คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา ๒๘๘, ๒๙๓ และขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. กักกันผู้มีสันดานเป็นผู้ร้าย พ.ศ. ๒๔๗๙ จำเลยปฏิเสธ และให้การว่านายร้อยตำรวจโทวินิจ รอดคลองตัน กองตรวจตำรวจนครบาลไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง จำคุก ๓ ปี เพิ่มโทษตามมาตรา ๗๔ เป็นจำคุก ๖ ปี และให้ส่งไปกักกัน อีก ๓ ปี
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้กระทำผิด และผู้สอบสวนคดีนี้ไม่มีอำนาจสอบสวน ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีนี้จำเลยได้ให้การคัดค้านมาแต่แรกว่า ร.ต.ท.วินิจกองตรวจตำรวจนครบาลไม่มีอำนาจสอบ สวนคดีนี้ โจทก์ได้อ้าง ร.ต.ท.วินิจมาสืบว่าเป็นผู้สอบสวนคดีนี้จริง แต่หาได้มีฝ่ายใดซักถามให้ปรากฏไม่ว่า ร.ต.ท. วินิจ ผู้มีตำแหน่งเป็นรองสารวัตร กองตรวจตำรวจนครบาลมีอำนาจสอบสวนคดีนี้หรือไม่อย่างไร กล่าวคือเหตุเรื่องนี้เกิดขึ้น ในท้องที่ของตำรวจจักรวรรดิ์ ร.ต.ท.วินิจรองสารวัตรกองตรวจจะมีอำนาจสอบสวนหรือไม่ ศาลนี้เห็นว่ากองตรวจจะมี อำนาจสอบสวนหรือไม่ ศาลนี้เห็นว่าประกาศของกระทรวงมหาดไทยตามที่ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัย
มิใช่เป็นกฎหมาย อันจะถือได้ว่าทุกคนจำต้องทราบอย่างกฎหมาย แต่เป็นข้อเท็จจริงที่จะต้องนำสืบให้ทราบ ตามแนวคำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๙/๒๔๙๑, ๙๒๑,๙๒๓/๒๔๙๑ และที่ ๑๘๒๗/๒๔๙๒ เมื่อจำเลยคัดค้านว่า ร.ต.ท.วินิจฉัยผู้สอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนจำเลย จึงเป็นหน้าที่โจทก์จะต้องนำสืบแสดงว่า ร.ต.ท.วินิจมีอำนาจสอบสวน เมื่อไม่นำสืบก็ยังฟังไม่ได้ว่า ได้มีการสอบสวนโดย ชอบด้วยวิธีพิจารณาแล้ว ต้องบทห้ามมิให้อัยการฟ้องตาม ป.ม.วิ.อาญามาตรา ๑๒๐
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง