Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2517 (เลขอ้างอิง 107548)

พ.ศ. 2517 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นสำนวนเดียวกัน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นสำนวนใหม่ ต่อมาคู่ความฎีกาทั้งสองสำนวน เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าคดีทั้งสองสำนวนนี้เกี่ยวพันกัน ย่อมให้รวมการพิจารณาพิพากษาคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกันได้เพื่อสะดวกแก่การพิจารณา จำเลยที่ 1 รับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยพยาบาล จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างรายวันทำงานอยู่ที่แผนกเภสัชกรรมของโรงพยาบาลเดียวกันจำเลยที่ 1 มีหน้าที่คิดราคายา และเขียนราคายาลงในใบสั่งยาจำหน่ายยาให้คนไข้ เมื่อเจ้าหน้าที่ออกใบเสร็จรับเงินแล้ว จำเลยที่ 1 มีหน้าที่มอบใบเสร็จรับเงินและยาให้แก่คนไข้ และมีหน้าที่ควบคุมดูแลการออกใบเสร็จรับเงินและสำเนาให้ตรงตามใบสั่งยา เมื่อรับเงินค่าจำหน่ายยาแล้ว จำเลยที่ 2 มีหน้าที่เก็บรักษาไว้เพื่อส่งให้แก่เจ้าหน้าที่การเงิน เวลาจำเลยที่ 2 ไม่อยู่ ถ้าจำเลยที่ 1ช่วยเขียนใบเสร็จรับเงินก็ต้องมอบเงินให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2กลับมา จำเลยทั้งสองร่วมกันทำสำเนาใบเสร็จรับเงินโดยลงจำนวนเงินราคายาน้อยกว่าราคาที่จำหน่ายไปจริง แล้วร่วมกันยักยอกเอาเงินที่เกินกว่าจำนวนในสำเนาใบเสร็จ ดังนี้ จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 เท่านั้น เพราะจำเลยที่ 1 มิได้มีหน้าที่รักษาเงิน ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น แม้จะรับสารภาพตามฟ้องว่ากระทำผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังเงินซึ่งมีหน้าที่รักษาไว้ แต่เมื่อรวมการพิจารณาแล้ว ศาลฎีกาฟังว่าจำเลยที่ 1 มิได้มีหน้าที่รักษาเงินจำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตามมาตรา 352 เท่านั้นเหมือนกัน

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองรวมกันมาในสำนวนเดียวกัน จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นสั่งให้แยกฟ้องจำเลยที่ ๑ เป็นสำนวนใหม่ในชั้นศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าคดีทั้งสองสำนวนนี้เกี่ยวพันกัน เพื่อสะดวกแก่การพิจารณา จึงให้รวมการพิจารณาพิพากษาคดีทั้งสองสำนวนนี้เข้าด้วยกัน โจทก์ฟ้องมีใจความเหมือนกันทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าพนักงานโดยทุจริตได้บังอาจร่วมกับจำเลยที่ ๒ ยักยอกเอาเงินค่าจำหน่ายยา ซึ่งจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ร่วมกันรับผิดชอบดูแลรักษารวม ๔๒๔ ราย เป็นเงิน ๒๙,๔๑๕ บาท ทำให้เกิดความเสียหายแก่กรมการแพทย์และเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมการแพทย์ และการกระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นการช่วยเหลือและให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ ๑ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗, ๑๕๑, ๑๕๗, ๓๕๒, ๘๓, ๘๖ ให้จำเลยร่วมกันใช้เงิน ๒๙,๔๑๕ บาทแก่กรมการแพทย์ กับให้นับโทษต่อจากคดีอาญาแดงที่ ๑๕๒๙/๒๕๑๔ จำเลยที่ ๑ ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามฟ้อง ลงโทษตามมาตรา ๑๔๗ ประกอบด้วยมาตรา ๘๖ กระทงเดียว จำคุก ๒ ปี ๖ เดือน ให้นับโทษต่อจากคดีแดงที่ ๑๕๒๙/๒๕๑๔ กับให้คืนหรือใช้เงิน ๒๙,๔๑๕ บาทแก่กรมการแพทย์ ส่วนจำเลยที่ ๑ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗, ๓๕๒, ๘๓ให้ลงโทษตามมาตรา ๑๔๗ ซึ่งเป็นกระทงหนักตามมาตรา ๙๑ ประกอบด้วยมาตรา ๓ ให้จำคุก ๖ ปี ลดโทษ ๑ ใน ๓ ตามมาตรา ๗๘ คงจำคุก ๔ ปีให้ใช้เงิน ๑๔,๘๙๕ บาท แก่กรมการแพทย์ คำขอให้นับโทษต่อให้ยกเสีย เพราะเป็นความผิดต่อเนื่องกัน จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์แต่ละสำนวน โจทก์อุทธรณ์เฉพาะจำเลยที่ ๑ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนเฉพาะจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ พิพากษาแก้ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒จำคุก ๑ ปี ๖ เดือนลดโทษกึ่งหนึ่งตาม มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๙ เดือน

