Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1067/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าปรับเพราะผิดสัญญาซื้อขายรวม 4 ฉบับ โดยมีจำเลยที่ 2 ทำหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายรายฉบับรวม 4 ฉบับ หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าปรับและหลักประกันสัญญาตามรายสัญญา แม้โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาซื้อขายรวมกันมาทั้งสี่ฉบับการกำหนดค่าปรับก็ต้องพิจารณาภายในวงเงินตามสัญญาซื้อขายแต่ละฉบับ จำนวนทุนทรัพย์แห่งคดีจึงต้องคำนวณแยกตามสัญญาซื้อขายและหนังสือค้ำประกันนั้นเป็นรายสัญญา เมื่อมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาในแต่ละสัญญาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องเรียกค่าปรับรวมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 7,325.37 บาท และหลักประกันสัญญารวมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,212.57 บาท รวมเป็นเงิน 10,537.94 บาท ศาลชั้นต้นกำหนดค่าปรับให้ 3,000 บาท คงเหลือจำนวนค่าปรับที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เพียง 7,537.94 บาท ซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ที่เกี่ยวกับปัญหาในการกำหนดค่าปรับเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงไม่ชอบ แม้โจทก์จะเห็นพ้องกับการกำหนดค่าปรับของศาลอุทธรณ์และไม่ฎีกาค่าปรับในส่วนนี้

ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขได้ตามมาตรา 142 (5) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 กำหนดอัตราค่าปรับให้หน่วยราชการใช้และถือปฏิบัติเป็นหลักทั่วไปเพื่อให้เกิดความเสมอภาคและเป็นธรรม หากให้แต่ละหน่วยราชการต่างกำหนดค่าปรับเองกรณีผิดสัญญาก็จะทำให้เกิดความลักลั่นไม่เป็นธรรม แต่ไม่ได้หมายความว่าอัตราค่าปรับที่กำหนดในระเบียบดังกล่าวจะเหมาะสมแก่ทุกกรณี เมื่อค่าปรับดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ตามหนังสือค้ำประกันเป็นความรับผิดที่เกิดจากการปฏิบัติผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ต้องเสียค่าปรับตามสัญญาซื้อขายแก่โจทก์

ประกอบกับหนังสือค้ำประกันระบุว่า ยอมผูกพันตนโดยไม่มีเงื่อนไขที่จะค้ำประกันชนิดเพิกถอนไม่ได้เช่นเดียวกับลูกหนี้ชั้นต้น และให้โจทก์เรียกร้องจากจำเลยที่ 2 ได้ทันทีโดยไม่ต้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ก่อนซึ่งมีลักษณะต้องร่วมรับผิดอยู่แล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์อย่างลูกหนี้ร่วมโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายสินค้ากับจำเลยที่ 1 รวม 4 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 9 สิงหาคม 2538 ซื้อเตาอบชุบโลหะด้วยไฟฟ้า ราคา 379,850 บาท กำหนดส่งมอบภายในวันที่ 6 ธันวาคม 2539 ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 ซื้อแท่นระดับราคา 53,500 บาท กำหนดส่งมอบภายในวันที่ 15 มกราคม 2539 ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2538 ซื้อเตาอบชุบโลหะด้วยไฟฟ้าราคา 212,000 บาท

กำหนดส่งมอบภายในวันที่ 29 มกราคม 2539 และฉบับที่ 4 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2539 ซื้อเครื่องม้วนโลหะราคา 743,650 บาท กำหนดส่งมอบภายในวันที่ 28 มกราคม 2540 หากผิดสัญญาจำเลยที่ 1 จะต้องชำระค่าปรับร้อยละ 0.2 ของราคาสิ่งของที่ยังไม่ได้รับมอบ นับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันส่งมอบหรือวันบอกเลิกสัญญา ในการทำสัญญาดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้นำหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 2 มามอบแก่โจทก์เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญารวม 4 ฉบับ เป็นเงิน 18,992,50 บาท 2,675 บาท 10,600 บาท และ 37,182.50 บาท ตามลำดับ ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซึ่งต้องรับผิดชำระค่าปรับ โดยสัญญาฉบับแรกต้องเสียค่าปรับนับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2539 ถึงวันที่ 22 เมษายน 2540 เป็นเงิน 104,078.90 บาท ฉบับที่ 2 ต้องเสียค่าปรับนับแต่วันที่ 16 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2539 ซึ่งเป็นวันบอกเลิกสัญญาเป็นเงิน 6,955 บาท ฉบับที่ 3 ต้องเสียค่าปรับนับแต่วันที่ 30 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2539 ซึ่งเป็นวันบอกเลิกสัญญาเป็นเงิน 80,560 บาท และฉบับที่ 4 ต้องเสียค่าปรับนับแต่วันที่ 28 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541 ซึ่งเป็นวันบอกเลิกสัญญาเป็นเงิน 562,199.40 บาท

