Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2515 (เลขอ้างอิง 106825)

พ.ศ. 2515 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ฟ้องหาว่าจำเลยขับรถยนต์ประมาทชนรถยนต์ของผู้อื่นเป็นเหตุให้มีคนบาดเจ็บและบาดเจ็บสาหัส ข้อสารสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า รถของจำเลยชนกับรถของผู้อื่นจริงหรือไม่และฝ่ายใดเป็นฝ่ายประมาท แม้ในคำฟ้องจะกล่าวถึงหมายเลขทะเบียนรถยนต์คันที่ถูกชนไว้เป็นอย่างหนึ่ง แต่ โจทก์นำสืบในทางพิจารณากลับได้ความเป็นหมายเลขทะเบียนอีกอย่างหนึ่ง ข้อแตกต่างซึ่งมีเฉพาะหมายเลขทะเบียนรถคันที่ถูกชนเท่านั้นจึงไม่ใช่ข้อสารสำคัญ เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยข้ออื่น ๆ จำเลยยอมรับว่ารถของจำเลยชนกับรถของผู้อื่น (ที่กล่าวชื่อมาในฟ้อง)อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าทางพิจารณาได้ความแตกต่างกับฟ้องจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

สำนวนแรก

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์ขึ้นสะพานกรุงธนในขณะฝนตกถนนลื่นโดยประมาท ไม่เว้นระยะให้ห่างรถคันหน้าพอสมควรแก่ความปลอดภัย พอรถคันหน้าหยุด จำเลยได้ห้ามล้อโดยแรง ทำให้รถยนต์ของจำเลยแฉลบไปทางขวา ชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก.ท.ณ ๔๐๖๓ของ ดร.กุณฑล ไชยเศรษฐ์ เป็นเหตุให้ ดร. กุณฑล ไชยเศรษฐ์ ได้รับอันตรายแก่กาย นางผ่องพรรณ ไชยเศรษฐ์ ซึ่งนั่งมาในรถของดร.กุณฑลบาดเจ็บถึงสาหัส และนางวัจณา กุญชระรินทร์ ที่นั่งมาในรถยนต์ของจำเลยได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๙๐, ๓๐๐ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๔๗๗ มาตรา ๒๙, ๖๖แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๐๘ มาตรา ๗, ๑๓

จำเลยให้การปฏิเสธ นายกุณฑล ไชยเศรษฐ์ ร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาทำให้นายกุณฑลได้รับบาดเจ็บโดยประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๐ สำนวนหลัง โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์โดยประมาท ด้วยความเร็วสูงขณะฝนตกถนนลื่น การจราจรคับคั่ง ชนรถยนต์ ก.ท.ฐ ๕๔๒๔เป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งนั่งมาในรถยนต์ ก.ท.ฐ ๕๔๒๔ ได้รับอันตรายแก่กายถึงสาหัส รูปหน้าเสียโฉม ทุพพลภาพไปตลอดชีวิต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ ศาลแขวงธนบุรีสั่งประทับฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๙๐

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ประทับฟ้องในข้อหาประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๐๐ ด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งรวมการพิจารณาคดีสองสำนวนนี้เข้ากับคดีที่นางผ่องพรรณ ไชยเศรษฐ์ ฟ้องนางสุรางค์ศรี คำนึงสุข เป็นจำเลยเข้าด้วยกัน แล้วยกฟ้องคดีที่นางผ่องพรรณเป็นโจทก์ฟ้องนางสุรางค์ศรีเป็นจำเลย ส่วนอีกสองคดีนี้วินิจฉัยว่า นางสุรางค์ศรีเป็นฝ่ายขับรถยนต์ประมาทชนรถยนต์นายกุณฑล นายกุณฑลไม่ได้เป็นฝ่ายประมาทพิพากษาว่านางสุรางค์ศรีจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๙๐, ๓๐๐ พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๐๘มาตรา ๗, ๑๓ ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๓ เดือน

ปรับ ๓๐๐บาท ยกโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๕ คงปรับสถานเดียวไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ให้ยกฟ้องนอกจากนี้เสีย นางสุรางค์ศรีจำเลยและนางวัจณาโจทก์ อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไม่รับเพราะเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงฯพ.ศ.๒๔๙๙ มาตรา ๒๒ นางสุรางค์ศรีจำเลยและนางวัจณาโจทก์ อุทธรณ์คำสั่ง อ้างว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เป็น อุทธรณ์ข้อเท็จจริง จึงสั่งยืนตามคำสั่งศาลแขวงธนบุรี นางสุรางค์ศรีจำเลยและนางวัจณาโจทก์ ฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ ศาลแขวงธนบุรีไม่รับอ้างเหตุว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๔ นางสุรางค์ศรีจำเลยและนางวัจณาโจทก์ อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่สั่งไม่รับอุทธรณ์หาถึงที่สุดไม่จึงสั่งให้รับคำร้องฎีกาไว้ และตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่าข้อฎีกาของนางสุรางค์ศรีจำเลยและนางวัจณาโจทก์ที่ว่า ที่ศาลชั้นต้นฟังว่านางสุรางค์ศรีจำเลยเป็นฝ่ายประมาทนั้น คลาดเคลื่อนที่ถูกต้องฟังว่านายกุณฑลเป็นฝ่ายประมาท เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ข้ออุทธรณ์ที่ว่า ศาลชั้นต้นฟังว่า รถของนายกุณฑลวิ่งช้าลงเพราะวิ่งขึ้นในที่ลาดชันขึ้นสะพาน เป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกเหนือถ้อยคำสำนวนเห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายกุณฑลขับรถขึ้นสะพานก็เป็นการแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่ารถต้องวิ่งขึ้นสะพานอันเป็นที่สูงกว่าระดับพื้นราบ จึงเป็นการฟังจากข้อเท็จจริงในสำนวน

