คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานแจ้งความเท็จและหมิ่นประมาทตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 118, 158, 282ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ผิดตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 118, 282 จำเลยที่ 2 ผิดตามมาตรา 282ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกา เชื่อคำพยานจำเลย ฟังข้อเท็จจริงว่าวันโจทก์หาโจทก์เมาสุรามาด่าท้าทายนายหรั่งอยู่ห่างบ้านจำเลยราว 1 เส้น จำเลยที่ 1 ใช้จำเลยที่ 2 ออกไปดู จำเลยที่ 2 ไปดูห่างโจทก์เพียง 5 วา แล้วกลับมาบอกจำเลยที่ 1 ผู้เป็นมารดา จำเลยที่ 1 จึงไปร้องเรียนต่อนายคำผู้ทำการแทนผู้ใหญ่บ้าน ขอให้เรียกโจทก์มาว่ากล่าวตักเตือน นายคำแนะนำให้ไปร้องต่อเจ้าคณะหมวด เพราะโจทก์เป็นสงฆ์ จำเลยจึงไปร้องต่อพระภิกษุปลั่งเจ้าอาวาสวัดหลักร้อยเจ้าคณะหมวด
พระภิกษุปลั่งเรียกโจทก์มาชี้แจงข้อหาจำเลยให้โจทก์ทราบ โจทก์ปฏิเสธ จำเลยทั้งสองยืนยันต่อหน้าบุคคลมากด้วยกันว่าโจทก์เมาสุราไปด่าท้าทายจริง ๆ พระภิกษุปลั่งเปรียบเทียบให้เลิกแล้วต่อกัน โจทก์ไม่ยอม ต่อมาอีก พระภิกษุปลั่งเรียกคู่ความมาใหม่ จำเลยทั้ง 2 ก็ยังยืนยันตามเดิม ผลที่สุดยอมเลิกแล้วต่อกันบันทึกข้อความลงชื่อคู่พิพาทและพยานไว้ได้ความดังนี้
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่า ในข้อแจ้งความเท็จจึงฟังไม่ขึ้น ข้อหาฐานหมิ่นประมาท จำเลยไม่มีความผิด เพราะจำเลยได้กล่าวโดยสุจริตตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 283(1)
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายืนให้ยกฎีกาโจทก์