Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2532 (เลขอ้างอิง 108962)

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ที่ 3 และจำเลยทั้งสองสำนวนฎีกา ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาว่า หลังจากศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาแล้ว โจทก์ที่ 4 ซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนหลังด้วยถึงแก่กรรม ไม่ปรากฏว่าทายาทหรือผู้จัดการทรัพย์มรดกของโจทก์ที่ 4 หรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกไว้ได้ยื่นคำขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 4 และจำเลยทั้งสี่ก็มิได้มีคำขอให้ศาลมีหมายเรียกบุคคลดังกล่าวเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 4 ภายในเวลากำหนดหนึ่งปีนับแต่ความปรากฏแก่ศาล จึงต้องจำหน่ายคดีสำนวนหลังออกจากสารบบความศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์และจำเลยทั้งสองสำนวนตามที่ระบุไว้ในสำนวนแรก สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นเจ้าของผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ รวม ๔ แปลงมากว่า ๑๐ ปีแล้ว จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ใช้รถแทรกเตอร์ทำถนนบุกรุกที่นาของโจทก์ทั้งห้าเสียหาย โดยจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาไม่ควบคุมดูแลให้ดี ขอให้จำเลยทั้งห้าปิดถนนดังกล่าวห้ามจำเลยรบกวนการครอบครองทรัพย์สินของโจทก์ กับให้ร่วมกันนำดินที่ยกขึ้นเป็นถนนออกไปและทำที่นาของโจทก์ให้เหมือนเดิม หากไม่ทำก็ขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งห้าให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ทั้งห้าบุกรุเข้าไปแผ้วถางป่าในทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์การตัดถนนพูนดินได้กระทำไปตามแนวเขตที่สาธารณประโยชน์คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง สำนวนหลังโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ถึงที่ ๕ ว่า โจทก์ที่ ๔ เป็นเจ้าของผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ๑ แปลง ต่อมาจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดปักหลักเขตและป้ายห้ามโจทก์เข้าทำประโยชน์ จำเลยที่ ๔ แจ้งว่าโจทก์ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทับทำเลเลี้ยงสัตว์และจำเลยที่ ๕ ได้เรียกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์คืนเพื่อแก้ไข อ้างว่าออกทับที่สาธารณประโยชน์บางส่วน ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิในทรัพย์พิพาท ห้ามจำเลยรบกวนการครอบครอง ให้จำเลยเพิกถอนหลักเขตและป้ายในที่พิพาท

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์บุกรุกแผ้วถางป่าอันเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ โจทก์ที่ ๔ ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทับทำเลเลี้ยงสัตว์บางส่วน คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องทั้งสองสำนวน สำนวนแรกให้โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๕๐๐ บาท แทนจำเลย และสำนวนหลังให้โจทก์ที่ ๔ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความ ๕๐๐ บาท แทนจำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สำนวนแรกให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันนำดินที่ยกเป็นถนนในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมายจ.๑ ของโจทก์ที่ ๑ และตามเอกสารหมาย จ.๓ ของโจทก์ที่ ๒ ออกไปจากที่ดินดังกล่าวและทำที่ดินของโจทก์ให้เหมือนเดิมภายในกำหนด ๓๐ วัน หากไม่ปฏิบัติก็ให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน๑๐,๐๐๐ บาท และแก่โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันพ้นกำหนด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมสองศาลแทนโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ โดยกำหนดค่าทนายความ๑,๒๐๐ บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ กับจำเลยทั้งห้าในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ และให้จำเลยทั้งสี่ในสำนวนหลังร่วมกันถอนหลักเขตและป้ายออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์

เอกสารหมาย จ.๑๓ ของโจทก์ที่ ๔ ห้ามจำเลยทั้งสี่เกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวและให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ที่ ๔ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๘๐๐ บาท โจทก์ที่ ๓ และจำเลยทั้งสองสำนวนฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๐ ว่าหลังจากศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาแล้ว โจทก์ที่ ๔ ซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนหลังด้วยถึงแก่กรรม และไม่ปรากฏว่าทายาทหรือผู้จัดการทรัพย์มรดกของโจทก์ที่ ๔ หรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกไว้ได้ยื่นคำขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ ๔ และจำเลยทั้งสี่ก็มิได้มีคำขอให้ศาลมีหมายเรียกบุคคลดังกล่าวเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ ๔ ภายในเวลากำหนดหนึ่งปีนับแต่ความปรากฏแก่ศาล จึงให้จำหน่ายคดีสำนวนหลังออกจากสารบบความศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๒ และศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า

