Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10985/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ใบสำคัญจ่ายเป็นของมูลนิธิ แต่อยู่ในความครอบครองดูแลของ ย. ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบัญชีของมูลนิธิ ย. ย่อมมีหน้าที่ปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของนายจ้างตน เมื่อเห็นว่าผู้บริหารของมูลนิธิ ทุจริตต่อหน้าที่ยักยอกเงินของมูลนิธิ ก่อความเสียหายแก่มูลนิธิที่ตนทำงานอยู่ เมื่อตนพบเห็นย่อมแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดได้ การที่ ย. นำเอกสารดังกล่าวไปมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีแก่จำเลย ย.ย่อมไม่มีความผิดใด ๆ ในทางอาญา เพราะเป็นการมอบหลักฐานที่สำคัญในทางคดีให้แก่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย การที่จะให้เจ้าพนักงานเรียกเอกสารหลักฐานแห่งการกระทำความผิดตามปกตินั้น ย่อมยากที่จะได้รับความร่วมมือจากผู้กระทำความผิด ซึ่งเป็นผู้บริหารในหน่วยงานดังกล่าว เอกสารนั้นอาจถูกทำลายหรือสูญหายหรือหาไม่พบได้ จึงเป็นอุปสรรคในการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำความผิด การที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้เอกสารดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานสำคัญของคดี จึงเป็นการได้มาโดยชอบ ไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตา 226/1

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 265, 268 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42, 69 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 69 ประกอบมาตรา 42 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 69 ประกอบมาตรา 42 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม จำคุก 6 เดือน และปรับ 8,000 บาท เมื่อรวมกับโทษอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 28,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้ว่า มูลนิธิฟื้นฟูมรดกอิสลาม ภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ประเทศไทย) เป็นนิติบุคคลประเภทมูลนิธิ โดยจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2546 มีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 19/2 หมู่ที่ 4 ตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส มีนายอนันต์ เป็นผู้ยื่นคำขอจดทะเบียน จำเลยกับพวกเป็นผู้เริ่มก่อการ ในการจดทะเบียนดังกล่าว จำเลยให้คำมั่นสัญญาว่าจะมอบเงินสด 500,000 บาท และที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2947 ตั้งอยู่ที่ตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส ราคาประมาณ 105,300 บาท ให้เป็นทุนดำเนินการของมูลนิธิ ตามคำขอจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิและหนังสือคำมั่นสัญญา ซึ่งที่ดินดังกล่าวจำเลยซื้อมาจากนางหนวก

ต่อมามีการจดทะเบียนแก้ไขสำนักงานใหญ่เป็นเลขที่ 104/2 หมู่ที่ 7 ตำบลละหาร อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส มีจำเลยเป็นประธานมูลนิธิและเป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินกิจการของมูลนิธิตลอดมา นายยูนุส เป็นหัวหน้าฝ่ายบัญชี นายลุกมาน เป็นเจ้าหน้าที่การเงิน และนายคอลิด เป็นเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีของมูลนิธิ นายยูนุสกล่าวหาจำเลยต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรมว่า จำเลยร่ำรวยผิดปกติ โดยยักยอกทรัพย์สินของมูลนิธิไปเป็นของตนหลายกรณี ปฏิบัติหน้าที่โดยผิดระเบียบข้อบังคับของมูลนิธิ ทำให้เกิดความเสียหายแก่มูลนิธิ กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องไว้เป็นคดีพิเศษ โดยอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษตั้งคณะทำงานสอบสวนคดีพิเศษ

มีพันตำรวจตรีสุริยา เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน ตามประกาศและคำสั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายยูนุสส่งมอบหลักฐานเป็นเอกสารของมูลนิธิหลายรายการ รวมทั้งใบสำคัญจ่าย ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิที่จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษสอบสวนแล้วมีความเห็นว่า จำเลยเป็นผู้ดำเนินการปลอมใบสำคัญจ่ายและใบอนุญาตจ่ายเงินซื้อที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2947 ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิของมูลนิธิ และได้ใช้เอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวเป็นหลักฐานในการเบิกเงิน 400,000 บาท จากมูลนิธิ ซึ่งเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม และเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินกิจการของมูลนิธิ กระทำหรือยอมให้กระทำอันทำให้เสียหาย