อุทธรณ์ข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง นางสุรางค์ศรีจำเลยอุทธรณ์อีกข้อหนึ่งว่า คดีดำที่ ๑๙๓๙/๒๕๑๓(ผู้ว่าคดีศาลแขวงธนบุรี โจทก์ นายกุณฑล ไชยเศรษฐ์ โจทก์ร่วมนางสุรางค์ศรี คำนึงสุข จำเลย) นั้น ทางพิจารณาโจทก์นำสืบแตกต่างกับฟ้อง โดยกล่าวในฟ้องว่า รถนางสุรางค์ศรีชนกับรถ ก.ท.ณ ๔๐๖๓ของนายกุณฑล ไชยเศรษฐ์ แต่ทางพิจารณาโจทก์กลับนำสืบว่า รถของนางสุรางค์ศรีชนกับรถ ก.ท.ณ ๘๗๖๓ ของนายกุณฑล ไชยเศรษฐ์ เมื่อทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องและเป็นข้อสารสำคัญซึ่งจำเลยหลงข้อต่อสู้ต้องยกฟ้องโจทก์จึงจะชอบ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า อุทธรณ์ข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายแต่เป็นที่เห็นได้ว่าข้อแตกต่างมีเฉพาะหมายเลขทะเบียนรถที่ถูกชนเท่านั้นซึ่งไม่ใช่ข้อสารสำคัญ ข้อสารสำคัญของคดีอยู่ที่ว่ารถของนางสุรางค์ศรีจำเลยชนกับรถของนายกุณฑล

ไชยเศรษฐ์ จริงหรือไม่ และฝ่ายใดเป็นฝ่ายประมาท อุทธรณ์ข้ออื่นของนางสุรางค์ศรีจำเลยก็ยอมรับว่ารถของนางสุรางค์ศรีจำเลยชนกับรถของนายกุณฑล ไชยเศรษฐ์ ฉะนั้นแม้อุทธรณ์ของนางสุรางค์ศรีจำเลยจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายก็ไม่เป็นสารแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์สั่งไม่รับอุทธรณ์ทุกข้อของนางสุรางค์ศรีจำเลยและนางวัจณา กุญชระรินทร์โจทก์ ชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชลอ บุปผเวส · เฉลิม สถิตย์ทอง · สรรเสริญ ไกรจิตติ
ศาลล่าง
ศาลแขวงธนบุรี - นายส่งศักดิ์ เปรมวุติ
ศาลอุทธรณ์ - นายประเสริฐ วราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2515 (เลขอ้างอิง 28775)

ฟ้องหาว่าจำเลยขับรถยนต์ประมาทชนรถยนต์ของผู้อื่นเป็นเหตุให้มีคนบาดเจ็บและบาดเจ็บสาหัส ข้อสารสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า รถของจำเลยชนกับรถของผู้อื่นจริงหรือไม่และฝ่ายใดเป็นฝ่ายประมาท แม้ในคำฟ้องจะกล่าวถึงหมาย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5893/2567

พฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมเข้าใจว่าจำเลยเป็น ห. จึงร้องถามว่าใช่ ห. หรือไม่ ผิดวิสัยของคนร้ายที่จะไม่ส่งเสียงให้เหยื่อรู้ตัวก่อนลงมือกระทำผิด ต่อมาเมื่อโจทก์ร่วมกับจำเลยพบกันอีกครั้งก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 952/2563

เดิมโจทก์ร่วมเคยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกอีกสองคนเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ในคดีหมายเลขดำที่ 481/2558 ซึ่งเป็นการกระทำเดียวกันกับคดีนี้ ต่อมาโจทก์ร่วมยื่นคำร้องข…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3706/2563

ในคดีอาญาทั่วไป คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ไม่มีบทบัญญัติให้การฎีกาจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา การฎีกาจึงอยู่ในบังคับตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 2…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8867/2554

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยพูดชักชวนผู้เสียหายให้ไปร่วมประเวณีกับ อ. แต่พิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่ครบองค์ประกอบความผิด โจทก์อุทธรณ์ จำเลยกล่าวแก้อุทธรณ์ว่าจำเลยมิได้พูดชัก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้