พยานหลักฐานของโจทก์ที่ ๑ถึงที่ ๓ มีเหตุผลน่าเชื่อมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งห้าข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่พิพาทตามแผนที่พิพาทที่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓นำชี้เป็นของโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ ทางราชการเพิ่งรังวัดปักหลักเขตแสดงอาณาเขตที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ขึ้นภายหลัง และไปทับที่ดินที่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ มีสิทธิครอบครอง ดังนั้นการที่จำเลยทั้งห้าร่วมกันสร้างถนนผ่านไปบนที่ดินของโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ โดยไม่ตรวจสอบหลักฐานให้แน่นอนว่าที่ดินที่สร้างทางผ่านเป็นที่ดินที่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เป็นเหตุให้โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงประมาทเลินเล่อ และเป็นการละเมิดต่อโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓สำหรับฎีกาของจำเลยทั้งห้าที่โต้เถียงในเรื่องค่าเสียหายว่าโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ เสียหายไม่เกิน ๕๐๐ บาท และ ๒๕๐ บาท ตามลำดับนั้น

โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ เบิกความว่า ถ้าจะทำนาที่ทำเป็นถนนกลับสู่สภาพเดิมจะต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างน้อยรายละ ๑๕,๐๐๐ บาทฝ่ายจำเลยไม่นำสืบโต้แย้ง ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ รายละ ๕,๐๐๐ บาท ส่วนฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยทั้งห้าที่ว่า จำเลยทั้งห้าเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและเป็นข้าราชการกระทำการตามอำนาจหน้าที่ซึ่งทางราชการมอบหมายเป็นการกระทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาที่สั่งการโดยชอบด้วยกฎหมาย หากศาลฎีกาจะฟังว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์จริงจำเลยก็ไม่ต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ในฐานะส่วนตัวนั้น ปัญหาข้อนี้จำเลยทั้งห้ามิได้กล่าวเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงไม่เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า สำนวนแรกห้ามจำเลยทั้งห้ารบกวนในการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ที่ ๓ ตามแผนที่พิพาท เอกสารหมาย จ.๒ และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันนำดินที่ยกขึ้นเป็นถนนบนนาของโจทก์ที่ ๓ ออกไป แล้วทำที่นาให้เหมือนเดิมภายในกำหนด ๓๐ วัน หากจำเลยไม่ทำให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นเงินรายละ ๕,๐๐๐ บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ กับจำเลยทั้งห้าให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ สำหรับสำนวนหลังให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เคียง บุญเพิ่ม · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ประวิทย์ ขัมภรัตน์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นายธาดา ศาสตรสาธิต
ศาลอุทธรณ์ - นายไมตรีย์ โมรรัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4043/2567

การขอตั้งผู้จัดการมรดกตลอดจนการคัดค้านการขอตั้งผู้จัดการมรดกเป็นเรื่องเฉพาะตัวของทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียแต่ละคน ทายาทของผู้ร้องที่ 1 ไม่อาจเข้ามาเป็นคู่ความแทนได้ ให้ยกคำร้อง และเมื่อผู้ร้องที่ 1 ถึ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2563 (เลขอ้างอิง 662542)

แม้ตามสัญญาข้อ 19 คู่สัญญาได้แสดงเจตนาไว้ชัดแจ้งว่าถ้าจำเลยทั้งสองส่งมอบงานล่าช้ากว่าวันแล้วเสร็จจำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์ดำเนินการปรับเป็น รายวัน วันละ 1,939.50 บาท ก็ตาม แต่เงินค่าปรับ ในกรณีที่จำเลยท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2071/2559

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนประกาศของจำเลยที่ 1 และประกาศของจำเลยที่ 3 กับห้ามจำเลยที่ 1 และที่ 3 พร้อมบริวารรบกวนการชุมนุมของโจทก์ทั้งสองกับพวก โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ออกประกาศต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8626/2557

ข้อความตามรายงานกระบวนพิจารณาระบุว่า คู่ความแถลงร่วมกันว่าคดีสามารถตกลงกันได้โดยโจทก์และจำเลยตกลงจะไปหย่าขาดจากกัน โดยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์เพียงฝ่ายเดียว โจทก์ขอถอนคำฟ้องในประเด็นท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8366/2557

ผู้ร้องถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 คำสั่งศาลชั้นต้นที่ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกจึงไม่มีผลต่อไป การเป็นผู้จัดการมรดกเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้ร้องไม่อาจรับมรดกความกันได้ จึงไม่มีป…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้