Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10754/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่โดยอ้างเหตุว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลง ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีในคดีก่อนเพียง 6 วัน เป็นการยื่นภายในระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 และโจทก์ทั้งเจ็ดยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ขณะนั้นระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ของจำเลยยังไม่สิ้นสุดลงถือได้ว่า

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 27 ป.วิ.พ. มาตรา 173 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณา และเมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งเจ็ดกล่าวอ้างว่า ที่ดินของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดที่อยู่ติดกันเช่นเดียวกันกับคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีก่อน แม้คำขอบังคับในส่วนที่เกี่ยวกับความกว้างยาวของทางพิพาทแตกต่างกัน แต่ก็เป็นการขอให้รับรองว่าทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดเช่นเดียวกัน คำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีนี้กับคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีก่อนจึงเป็นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน และการพิจารณาว่าคำฟ้องคดีหลังเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนหรือไม่ ต้องพิจารณาในวันยื่นคำฟ้องคดีหลังเป็นสำคัญ

เมื่อปรากฏว่าขณะที่โจทก์ทั้งเจ็ดยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ คดีก่อนอยู่ระหว่างการพิจารณา คำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีก่อน แม้ต่อมาศาลฎีกาในคดีก่อนจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุฎีกาของจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรแก่การพิจารณา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ก็หาทำให้คำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีนี้ซึ่งเป็นฟ้องซ้อนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายไม่โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า ทางพิพาทกว้าง 8 เมตร ยาว 80 เมตร บนที่ดินโฉนดเลขที่ 39441 ตำบลศรีษะทอง อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ของจำเลย ตกเป็นภาระจำยอมเรื่องทางเดิน ทางรถยนต์และเสาไฟฟ้าแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ด และให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอม หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ก่อนสืบพยานโจทก์

จำเลยยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 229/2556 ของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) หรือไม่ โจทก์ทั้งเจ็ดยื่นคำคัดค้านว่า ฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีก่อนไม่เป็นฟ้องซ้อนกับในคดีนี้ ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 1191/2555 หมายเลขแดงที่ 229/2556 ของศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 229/2556 ของศาลชั้นต้น หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวข้อเท็จจริงฟังได้ว่า คดีก่อนโจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2555 โดยกล่าวในคำฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 39441 ตำบลศรีษะทอง อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 70941 ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ดินโฉนดเลขที่ 10418 ของโจทก์ที่ 4 ถึงที่ 7 โจทก์ทั้งเจ็ดใช้ทางพิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ 39441 กว้าง 3 เมตร ยาวประมาณ 30 เมตร เป็นทางสัญจร และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคติดตั้งเสาไฟฟ้าและอุปกรณ์บนที่ดินดังกล่าวเพื่อจ่าย

กระแสไฟฟ้าให้โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเวลานานกว่า 20 ปี เส้นทางดังกล่าวจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 แต่ปัจจุบันจำเลยพยายามกีดกันไม่ให้โจทก์ทั้งเจ็ดใช้ประโยชน์ในที่ดินภาระจำยอมดังกล่าว ขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทกว้าง 3 เมตร ยาวประมาณ 30 เมตร บนที่ดินโฉนดเลขที่ 39441 ตำบลศรีษะทอง อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ของจำเลย ตกเป็นภาระจำยอม เรื่องทางสัญจรแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ด และให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอม ต่อมาวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556 โจทก์ทั้งเจ็ดยื่นคำร้องขอถอนฟ้องทนายจำเลยแถลงไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งเจ็ดถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ แต่เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2556 จำเลยยื่นคำร้องขอถอนทนายความพร้อมกับยื่นคำร้องว่า

จำเลยไม่ได้ระบุในใบแต่งทนายให้ทนายจำเลยคนก่อนมีอำนาจจำหน่ายสิทธิของจำเลย การที่ทนายจำเลยแถลงไม่คัดค้านคำร้องขอถอนฟ้องเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีไปโดยผิดหลง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบมาตรา 175 ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ วันเดียวกันศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 14 มีนาคม 2556 โจทก์ทั้งเจ็ดยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ วันที่ 21 มีนาคม 2556 จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในคดีก่อนที่ยกคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษายืน จำเลยยื่นฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2556 ศาลฎีกามีคำสั่งในคดีก่อนว่า

ฎีกาของจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรแก่การพิจารณา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ตามคำสั่งศาลฎีกาลงวันที่ 4 มิถุนายน 2557 เห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่โดยอ้างเหตุว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลง ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีในคดีก่อนเพียง 6 วัน เป็นการยื่นภายในระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 และโจทก์ทั้งเจ็ดยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2556 ขณะนั้นระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ของจำเลยยังไม่สิ้นสุดลงถือได้ว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้ ในขณะที่คดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณา และเมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งเจ็ดกล่าวอ้างว่า ที่ดินของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดที่อยู่ติดกันเช่นเดียวกันกับคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีก่อน

แม้คำขอบังคับในส่วนที่เกี่ยวกับความกว้างยาวของทางพิพาทแตกต่างกัน แต่ก็เป็นการขอให้รับรองว่าทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดเช่นเดียวกัน คำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีนี้กับคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีก่อนจึงเป็นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน และการพิจารณาว่าคำฟ้องคดีหลังเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนหรือไม่ ต้องพิจารณาในวันยื่นคำฟ้องคดีหลังเป็นสำคัญ เมื่อปรากฏว่าขณะที่โจทก์ทั้งเจ็ดยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ คดีก่อนอยู่ระหว่างการพิจารณา คำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีก่อน แม้ต่อมาศาลฎีกาในคดีก่อนจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุฎีกาของจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรแก่การพิจารณา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ก็หาทำให้คำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีนี้ซึ่งเป็นฟ้องซ้อนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อธิคม อินทุภูติ · ชัยยุทธ ศรีจำนงค์ · นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 684/2548

คดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความเนื่องจากโจทก์และจำเลยขาดนัดพิจารณา จึงไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่ภายในกำหนดอายุความ ดังนั้นแม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้ขณะคดีก่อนยังอยู่ในกำหนดระยะเวลา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3887/2536

แม้ศาลชั้นต้นจะได้พิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์แล้วก็ตาม หากปรากฏว่าการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำโดยไม่ชอบ เป็นเหตุให้จำเลยที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2651/2568

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติว่า การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีตา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1932/2568

การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 ซึ่งนำมาใช้บังคับในคดีผู้บริโภคโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ค่าธรรมเนียมศาลตามบทบัญญัติ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1001/2568

การแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทราบ ศาลชั้นต้นชอบที่จะส่งหมายนัดไปยังภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของผู้คัดค้านหรือทนายความของผู้คัดค้าน ซึ่งถือว่าเป็นการส่งโดยวิธีธรรมดาก่อนตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา ๗…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้