Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2533 (เลขอ้างอิง 110020)

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พนักงานสอบสวนพบรอยห้ามล้อท้าย รถยนต์ ของ โจทก์ที่ 2 ยาวประมาณ30 เมตร แสดงว่าก่อนเกิดเหตุโจทก์ที่ 2 ขับรถมาด้วยความเร็วสูงเพราะแม้ห้ามล้อห่างถึง 30 เมตรก็ยังไม่สามารถหยุดรถได้โดยปลอดภัยการที่โจทก์ที่ 2 ห้ามล้อรถของตนถึง 30 เมตรยังแสดงว่าเห็นรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 1 ห่างกว่า 30 เมตร พนักงานสอบสวนเบิกความด้วยว่าตามสภาพที่เห็นมีทางเป็นไปได้ว่ามีกองไฟก่อด้วยกิ่งไม้อยู่ทางด้านหลังรถยนต์ บรรทุก โจทก์ที่ 2 ยอมรับว่าก่อนเกิดเหตุมีรถยนต์บรรทุกและรถยนต์เล็กเปิดไฟสูงแล่นสวนทางมา พอไฟจางจึงเห็นรถจำเลยที่ 1 จอดอยู่ข้างหน้า การที่โจทก์ที่ 2 ไม่อาจแลเห็นทางด้านหน้าได้พอแก่ความปลอดภัย โจทก์ที่ 2 ควรลดความเร็วลงแต่โจทก์ที่ 2 กลับขับรถด้วยความเร็วสูงเป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ที่ 2ชนท้าย รถยนต์ บรรทุกของจำเลยที่ 1 ที่จอดอยู่โดยได้ทำสัญญาณรถเสียไว้แล้ว ฉะนั้นจึงเป็นการกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังของโจทก์ที่ 2 ฝ่ายเดียว และมิใช่เหตุสุดวิสัยเพราะกรณีดังกล่าวสามารถที่จะป้องกันมิให้เกิดเหตุได้.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์ในสำนวนแรกและเป็นจำเลยที่ ๒ ในสำนวนหลังว่าโจทก์ที่ ๑และเรียกจำเลยที่ ๑ ในสำนวนหลังว่าโจทก์ที่ ๒ เรียกจำเลยที่ ๑ในสำนวนแรกเป็นโจทก์ในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ ๑ เรียกจำเลยที่ ๒ในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ ๒ สำนวนแรกโจทก์ที่ ๑ ฟ้องว่า มีผู้ขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ซึ่งจำเลยที่ ๒ รับประกันภัยไปจอดไว้บนผิวการจราจรถนนมิตรภาพในลักษณะกีดขวางการจราจรและมิได้ให้สัญญาณใด ๆ อันเป็นการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์คันที่โจทก์ที่ ๑ รับประกันภัยไว้พุ่งเข้าชน โจทก์ที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยแล้วรับช่วงสิทธิมาฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและโจทก์ที่ ๑ ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ สำนวนหลังจำเลยที่ ๑ ฟ้องว่า ก่อนเกิดเหตุยางรถยนต์ล้อหลังด้านซ้ายของรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ ๑ เกิดระเบิด ผู้ขับนำเข้าจอดชิดขอบถนนด้านซ้ายพร้อมกับนำกิ่งไม้มาวางทางด้านหน้าและด้านหลังรถ เปิดไฟสัญญาณและจุดไฟสัญญาณให้เห็นอย่างชัดแจ้ง โจทก์ที่ ๒เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกและน้ำตาลทรายดิบที่บรรทุกมาถูกไฟไหม้หมดขอให้บังคับโจทก์ที่ ๒ และโจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย โจทก์ที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายประมาท โจทก์ที่ ๒มิได้ประมาท หากฟังว่าเป็นความประมาทของโจทก์ที่ ๒ ก็เป็นเหตุสุดวิสัย จากโจทก์ที่ ๑ ต้องรับผิดก็ไม่เกิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท ค่าเสียหายของจำเลยที่ ๑ เกินความจริง โจทก์ที่ ๒ ให้การว่าเหตุเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ ๑โจทก์ที่ ๒ มิได้ประมาท ค่าเสียหายของจำเลยที่ ๑ เกินความจริง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ ๒ รับผิดชำระเงิน ๓๖๕,๐๐๐ บาทโจทก์ที่ ๑ รับผิดชำระเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลยที่ ๑ พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ที่ ๑ที่ ๒ ว่า เหตุเกิดเพราะความประมาทของฝ่ายใด และกรณีเป็นเหตุสุดวิสัยหรือไม่ จำเลยที่ ๑ มีนายถวัลย์ มานะบัง และนายสุอัฐยามน้ำทรัพย์ เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อยางล้อหลังด้านซ้ายรถยนต์บรรทุกระเบิด นายถวัลย์ได้นำรถชิดขอบทาง และเอากิ่งมะขามเทศมาวางไว้ด้านหน้ารถ ๑ กอง ด้านหลังรถในระยะ ๑๕ เมตร ๑ กอง ๑๕๐ เมตรอีก ๑ กอง ในระหว่างสองกองได้สุมไฟพร้อมกับเปิดสวิตซ์ไฟท้ายรถเป็นสัญญาณว่ารถเสีย เห็นว่า หลังจากร้อยตำรวจโทกิตติโรจน์ นรรัตน์พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งเหตุแล้วออกไปตรวจดูที่เกิดเหตุทันที พบรอยห้ามล้อท้ายรถยนต์ของโจทก์ที่ ๒ ยาวประมาณ ๓๐ เมตร แสดงว่าก่อนเกิดเหตุโจทก์ที่ ๒ ขับรถมาด้วยความเร็วสูงเพราะแม้ห้ามล้อห่างถึง ๓๐ เมตร