รวมเป็นค่าปรับทั้งสิ้น 753,793.30 บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับดังกล่าวแล้ว ครบกำหนดชำระตามหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 1 ไม่ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องเสียดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 40,116.51 บาทรวมค่าปรับและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 793,909.81 บาท และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามหนังสือค้ำประกันด้วย ขอให้บังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 793,909.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 753,793.30 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันเป็นเงิน 76,092.16 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 69,450 บาท

นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 และวันที่ 2 สิงหาคม 2538 ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ผิดสัญญาซื้อขายทั้งสี่ฉบับ เนื่องจากได้ส่งมอบเตาอบชุบโลหะด้วยไฟฟ้า 2 เครื่อง และแท่นระดับตรงตามสัญญาแล้ว แต่คณะกรรมการตรวจรับไม่ยอมรับ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับ ค่าปรับที่โจทก์เรียกเป็นเวลานานและเป็นจำนวนที่สูงเกินไปจำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบเครื่องม้วนโลหะให้แก่วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกมหานคร ไม่ใช่กรณีส่งมอบสิ่งของไม่ครบถ้วน โจทก์ยังไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับรายวัน ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบสิ่งของให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขายแล้ว จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 138,000 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระเงินดังกล่าวร่วมกับจำเลยที่ 1 แก่โจทก์จำนวน 69,450 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 193,488 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ เป็นเงินจำนวน 76,092.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 69,450 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ให้แก่โจทก์รวม 4 ฉบับ ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.6, จ.15, จ.27 และ จ.35 และจำเลยที่ 1 นำหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 2 มาเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญามอบให้แก่โจทก์รวม 4 ฉบับ ตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.11, จ.16, จ.30 และ จ.36 ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายทั้งสี่ฉบับจึงต้องเสียค่าปรับให้แก่โจทก์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกมีว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดค่าปรับให้แก่โจทก์เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า การกำหนดค่าปรับอัตราร้อยละ 0.2 ของจำนวนเงินค่าสินค้าเป็นรายวันในสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.6,

จ.15, จ.27 และ จ.35 เป็นไปตามระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ที่ได้กำหนดให้ใช้แก่ทุกหน่วยราชการและโจทก์ก็ไม่ได้มีเจตนาบอกเลิกสัญญาล่าช้า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดค่าปรับ ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.6, จ.27 และ จ.35 เป็นเงิน 38,160 บาท, 80,000 บาท และ 68,373 บาท ตามลำดับ เป็นการลดค่าปรับที่สูงเกินส่วนอย่างมาก ส่วนสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.15 ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าปรับให้ 6,955 บาท ตามฟ้องโจทก์เห็นพ้องด้วย นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าปรับเพราะผิดสัญญาซื้อขายรวม 4 ฉบับ โดยมีจำเลยที่ 2 ทำหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายรายฉบับรวม 4 ฉบับหากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าปรับและหลักประกันสัญญาตามรายสัญญา

แม้โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาซื้อขายรวมกันมาทั้งสี่ฉบับ การกำหนดค่าปรับก็ต้องพิจารณาภายในวงเงินตามสัญญาซื้อขายแต่ละฉบับ จำนวนทุนทรัพย์แห่งคดีจึงต้องคำนวณแยกตามสัญญาซื้อขายและหนังสือค้ำประกันนั้นเป็นรายสัญญา ดังนั้น สัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.6 โจทก์เรียกร้องค่าปรับรวมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 84,846.45 บาท และหลักประกันสัญญารวมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 12,425.23 บาท รวมเป็นเงิน 97,271.68 บาท ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าปรับให้ 38,160 บาท คงเหลือจำนวนค่าปรับที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเพียง 59,111.68 บาทซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาของสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.6 และสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.35 โจทก์เรียกร้องค่าปรับรวมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 109,618.91 บาท และหลักประกันสัญญารวมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 21,201.36 บาท

รวมเป็นเงิน 130,820.27 บาท ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าปรับให้ 68,373 บาท คงเหลือจำนวนค่าปรับที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเพียง 62,447.27 บาท ซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาของสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.35 คดีโจทก์ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.6 และ จ.35 จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาในแต่ละสัญญาไม่เกินสองแสนบาท ซึ่งต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ที่เกี่ยวกับดุลพินิจในการกำหนดค่าปรับเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.15 โจทก์เรียกค่าปรับรวมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 7,325.37 บาท และหลักประกันสัญญารวมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,212.57 บาท

