Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1064/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินให้โจทก์ จะจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2531ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยจะขายที่ดินให้ผู้อื่นในราคาสูงกว่าโจทก์จึงแจ้งให้จำเลยไปทำการโอนที่ดินให้โจทก์ภายในวันที่ 10มิถุนายน 2531 แต่จำเลยหลบหน้าไม่ยอมโอนที่ดินให้โจทก์วันที่13 มิถุนายน 2531 โจทก์จึงฟ้องจำเลย ขอให้บังคับจำเลยรับเงินที่เหลือและโอนที่ดินให้โจทก์ จำเลยให้การว่า ได้มีการยกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายกันแล้ว จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แสดงว่าจำเลยไม่ถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินนั้นแล้ว เงื่อนเวลาจึงไม่เป็นข้อที่จำเลยจะอ้างเป็นประโยชน์ได้อีกต่อไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2531 โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโดยจำเลยตกลงจะขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 702 และ 703 แก่โจทก์ ในราคา1,496,250 บาท โจทก์ได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัดสาขาระยอง รวม 2 ฉบับ จำนวนเงิน 500,000 บาท ให้แก่จำเลยในวันทำสัญญา เพื่อเป็นการวางมัดจำ กำหนดวันจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์วันที่ 4 กรกฎาคม 2531 จำเลยได้รับเงินตามเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายให้ครบถ้วนแล้ว ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยได้นำที่ดินดังกล่าวไปเสนอขายให้แก่บุคคลอื่นในราคาสูงกว่าที่ได้ทำสัญญาจะขายให้แก่โจทก์ โจทก์จึงขออายัดที่ดินทั้งสองแปลงต่อเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอสัตหีบ และแจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 10 มิถุนายน 2531 โดยโจทก์พร้อมที่จะชำระเงินส่วนที่เหลืออีกจำนวน 996,250 บาท

เมื่อถึงกำหนดวันนัดจำเลยไม่ยอมไปจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ ทั้งไม่ยอมรับเงินส่วนที่โจทก์ค้างชำระ ขอให้บังคับจำเลยรับชำระเงินจำนวน996,250 บาทจากโจทก์ และจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 702 และ 703 แก่โจทก์ หากจำเลยไม่จัดการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยจำเลยให้การว่า จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ตามฟ้อง ต่อมาวันที่ 3 พฤษภาคม 2531 จำเลยไม่ประสงค์จะขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ จึงได้แสดงเจตนาขอยกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวต่อโจทก์พร้อมกับคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์ และได้ส่งเงินมัดจำคืนให้แก่นายบุญลือ อติการบดี พี่ชายโจทก์และเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับโจทก์ในการประกอบกิจการค้าที่ดินร่วมกันรวมทั้งที่พิพาทด้วย โดยสามีของโจทก์เป็นผู้รับเงินแทน

หลังจากจำเลยขอยกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายแล้ว จำเลยไม่เคยได้รับการโต้แย้งหรือคำบอกกล่าวจากโจทก์ ทั้งไม่เคยเสนอขายที่พิพาทให้แก่บุคคลอื่นหรือตกลงยินยอมโอนที่ดินที่พิพาทให้แก่โจทก์ ในวันที่10 มิถุนายน 2531 จำเลยมิใช่ฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับชำระเงินจำนวน 996,250 บาทจากโจทก์และจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 702 และ 703 เลขที่ดิน 45 และ 46 ตำบลนาจอมเทียน(บางเสร่) อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี แก่โจทก์ มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3มกราคม 2531 จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 702 และ 703 ตำบลนาจอมเทียน (บางเสร่)อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี รวม 2 แปลง ให้โจทก์ เป็นเงิน1,496,250 บาท ในวันทำสัญญาโจทก์มอบเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัดสาขาระยอง จำนวน 2 ฉบับ สั่งจ่ายเงินรวมจำนวน 500,000 บาทมอบให้จำเลยไว้เป็นมัดจำ จำเลยได้รับเงินมัดจำไว้จากโจทก์475,000 บาท ราคาที่ดินที่เหลือจะชำระในวันที่ 4 กรกฎาคม 2531ซึ่งเป็นวันที่จำเลยจะจดทะเบียนโอนที่พิพาทให้โจทก์ ตามเอกสารหมายจ.1 ต่อมาวันที่ 13 มิถุนายน 2531 ก่อนครบกำหนดวันนัดจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาโจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เพื่อบังคับตามสัญญา