ทำลาย เปลี่ยนแปลง ตัดทอน หรือปลอมบัญชี เอกสารหรือหลักประกันของมูลนิธิ เพื่อลวงให้มูลนิธิขาดประโยชน์อันควรได้ พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษแจ้งข้อหาดังกล่าวแก่จำเลยแล้ว ในชั้นสอบสวน จำเลยให้การปฏิเสธ สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธินั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ฎีกา ความผิดฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ใบสำคัญจ่ายเป็นพยานหลักฐานซึ่งเกิดขึ้นและได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1 หรือไม่ เห็นว่า เอกสารดังกล่าวเป็นของมูลนิธิ แต่อยู่ในความครอบครองดูแลของนายยูนุส ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบัญชีของมูลนิธิ

นายยูนุสย่อมมีหน้าที่ปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของนายจ้างตน เมื่อเห็นว่าผู้บริหารของมูลนิธิทุจริตต่อหน้าที่ยักยอกเงินของมูลนิธิ ก่อความเสียหายแก่มูลนิธิที่ตนทำงานอยู่ เมื่อตนพบเห็นย่อมแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดได้ การที่นายยูนุสนำเอกสารดังกล่าวไปมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีแก่จำเลย นายยูนุสย่อมไม่มีความผิดใด ๆ ในทางอาญา เพราะเป็นการมอบหลักฐานที่สำคัญในทางคดีให้แก่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย การที่จะให้เจ้าพนักงานเรียกเอกสารหลักฐานแห่งการกระทำความผิดตามปกตินั้น ย่อมยากที่จะได้รับความร่วมมือจากผู้กระทำความผิด ซึ่งเป็นผู้บริหารในหน่วยงาน เอกสารนั้นอาจถูกทำลายหรือสูญหายหรือหาไม่พบได้ จึงเป็นอุปสรรคในการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำความผิด

การที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้เอกสารดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานสำคัญของคดี จึงเป็นการได้มาโดยชอบ ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตา 226/1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร · ประพาฬ อนมาน · อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
ศาลล่าง
ศาลอาญา - นายพรชัย หวังรุ่งเจริญ
ศาลอุทธรณ์ - นายจำรัส เพ็ชรสุวรรณ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.339/2558
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ2101/2553
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ1010/2556
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 124/2567

จำเลยที่ 1 โฆษณาภาพตัวอย่างเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนมังกี้ ดี. ลูฟี่ ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไว้เพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายการ์ตูนดังกล่าวได้ และเคยผลิตเสื้อกีฬาที่มีลายก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 73/2563

เดิมโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม จำเลยขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับห้องชุดในอาคารชุดให้ ศ. เพื่อมิให้โจทก์บังคับชำระหนี้เอาทรัพย์สินดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องจำเลยกับ ศ. เป็นคดีอาญาในข้อหาโกงเจ้าห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 50/2563

จำเลยเป็นพนักงานอัยการ ผ่านการว่าความมาเป็นจำนวนมาก ย่อมคุ้นเคยกับการซักถามพยานในรูปแบบต่าง ๆ เป็นอย่างดี ข้อเท็จจริงปรากฏตามบันทึกการถอดเทปสนทนาระหว่างจำเลยกับ ภ. ว่า ภ. พยายามขอร้องให้จำเลยช่วยเหลือ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2281/2555

การแอบบันทึกเทปขณะที่มีการสนทนากันระหว่างโจทก์ร่วมกับพยานและจำเลยที่ 2 โดยที่โจทก์ร่วมและพยานไม่ทราบมาก่อน เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบห้ามมิให้ศาลรับฟังเป็นพยานนั้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 แม้หลักกฎ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9600/2554

ร. ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากผู้เสียหายว่าจ้างจำเลยให้บันทึกเพลงของผู้เสียหายลงแผ่นซีดีและวีซีดีคาราโอเกะอันเป็นการก่อให้จำเลยทำซ้ำซึ่งงานดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้