Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10802/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับ ป. ขับรถพาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปห้องพักที่เกิดเหตุ โดยโจทก์ร่วมที่ 1 เต็มใจไปกับ ป. ด้วย ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชักชวนโจทก์ร่วมที่ 1 คงมีแต่คำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ว่า ป. ชวนโจทก์ร่วมที่ 1 ไปโดยบอกว่าจะไปส่งจำเลยที่ 2 กลับหอพักและจะส่งโจทก์ร่วมที่ 1 ก่อนเพราะเป็นทางผ่าน แต่ ป. ไม่ทำตามที่พูดกลับพาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปล่วงละเมิดทางเพศในห้องพักที่เกิดเหตุ ซึ่งโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด การกระทำของ ป. กับจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่มีความผิดฐานดังกล่าวนี้ แต่เนื่องจากเป็นเหตุในลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 3 ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยถึงจำเลยที่ 3 ได้ สำหรับคดีในส่วนแพ่งนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสาม

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 319

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว จ. โดยนาย อ. และนาง ก. ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้เสียหายที่ 1 นาย อ. ผู้เสียหายที่ 2 และนาง ก. ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมทั้งสามยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินคนละ 400,000 บาท จำเลยทั้งสามไม่ยื่นคำให้การคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก, 276 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 (ที่ถูก และที่ 3) อายุ 16 ปีเศษ จำเลยที่ 2 และที่ 3 (ที่ถูก จำเลยที่ 2) อายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุกคนละ 8 ปี รวมจำคุกคนละ 11 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว

พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1), 143 ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสามไปควบคุมเพื่อฝึกอบรม ณ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 4 จังหวัดขอนแก่น มีกำหนดขั้นต่ำคนละ 3 ปี ขั้นสูงคนละ 4 ปี นับแต่วันพิพากษา กับให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินคนละ 40,000 บาท แก่โจทก์ร่วมทั้งสาม จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 1 อายุ 15 ปีเศษ กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พักอาศัยและอยู่ในความปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 โจทก์ร่วมที่ 1 คบหากับนาย ป. ฉันคนรัก ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วมที่ 1 ไปบ้านนาง ร. ผู้เป็นย่าของนาย ป. พบนาย ป. จำเลยทั้งสามและเพื่อน ๆ ของนาย ป. นั่งดื่มสุราอยู่ด้วยกันประมาณ 10 คน ต่อมาโจทก์ร่วมที่ 1 กับนาย ป. ได้เข้าไปในบ้านและมีเพศสัมพันธ์กัน จากนั้นโจทก์ร่วมที่ 1 กับนาย ป. กลับมานั่งดื่มสุราจนกระทั่งเวลาประมาณ 21 นาฬิกา จึงพากันกลับออกไปจากบ้านย่าของนาย ป. โดยจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ให้นาย

ป. กับโจทก์ร่วมที่ 1 นั่งซ้อนท้าย ส่วนจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มีนาย พ. ชายลักษณะกะเทยนั่งหน้าและจำเลยที่ 3 นั่งซ้อนท้ายออกไปก่อน ระหว่างทางจำเลยที่ 2 นำรถจักรยานยนต์ไปปะยางที่ร้านปะยางข้างทางเพราะยางรั่ว นาย ป. พูดคุยกับชายวัยรุ่น 2 คนที่ร้านปะยางซึ่งเป็นคนรู้จักกัน จำเลยทั้งสามกับพวกทั้งหมดพากันไปหอพักของจำเลยที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 1 กับนาย ป. มีเพศสัมพันธ์กันในห้องพักของจำเลยที่ 2 แล้วโจทก์ร่วมที่ 1 ถูกจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับเพื่อนของนาย ป. อีก 2 คน ข่มขืนกระทำชำเราที่ห้องพักของจำเลยที่ 2 หลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 1 ตั้งครรภ์ นาย ป. ไม่ยอมรับว่าเด็กในครรภ์เป็นบุตรของตน โจทก์ร่วมทั้งสามจึงแจ้งความดำเนินคดีกับแก่นาย

ป. กับจำเลยทั้งสามและพวก ต่อมาพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องนาย ป. ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย นาย ป. ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว ตามคดีหมายเลขแดงที่ 298/2555 สำหรับคดีนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในขณะที่จำเลยที่ 3 ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 นั้น นาย พ. นอนอยู่ในห้องด้วย ทั้งสองคนโดยสารรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับมายังห้องที่เกิดเหตุ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ยังคงอยู่บริเวณหน้าห้องที่เกิดเหตุเพราะจะต้องรอคนทั้งสองกลับบ้านพร้อมกัน

เนื่องจากระยะทางจากอำเภอชุมแพไปอำเภอสีชมพูใช้เวลาในการขับรถจักรยานยนต์นานประมาณ 1 ชั่วโมงซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลพอสมควร จำเลยที่ 1 ย่อมจะรู้เห็นการกระทำของเพื่อน ๆ ของนาย ป. ที่เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 อย่างไรก็ตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏชัดว่า จำเลยที่ 1 กำลังรอคิวเพื่อจะข่มขืนโจทก์ร่วมที่ 1 หรือไม่ หรือตัวจำเลยที่ 1 ไม่ต้องการข่มขืนโจทก์ร่วมที่ 1 เอง ซึ่งก็เป็นได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธตั้งแต่ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาตลอดมา จึงเป็นหน้าที่โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 ที่จะต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาร่วมกับจำเลยอื่นกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ในลักษณะโทรมหญิง

เห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 สำหรับความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับนาย ป. ขับรถพาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปห้องพักที่เกิดเหตุ โดยโจทก์ร่วมที่ 1 เต็มใจไปกับนาย ป. ด้วย ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชักชวนโจทก์ร่วมที่ 1 คงมีแต่คำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ว่านาย ป. ชวนโจทก์ร่วมที่ 1 ไปโดยบอกว่าจะไปส่งจำเลยที่ 2 กลับหอพักและจะส่งโจทก์ร่วมที่ 1 ก่อนเพราะเป็นทางผ่าน แต่นาย

ป. ไม่ทำตามที่พูดกลับพาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปล่วงละเมิดทางเพศในห้องพักที่เกิดเหตุ ซึ่งโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด การกระทำของนาย ป. กับจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่มีความผิดฐานดังกล่าวนี้ แต่เนื่องจากเป็นเหตุในลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 3 ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยถึงจำเลยที่ 3 ได้ สำหรับคดีในส่วนแพ่งนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และยกฟ้องจำเลยที่ 3 เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก จำเลยที่ 3 คงจำคุก 8 ปี ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 3 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรม ณ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 4 จังหวัดขอนแก่น มีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 2 ปี 6 เดือน ยกคำร้องของโจทก์ร่วมทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กฤษณี เยพิทักษ์ · พิศล พิรุณ · จิรนิติ หะวานนท์
ศาลล่าง
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดขอนแก่น - นายสรายุทธ อุดมพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นางฉัตรทิชา ชัยรัชต์กร
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ยชอ.176/2557
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ394/2555
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ129/2556
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้