คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่ ได้บังอาจหมิ่นประมาทโจทก์โดยโฆษณาออกอากาศทางวิทยุและพิมพ์แถลงการณ์ออกแจกจ่ายเป็นการประจานโจทก์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๒๖,๓๒๘,๓๓๒ ศาลแขวงเชียงใหม่ไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า หนังสือพิมพ์ของโจทก์ลงบทความโจมตีจำเลยด้วยถ้อยคำรุนแรง จำเลยจึงต้องแก้ข่าวหรือบทความนั้นทางวิทยุและคำแถลงการณ์ โดยมีสิทธิอันชอบธรรมเป็นการป้องกันตน จำเลยไม่มีผิดพิพากษายกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์อุทธรณ์ว่า พนักงานอัยการเข้าแก้ต่างจำเลยไม่ได้ ซึ่งโจทก์ได้แถลงคัดค้านไว้แล้ว และว่าศาลจะวินิจฉัยข้อแก้ตัวของจำเลยไม่ได้ เพราะเป็นชั้นไต่สวนมูลฟ้องขอได้รับประทับฟ้องโจทก์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าหนังสือพิมพ์ของโจทก์ลงบทความตำหนิจำเลยก่อนอย่างรุนแรง จำเลยจึงจำเป็นต้องชี้แจงแก้ข่าวนั้นโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรมและป้องกันตนตามคลองธรรมอันเป็นเหตุได้รับยกเว้นโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๙ (๑) เมื่อมีบทกฎหมายบัญญัติยกเว้นไม่เอาโทษแก่การกระทำของจำเลยตามฟ้องโจทก์แล้ว ศาลย่อมหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง และข้อที่ศาลหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยก็เป็นข้อเท็จจริงที่ได้ความตามท้องสำนวน หาใช่วินิจฉัยข้อต่อสู้ของจำเลยตามฎีกาโจทย์ไม่ ส่วนฎีกาโจทก์ที่ว่า พนักงานอัยการไม่มีอำนาจเข้าว่าคดีแก้ต่างจำเลยนั้นตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ..๒๔๙๘ มาตรา ๑๑ (๓) ก็ให้อำนาจพนักงานอัยการเข้าเป็นทนายแก้ต่างจำเลยได้ ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า ในศาลแขวงย่อมมีผู้ว่าคดีเป็นโจทก์อยู่แล้วจำต้องให้ผู้ว่าคดีแก้ต่างจำเลยนั้น
ศาลฎีกาเห็นว่า กฎหมายมิได้กำหนดอำนาจหน้าที่ผู้ว่าคดีให้เป็นทนายแก้ต่างจำเลยดังเช่นที่กล่าวชัดในพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน