Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1079/2512

พ.ศ. 2512 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สามีภริยาจดทะเบียนหย่าขาดจากกัน. และทำสัญญากันไว้ว่าให้ภริยาเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรโดยสามียอมส่งเงินค่าเลี้ยงดูบุตรให้ตามจำนวนที่กำหนด. สัญญาดังกล่าวเป็นการระงับข้อพิพาทระหว่างสามีภริยาซึ่งมีอยู่และจะมีขึ้นให้เสร็จกันไป.จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ.เมื่อสามีผิดสัญญาไม่ส่งเงินค่าเลี้ยงดูบุตร. การที่ภริยามาฟ้องเรียกเงินค่าเลี้ยงดูบุตรจึงเป็นการฟ้องเรียกร้องให้สามีชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ. หาใช่เป็นคดีที่กล่าวอ้างถึงสิทธิเกี่ยวแก่บุตรที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1536. อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลคดีเด็กและเยาวชนไม่.ตามสัญญาระบุว่า เมื่อภริยาสมรสใหม่จะต้องส่งบุตร 2ใน 4 คนคืนแก่สามี. หากภริยาส่งบุตร 2 คนคืนแก่สามีแล้ว. สามีจะส่งค่าอุปการะเลี้ยงดูเฉพาะบุตรที่อยู่กับภริยาโดยลดจำนวนเงินลง. ดังนี้ เมื่อปรากฏว่าสามีไม่ประสงค์รับบุตรไปอยู่ด้วยสามีก็ต้องส่งค่าเลี้ยงดูบุตรตามเดิม. แต่ไม่ต้องส่งค่าเลี้ยงดูภริยาซึ่งสมรสใหม่แล้ว. (ข้อกฎหมายตามวรรคแรกและวรรคสอง วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 11/2512).

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์จำเลยสองสามีภริยามีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด แต่โจทก์ยื่นคำร้องว่าได้จดทะเบียนหย่ากันที่จังหวัดพระนคร อันเป็นมูลกรณีที่ก่อให้เกิดการฟ้องร้อง และพยานส่วนมากอยู่ในจังหวัดพระนครจึงขออนุญาตฟ้องต่อศาลแพ่ง ศาลแพ่งอนุญาต

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาหย่าไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร 4 คนซึ่งมอบให้อยู่ในความปกครองของโจทก์ นับแต่เดือนกันยายน 2506ตามสัญญาจำเลยจะต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรร้อยละ 35 ของเงินเดือนคิดถึงวันฟ้องเป็นเงินค้างจ่าย 13,597.50 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายพร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยจ่ายต่อไปตามสัญญาจนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์สมรสใหม่ตั้งแต่ พ.ศ. 2504 หมดสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู และโจทก์ผิดสัญญาไม่ส่งบุตรคืนให้จำเลย ไม่มีสิทธิอาศัยสัญญามาฟ้องหากมีสิทธิก็เรียกได้ไม่เกินร้อยละ 20 และตัดฟ้องว่า คดีนี้เป็นคดีเรียกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ อยู่ในอำนาจศาลคดีเด็กและเยาวชน ไม่อยู่ในอำนาจศาลแพ่ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงดูบุตรค้างส่ง รวม13,597.50 บาท แต่ให้เสียดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเฉพาะจำนวนเงิน7,770 บาท และให้จำเลยส่งค่าเลี้ยงดูบุตรในอัตราร้อยละ 20 ของเงินเดือนทุก ๆ เดือน นับแต่เดือนมิถุนายน 2508 แก่บุตร 2 คนที่โจทก์เลือกไว้จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ และให้จำเลยส่งอีกร้อยละ 15 ของเงินเดือนตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2508 แก่บุตรอีก 2 คนที่โจทก์เลือกเพื่อจะส่งไปให้จำเลย แต่ยังอยู่กับโจทก์จนกว่าจำเลยจะจัดการให้โจทก์ส่งบุตรให้ตามสัญญา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า จำเลยไม่ต้องส่งเงินอีกร้อยละ 15ของเงินเดือนให้แก่บุตร 2 คนสำหรับที่ค้างส่ง 21 เดือน และต่อ ๆ ไปจนกว่าโจทก์จะส่งบุตร 2 คนไปให้จำเลย โจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ข้อเท็จจริงได้ความในเบื้องต้นว่า โจทก์จำเลยได้จดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และได้ตกลงกันเกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตรตามบันทึกท้ายการจดทะเบียนว่า ระหว่างอยู่กินด้วยกัน โจทก์จำเลยมีบุตรด้วยกัน 4 คน ทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าให้อยู่กับโจทก์ฝ่ายเดียวตลอดไปจนกว่าโจทก์จะทำการสมรสใหม่ เมื่อสมรสใหม่เมื่อใด โจทก์จะมอบบุตร 2 คนคืนไปอยู่กับจำเลยโดยโจทก์เป็นฝ่ายเลือกบุตรก่อนจำเลยตกลงจะเป็นผู้ส่งค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตร 4 คนเป็นเงินร้อยละ 35 ของเงินเดือน จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะเมื่อโจทก์สมรสใหม่และส่งมอบบุตรคืนให้แก่จำเลย 2 คนแล้ว จำเลยจะส่งค่าอุปการะเลี้ยงดูเฉพาะบุตรที่อยู่กับโจทก์เพียงร้อยละ 20ของเงินเดือนจนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ

มีปัญหาข้อแรกตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลแพ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ ศาลฎีกาได้พิจารณาโดยที่ประชุมใหญ่ว่า เห็นว่าสัญญาระหว่างโจทก์จำเลยสืบเนื่องมาจากโจทก์จำเลยตกลงหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันและจำเลยตกลงให้โจทก์เป็นผู้เลี้ยงดูบุตรและยอมส่งเงินค่าเลี้ยงดูบุตร ซึ่งโดยหน้าที่แล้วจำเลยเป็นผู้ปกครองและเลี้ยงดูบุตรในฐานะที่เป็นบิดา สัญญาดังกล่าวจึงเป็นการระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์จำเลยซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จกันไปอันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉะนั้น ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงเป็นการฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความหาใช่เป็นคดีที่กล่าวอ้างถึงสิทธิเกี่ยวแก่บุตรที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1536อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลคดีเด็กและเยาวชนกลางไม่ศาลแพ่งจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้

มีปัญหาต่อไปว่า จำเลยจะต้องส่งเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาในระยะที่ค้างส่งให้โจทก์เป็นเงินเท่าใด และที่จะต้องส่งต่อไปอีกเป็นจำนวนเท่าใด ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อโจทก์สมรสใหม่แล้วจำเลยไม่ประสงค์เอาบุตรไปอยู่กับจำเลยเอง การที่บุตรอยู่กับมารดาโจทก์ก็ไม่แตกต่างกับอยู่กับโจทก์ ดังนั้นที่จำเลยว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่ส่งบุตร 2 คนไปให้เมื่อสมรสใหม่จึงฟังไม่ได้ และที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์มีสามีใหม่แล้ว จำเลยควรส่งเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาเพียงร้อยละ 20 ของเงินเดือน ก็ฟังไม่ขึ้น เมื่อจำเลยไม่ประสงค์เอาบุตร 2 คนไปเลี้ยง จำเลยก็มีหน้าที่ส่งเงินค่าเลี้ยงดูบุตร 4 คนตามเดิม แต่ที่ตกลงกันไว้ร้อยละ 35ของเงินเดือนนั้น ตามสัญญากล่าวว่าเมื่อโจทก์สมรสใหม่

จำเลยจะส่งค่าเลี้ยงดูให้เฉพาะบุตรเท่านั้น ส่วนของโจทก์และบุตรเท่าใดสัญญามิได้แยกไว้ ศาลฎีกาจึงคิดหักส่วนของโจทก์โดยเฉลี่ย 1 ใน 5เหลือสำหรับบุตร 4 คน ร้อยละ 28 ของเงินเดือนที่จำเลยได้รับในขณะที่จะต้องส่งเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญา ซึ่งจำเลยได้รับเดือนละ 1,750 บาท รวมค้างส่ง 21 เดือน เป็นเงิน 10,290 บาท สำหรับดอกเบี้ยนั้น โจทก์ชอบที่จะเรียกได้จากจำนวนเงินค่าเลี้ยงดูบุตรที่จำเลยค้างส่ง แต่ศาลชั้นต้นให้ดอกเบี้ยเฉพาะในเงินจำนวน 7,770 บาท โจทก์พอใจไม่อุทธรณ์ และในชั้นฎีกาโจทก์ก็ฎีกาขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์จึงได้ดอกเบี้ยเท่าที่ศาลล่างพิพากษา

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้ ให้จำเลยส่งเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร 4 คนที่ค้างส่ง 10,290 บาท และดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในเงินจำนวน 7,770 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยส่งเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้ง 4 คนในอัตราร้อยละ 28ของเงินเดือนที่จำเลยได้รับต่อไปทุก ๆ เดือน นับแต่เดือนมิถุนายน2508 จนกว่าจำเลยจะรับบุตร 2 คนไปตามสัญญา และจนกว่าบุตรที่อยู่กับโจทก์จะบรรลุนิติภาวะ หากจำเลยเอาบุตร 2 คนไปเมื่อใด จำเลยจึงต้องส่งเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร 2 คน ที่อยู่กับโจทก์เพียงร้อยละ 20 ของเงินเดือนที่จำเลยได้รับในขณะที่ต้องส่งเงินนั้น.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สว่าง ภูวะปัจฉิม · ยง เหลืองรังษี · ปันโนสุขทรรศนีย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้