่เกิดเหตุ สิบตำรวจตรีณรงค์พาเด็กหญิง ก. ไปพบพันตำรวจตรีไพฑูล แจ้งว่าล่อซื้อบริการค้าประเวณีได้แล้ว พันตำรวจตรีไพฑูล กับพวกไปยังร้านที่เกิดเหตุ พบจำเลยจึงแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ การตรวจค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อบริการอยู่ในลิ้นชักที่เคาน์เตอร์ จึงจับกุมจำเลยและแจ้งข้อหาว่าเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี

ผู้ดูแลหรือผู้จัดการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี หรือเป็นผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณี จำเลยให้การรับสารภาพ พยานโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติการตามหน้าที่และไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย ประกอบกับจำเลยให้การรับในชั้นสอบสวน ว่า จำเลยเป็นผู้ดูแลกิจการร้านที่เกิดเหตุตั้งแต่ประมาณปี 2537 จำเลยเป็นผู้จัดหานางสาวสลัลญาและเด็กหญิง ก. ให้แก่จ่าสิบตำรวจสุเมฆและสิบตำรวจตรีณรงค์ กับเป็นผู้รับเงินของกลางเป็นค่าค้าประเวณีของนางสาวกาญจนา คำรับของจำเลยจึงมีน้ำหนักในการรับฟังประกอบพยานหลักฐานโจทก์ นอกจากนี้โจทก์ยังมีนางสาวสลัลญาและเด็กหญิงกาญจนาเบิกความเป็นพยาน

คำเบิกความของนางสาวสลัลญาและเด็กหญิง ก. ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดด้วยแม้มีลักษณะเป็นคำซัดทอด แต่ก็มิได้เป็นเรื่องปัดความผิดของนางสาวสลัลญาและเด็กหญิง ก. ให้เป็นความผิดแต่เฉพาะจำเลย ทั้งไม่มีเหตุจูงใจที่นางสาวสลัลญาและเด็กหญิง ก. จะเบิกความเพื่อให้ตนได้รับประโยชน์จากคำเบิกความดังกล่าว จึงรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ พยานหลักฐานโจทก์ประกอบกันมีน้ำหนักมั่นคง

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ใช่เจ้าของร้านที่เกิดเหตุนั้น จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านรับว่า จำเลยเป็นผู้ขออนุญาตขายสุราและยาสูบที่ร้านที่เกิดเหตุตามใบอนุญาตขายสุราประเภท 4 และใบอนุญาตขายยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่ผลิตในประเทศไทย กับใบอนุญาตขายยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่ผลิตในต่างประเทศ ซึ่งเป็นการขออนุญาตตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 อันเป็นช่วงเวลาที่เกิดเหตุ หากจำเลยเป็นเพียงพนักงานช่วยเก็บเงินและทำงานในร้าน ไม่ได้เป็นเจ้าของร้านที่เกิดเหตุดังที่จำเลยนำสืบ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะต้องเป็นผู้ขออนุญาตขายสุราและบุหรี่ที่ร้านที่เกิดเหตุ อันเป็นผลให้จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด และเงื่อนไขในใบอนุญาตดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าไม่ใช่เจ้าของร้านที่เกิดเหตุจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง

ที่จำเลยฎีกาว่า พยานโจทก์ก่อหรือใช้ให้จำเลยกระทำความผิด พยานหลักฐานโจทก์ได้มาโดยการล่อลวง ขู่เข็ญ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การใช้เจ้าพนักงานตำรวจไปล่อซื้อบริการค้าประเวณีเป็นเพียงการกระทำเท่าที่จำเป็นและสมควรในการแสวงหาหลักฐานในการกระทำความผิดของจำเลยตามอำนาจในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (10) ชอบที่เจ้าพนักงานตำรวจจะกระทำได้เพื่อให้ได้โอกาสจับกุมจำเลยพร้อมด้วยพยานหลักฐาน ดังนั้น การใช้เจ้าพนักงานตำรวจไปล่อซื้อบริการการค้าประเวณีจากจำเลยจึงเป็นเพียงวิธีการพิสูจน์ความผิดของจำเลย ไม่เป็นการแสวงหาหลักฐานโดยมิชอบ จึงมิใช่เป็นการก่อหรือใช้ให้จำเลยกระทำความผิด และที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเพราะเชื่อว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย

บันทึกการจับกุมไม่อาจรับฟังได้นั้น เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวเป็นข้ออ้างของจำเลยลอยๆ ทั้งเป็นการง่ายที่จะกล่าวอ้าง จึงไม่มีเหตุผลและน้ำหนักให้รับฟัง พยานจำเลยไม่อาจหักล้างพยานโจทก์ได้ การที่จำเลยเป็นธุระจัดหาเด็กหญิง ก. ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เพื่อให้เด็กหญิง ก. กระทำการค้าประเวณีให้แก่สิบตำรวจตรีณรงค์ แม้สิบตำรวจตรีณรงค์ยังไม่ได้ร่วมประเวณีกับเด็กหญิง ก. ก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ เนตรมัย · ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์ · ทวี ประจวบลาภ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดทุ่งสง - นายมารุต เป้าประยูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นางนพวรรณ อินทรัมพรรย์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.6282/2547
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ714/2541
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ2598/2543
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4533/2565

แม้การร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป พาไปหรือชักพาผู้เสียหายทั้งสองไปเพื่อการอนาจาร หรือเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี รวมทั้งการร่วมกันชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีคว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1377/2563

เมื่อข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นผู้ชักชวนผู้เสียหายที่ 1 ให้ไปมีเพศสัมพันธ์กับ ส. พฤติการณ์ของจำเลยที่ชักชวนผู้เสียหายที่ 1 นับตั้งแต่ครั้งแรกในคืนที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 801/2561

จำเลยที่ 1 กับพวก กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 282 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6, 52 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 เมื่อผู้เสียหายทั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8824/2561

บทนิยาม "แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ" ตามมาตรา 4 (เดิม) แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ หมายความว่า การแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี การผลิตหรือเผยแพร่วัตถุหรื…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3930/2558

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เป็นธุระจัดหา จัดให้อยู่ในอาศัยหรือรับไว้ซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอม อันเป็นการกระทำความผิดฐาน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้