โทษจำคุกรอไว้ ๓ ปี คำขอนับโทษต่อให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ฎีกาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่นั่งพิจารณาคดีอนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ส่วนโจทก์ฎีกาเฉพาะจำเลยที่ ๒ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าพนักงานได้ร่วมกับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นลูกจ้างยักยอกเอาเงินค่าจำหน่ายยาไปจริงแล้ววินิจฉัยในปัญหาว่า จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ในการเก็บรักษาเงินร่วมกับจำเลยที่ ๒ หรือไม่ว่า จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่คิดราคายา และเขียนราคายาลงในใบสั่งยาจำหน่ายยาให้แก่คนไข้ เมื่อเจ้าหน้าที่ออกใบเสร็จรับเงินแล้ว จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่มอบใบเสร็จรับเงินและยาให้แก่คนไข้ และมีหน้าที่ดูแลควบคุมการออกใบเสร็จรับเงินค่าจำหน่ายยา

การลงจำนวนเงินในใบเสร็จรับเงินและสำเนาใบเสร็จรับเงินให้ตรงตามใบสั่งยา เมื่อรับเงินค่าจำหน่ายยาแล้วจำเลยที่ ๒มีหน้าที่เก็บรักษาเงินไว้เพื่อส่งให้แก่เจ้าหน้าที่การเงิน ในกรณีจำเลยที่ ๒ ไม่อยู่ ถ้าจำเลยที่ ๑ ช่วยเขียนใบเสร็จรับเงิน เมื่อจำเลยที่ ๒กลับมา ก็ต้องมอบเงินให้จำเลยที่ ๒ ไป จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ มีหน้าที่เก็บรักษาเงิน จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ เท่านั้น ส่วนจำเลยที่ ๒ แม้จะให้การรับสารภาพก็ตามแต่ตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วว่าจำเลยที่ ๑ มิได้มีหน้าที่เก็บรักษาเงิน จำเลยที่ ๒ซึ่งมีหน้าที่เก็บรักษาเงินเป็นเพียงลูกจ้างของกรมการแพทย์ มิใช่เจ้าพนักงานตามกฎหมาย จำเลยที่ ๒ จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๕๒ เท่านั้น ที่ฎีกาว่าเป็นฟ้องซ้ำนั้น เห็นว่า เป็นคนละกรรมกับคดีนี้ จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะจำเลยที่ ๑ เป็นว่า มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒, ๘๓ ให้จำคุก ๑ ปี ๖ เดือนลดตามมาตรา ๗๘ แล้วเหลือ ๑ ปีให้รอการลงโทษไว้ ๓ ปี กับให้จำเลยทั้งสองใช้เงิน ๑๔,๘๙๕ บาทแก่กรมการแพทย์ด้วย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
รื่น วิไลชนม์ · สนับ คัมภีรยส · สรรเสริญ ไกรจิตติ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายเพ็ง เพ็งนิติ
ศาลอุทธรณ์ - นายสุวัฒน์ รัตรสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2517 (เลขอ้างอิง 29402)

เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นสำนวนเดียวกัน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นสำนวนใหม่ ต่อมาคู่ความฎีกาทั้งสองสำนวน เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าคดีทั้งสองสำนวนนี้เกี่ยวพันกั…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2506 (เลขอ้างอิง 42819)

เจ้าหน้าที่ของคุรุสภาไม่ใช่ข้าราชการ แม้ยักยอกเงินในหน้าที่ก็ไม่ใช่กระทำผิดในฐานะเจ้าพนักงาน เงินของคุรุสภาไม่ใช่เงินงบประมาณของแผ่นดิน แม้จำเลยจะเป็นข้าราชการ แต่เมื่อเงินที่ยักยอกไม่ใช่เงินของราชการ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2558 (เลขอ้างอิง 633553)

แม้คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ในแต่ละฐานความผิดไม่ได้กำหนดอัตราโทษขั้นต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ซึ่งศาลจะพิพากษาคดีไปโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7289/2558

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 334, 336 ทวิ และมีคำขอให้จำเลยคืนโครงหลังคาเหล็กของโรงงานและอุปกรณ์ส่วนควบของอาคารโรงงานหรือใช้ราคาแก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7004/2547

จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 จอดรถบรรทุกพ่วงอยู่ชิดขอบทางด้านซ้ายโดยล้อหน้าอยู่บนไหล่ทาง และมีบางส่วนของตัวรถอยู่บนผิวช่องเดินรถ ซึ่งตรงกันข้ามกับคำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่า จำเลยที่ 1 จอดรถบรรทุกพ่วง…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้