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์จำเลยได้ตกลงยกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทแล้วหรือไม่ จำเลยเบิกความว่า หลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์แล้ว มีผู้อ้างว่าเป็นหุ้นส่วนกับนายบุญลือ พี่ชายโจทก์ กล่าวหาว่าจำเลยและนายบุญลือกับพวกสมคบกันทำสัญญาจะซื้อจะขาย จำเลยเกรงว่าจะมีปัญหาจึงปรึกษากับบิดาและพากันไปที่ร้านวังฟ้าของโจทก์ แต่ไม่พบโจทก์ พบแต่นายสุรพงษ์สามีโจทก์ จำเลยขอยกเลิกสัญญาและขอคืนเงินมัดจำนายสุรพงษ์จึงโทรศัพท์ไปคุยกับนายบุญลือซึ่งเป็นหุ้นส่วนของโจทก์ และให้จำเลยคุยทางโทรศัพท์กับนายบุญลือด้วย หลังจากคุยกับนายบุญลือแล้ว จำเลยได้คืนเงินมัดจำให้นายสุรพงษ์และขอสัญญาคืน นายสุรพงษ์ว่าสัญญาอยู่กับโจทก์ และรับว่าไม่มีปัญหาอะไร แล้วนายสุรพงษ์ทำหลักฐานการรับเงิน ตามเอกสารหมาย

ล.1ให้ หลังจากเลิกสัญญาแล้วนายบุญลือหรือโจทก์ไม่ได้โต้แย้งการเลิกสัญญากับจำเลย ปรากฏตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.1ว่าโจทก์เป็นคู่สัญญากับจำเลย โดยเป็นผู้ซื้อ ส่วนนายบุญลือเป็นเพียงพยานในสัญญาและเป็นผู้ติดต่อขอซื้อที่ดินจากจำเลยเท่านั้น ไม่มีเหตุผลที่จำเลยจะต้องติดต่อขอเลิกสัญญากับนายบุญลือที่จำเลยอ้างว่านายบุญลือเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์คงมีแต่คำของจำเลย เมื่อโจทก์เป็นคู่สัญญากับจำเลย หากจำเลยประสงค์จะขอยกเลิกสัญญาจำเลยก็น่าจะต้องติดต่อกับโจทก์โดยตรงมิใช่ไปติดต่อกับนายสุรพงษ์สามีโจทก์และนายบุญลือพี่ชายโจทก์นอกจากนี้ตามเอกสารหมาย ล.1 ปรากฏว่าข้อความเพียงว่า นายสุรพงษ์ได้รับเงินจากจำเลยจำนวน 475,000 บาท เพื่อมอบให้นายบุญลือเท่านั้น

ไม่มีข้อความว่าเป็นการขอยกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์และเป็นการคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์ทั้ง ๆ ที่ตามสัญญาโจทก์เป็นผู้วางเงินมัดจำให้จำเลย หากจะมีการคืนเงินมัดจำกันจริงก็จะต้องคืนกับโจทก์ มิใช่ไปคืนให้กับนายบุญลือ ข้อนำสืบของจำเลยไม่สมเหตุผล และไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง ฝ่ายโจทก์มีตัวโจทก์นายสุรพงษ์สามีโจทก์ และนายบุญลือ อติการบดีพยานโจทก์เบิกความว่า นายบุญลือไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกับโจทก์หลังจากจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์แล้วจำเลยได้นำเงินไปฝากกับนายสุรพงษ์ไว้เพื่อมอบให้แก่นายบุญลือไม่ได้บอกว่าเป็นค่าอะไร นายสุรพงษ์พยายามโทรศัพท์ติดต่อกับนายบุญลือแต่ก็ไม่พบ จึงยอมรับเงินไว้ และได้ออกใบรับให้จำเลยตามเอกสารหมาย