รวมเป็นเงิน 10,537.94 บาท ศาลชั้นต้นกำหนดค่าปรับให้ 3,000 บาท คงเหลือจำนวนค่าปรับที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เพียง 7,537.94 บาท ซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ของสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.15 คดีโจทก์ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.15 จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ที่เกี่ยวกับปัญหาในการกำหนดค่าปรับเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงไม่ชอบ แม้โจทก์จะเห็นพ้องกับการกำหนดค่าปรับของศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้และไม่ฎีกาค่าปรับในส่วนนี้ ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) (โดยแก้ไขค่าปรับให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งกำหนดค่าปรับให้โจทก์สำหรับสัญญาเอกสารหมาย

จ.15 เพียง 3,000 บาท) สำหรับค่าปรับตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.27 ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดนั้น โจทก์อ้างว่า การกำหนดค่าปรับอัตราร้อยละ 0.2 ของจำนวนเงินค่าสินค้าคิดเป็นรายวันในสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.27 เป็นไปตามระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ที่กำหนดให้ใช้แก่ทุกหน่วยราชการ เห็นว่า การที่ระเบียบดังกล่าวมีการกำหนดอัตราค่าปรับให้หน่วยราชการใช้และถือปฏิบัติเป็นหลักทั่วไป เพื่อให้เกิดความเสมอภาคและเป็นธรรม หากให้แต่ละหน่วยราชการต่างกำหนดค่าปรับเองกรณีผิดสัญญาก็จะทำให้เกิดความลักลั่นไม่เป็นธรรม แต่ไม่ได้หมายความว่าอัตราค่าปรับที่กำหนดในระเบียบดังกล่าวจะเหมาะสมแก่ทุกกรณี เมื่อค่าปรับดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเบี้ยปรับ

หากเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจที่จะปรับลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง โจทก์สั่งซื้อเครื่องม้วนโลหะตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.27 จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบสินค้าให้โจทก์ แต่ได้ความจากนายประดิษฐ์ อดีตผู้รักษาการผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษก พยานโจทก์ว่า วิทยาลัยไม่ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญา แต่ต้องคืนงบประมาณให้แก่โจทก์แสดงว่าการที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบเครื่องม้วนโลหะในขณะนั้นน่าจะมีผลกระทบต่อการเรียนการสอนไม่มากนัก ทั้งหากทางวิทยาลัยยังมีความต้องการและเป็นประโยชน์ต่อราชการของวิทยาลัยก็ยังสามารถที่จะขอตั้งงบประมาณจัดซื้อต่อไปได้ตามวิธีงบประมาณดังเช่นที่หน่วยราชการปฏิบัติกันทั่วไป

นอกจากนี้โจทก์บอกเลิกสัญญาหลังจากสัญญาครบกำหนดแล้วถึง 378 วัน นับว่าเป็นเวลานานมากโจทก์ไม่สามารถนำพยานมาสืบให้เห็นว่าโจทก์เสียหายเพียงใด ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าปรับให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.27 เป็นเงิน 80,000 บาท ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยเมื่อเป็นเช่นนี้จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าปรับตามสัญญาซื้อขายทั้งสี่ฉบับเป็นเงิน 38,160 บาท, 3,000 บาท, 80,000 บาท และ 68,373 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงิน 189,533 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในลักษณะร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่โดยโจทก์ฎีกาว่า

เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายจึงต้องรับผิดตามสัญญาซื้อขาย ส่วนจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันอีกส่วนหนึ่ง ความรับผิดของจำเลยทั้งสองแยกเป็นเอกเทศต่อกัน หาใช่ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น เห็นว่า ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.11, จ.16, จ.30 และ จ.36 เป็นความรับผิดที่เกิดจากการปฏิบัติผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ต้องเสียค่าปรับตามสัญญาซื้อขายแก่โจทก์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงเป็นความเสียหายจากการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 เท่านั้น เงินที่ระบุในหนังสือค้ำประกันเป็นแต่เพียงหลักประกันเบื้องต้นเพื่อให้โจทก์เชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะปฏิบัติตามสัญญา

หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาโจทก์จะได้รับชดใช้ค่าเสียหายอย่างน้อยก็คือเงินที่เป็นหลักประกันนั่นเองในฐานเป็นจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380 วรรคสอง ประกอบกับตามหลังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.11, จ.16, จ.30 และ จ.36 ระบุได้ความว่า ข้าพเจ้ายอมผูกพันตนโดยไม่มีเงื่อนไขที่จะค้ำประกันชนิดเพิกถอนไม่ได้เช่นเดียวกับลูกหนี้ชั้นต้น นอกจากนี้ยังยินยอมให้โจทก์เรียกร้องจากจำเลยที่ 2 ได้ทันทีโดยไม่ต้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ก่อนซึ่งก็มีลักษณะต้องร่วมรับผิดอยู่แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 189,533 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ · ประทีป เฉลิมภัทรกุล · สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้