คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ทั้งสองสำนวน(โจทก์ในสำนวนแรกศาลเรียกว่าโจทก์ที่ ๑ โจทก์ในสำนวนที่ ๒ ศาลเรียกว่าโจทก์ที่ ๒) ฟ้องว่าเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๑๕ จำเลยที่ ๑ในฐานะลูกจ้างกระทำตามทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ ได้ขับรถยนต์โดยประมาทรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ที่ ๑ ขับสวนทางมาโดยมีโจทก์ที่ ๒ ซ้อนท้าย เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับบาดเจ็บ จำเลยที่ ๑ ถูกศาลลงโทษฐานขับรถประมาททำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัสไปแล้ว ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทน จำเลยที่ ๑ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ ให้การว่าจำเลยที่ ๑ มิใช่ลูกจ้าง และมูลเหตุที่เกิดขึ้นมิใช่เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๑ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจกท์ทั้งสอง จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ทั้งสองสำนวน
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ ฎีกาทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาสำนวนโจทก์ที่ ๑ เฉพาะข้อกฎหมาย ส่วนสำนวนโจทก์ที่ ๒ รับฎีกาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยฎีกาจำเลยที่ ๒ ในสำนวนโจทก์ที่ ๑ ว่าฟังไม่ขั้น ส่วนฎีกาจำเลยที่ ๒ ในสำนวนโจทก์ที่ ๒
ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ที่ ๒ ยื่นฟ้องวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๑๖ แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งรับฟ้องในวันนั้น เพราะโจทก์ที่ ๒ ร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยศาลชั้นต้นรับฟ้องในภายหลัง ซึ่งเป็นเวลาเกิน ๑ ปีนับแต่วันเกิดเหตุก็ตาม ย่อมถือได้ว่าคดีโจทก์ที่ ๒ ได้ฟ้องในวันยื่นฟ้องแล้ว ส่วนการไต่สวนคำร้องเพื่อประกอบการสั่งอนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาได้หรือไม่ เป็นกระบวนพิจารณาของศาล แม้จะเนิ่นนานไปก็หาใช่ความผิดของโจทก์ที่ ๒ ไม่ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เหตุเกิดเพราะโจทก์ที่ ๑ ได้ขับรถแล่นตัดหน้าเข้าไปชนรถยนต์ที่จำเลยที่ ๑ ขับ หาใช่ความประมาทของจำเลยที่ ๑ ไม่ และวินิจฉัยว่า ฉะนั้น แม้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างจะมิได้ฎีกาก็ตาม (และได้ความว่าจำเลยที่ ๑ ถูกศาลพิพากษาลงโทษในคดีส่วนอาญาว่าขับรถโดยประมาททำให้โจทก์ทั้งสองบาดเจ็บสาหัส) แต่คดีนี้โจทก์ที่ ๒ ฟ้องจำเลยที่ ๒ ว่าเป็นนายจ้างต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ ๑ กรณีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยตลอดถึงจำเลยที่ ๑ ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๕(๑) และมาตรา ๒๔๗
ผลคำพิพากษา
พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ ๒