ล.1 หลังจากนั้นนายสุรพงษ์ติดต่อบอกให้นายบุญลือทราบนายบุญลือก็สงสัยว่า เป็นเงินค่าอะไร เมื่อได้รับเงินจากนายสุรพงษ์แล้วนายบุญลือได้พยายามติดต่อคืนเงินให้กับจำเลยแต่จำเลยไม่ยอมรับ ต่อมาโจทก์ทราบจากนายประกิตว่า จำเลยจะจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้บุคคลอื่นในราคาสูงกว่า โจทก์จึงไปขออายัดที่ดินพิพาทไว้ตามเอกสารหมาย จ.4 อาจเป็นเพราะเหตุนี้ก็ได้ ทำให้จำเลยพยายามบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์และขอคืนเงินมัดจำข้อนำสืบของโจทก์มีเหตุผลและน้ำหนักในการรับฟังมากกว่าจำเลย คดีฟังไม่ได้ว่า โจทก์จำเลยได้ตกลงเลิกสัญญาจะซื้อจะขายกันแล้ว สัญญายังคงมีผลผูกพันจำเลยอยู่ โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้ ส่วนในข้อที่จำเลยฎีกา ว่าสัญญาจะซื้อจะขายกำหนดวันโอนที่ดินพิพาทในวันที่ 4กรกฎาคม 2531 แต่โจทก์ยื่นคำฟ้องคดีเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2531โดยจำเลยยังไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์

โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้นเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยจะขายที่ดินพิพาทให้ผู้อื่นในราคาสูงกว่าโจทก์จึงแจ้งให้จำเลยไปทำการโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ภายในวันที่ 10 มิถุนายน 2531 แต่จำเลยหลบหน้าไม่ยอมโอนที่ดินให้ โจทก์ขอให้บังคับจำเลยรับเงินที่เหลือและโอนที่ดินให้โจทก์ จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า ได้มีการยกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายกันแล้ว จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแสดงว่าจำเลยไม่ถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทนั้นแล้ว เงื่อนเวลาจึงไม่เป็นข้อที่จำเลยจะอ้างเป็นประโยชน์ได้อีกต่อไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีนั้นชอบแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ยรรยง ปานุราช · ยงยุทธ ธารีสาร · อำนวย สุขพรหม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14381/2553

กรณีที่จะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 850 กล่าวคือ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3097/2551

โจทก์จำเลยตกลงกันให้จำเลยทั้งสองผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์โดยแบ่งชำระเป็น 2 งวด งวดแรกชำระภายในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 งวดที่สองชำระส่วนที่เหลือภายใน 30 วัน นับแต่ชำระงวดแรก จำเลยชำระเงินงวดแรกให้โจทก์แล้ว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8048/2540

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยตกลงชำระค่าธรรมเนียมปีละ 65,000 บาท ให้แก่โจทก์ ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย แต่โจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมรายปีดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าธร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5760/2540

ตามสัญญากู้เงินฉบับพิพาทมีข้อตกลงว่า จำเลยทั้งสองจะต้องชำระหนี้เป็นรายเดือนทุก ๆ เดือน ภายในวันที่ 5 ของเดือน แต่ถึงอย่างไรก็ดีจำเลยทั้งสองจะต้องชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 19 พฤษภาคม 2541 และในตอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4309/2540

โจทก์ยื่นคำฟ้องเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2536 โดยบรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ ส. ดำเนินกระบวนพิจารณาแทนโจทก์ตลอดจนให้มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงกระทำการแทน และบรรยายฟ้องต่อไปว่า ส. ผู้รับมอบอำนาจได้มอบ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้