ก็ยังไม่สามารถหยุดรถได้โดยปลอดภัย ที่โจทก์ที่ ๒ อ้างว่าเห็นรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ ๑ ครั้งแรกห่างประมาณ๓ เมตร นั้น ขัดต่อเหตุผล การที่โจทก์ที่ ๒ ห้ามล้อรถของตนถึง๓๐ เมตร แสดงว่าเห็นรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ ๑ ห่างกว่า ๓๐ เมตรร้อยตำรวจโทกิตติโรจน์เบิกความเจือสมคำพยานจำเลยที่ ๑ ว่า ตามสภาพที่เห็นเป็นไปได้ว่ามีกองไฟก่อด้วยกิ่งไม้อยู่ทางด้านหลังรถยนต์บรรทุกสิบล้อ รถยนต์ของโจทก์ที่ ๒ ชนกองไฟ แล้วลากเอาไปชนรถยนต์บรรทุกสิบล้อจึงเกิดไฟลุกไหม้ขึ้น ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่ามีการสุมไฟด้านหลังรถยนต์บรรทุกสิบล้ออันเป็นสัญญาณว่ารถเสียจริง ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน โจทก์ที่ ๒ ยอมรับว่าก่อนเกิดเหตุมีรถยนต์บรรทุกและรถยนต์เล็กเปิดไฟสูงแล่นสวนทางมา

พอไฟจางจึงเห็นรถจำเลยที่ ๑จอดอยู่ข้างหน้า การที่โจทก์ที่ ๒ ไม่อาจแลเห็นทางด้านหน้าได้พอแก่ความปลอดภัยเช่นนี้ โจทก์ที่ ๒ ควรลดความเร็วของรถ แต่โจทก์ที่ ๒ กลับขับรถด้วยความเร็วสูงเป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ที่ ๒ชนท้ายรถยนต์ของโจทก์ที่ ๒ ชนท้ายรถยนต์บรรทุกสิบล้อของจำเลยที่ ๑ที่จอดอยู่โดยทำสัญญาณรถเสียไว้แล้ว ฉะนั้นจึงเป็นการกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังของโจทก์ที่ ๒ แต่ฝ่ายเดียว ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ โจทก์ที่ ๒ อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่อุบัติเหตุครั้งนี้หาใช่เป็นเหตุสุดวิสัยดังที่โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ฎีกาไม่ เพราะกรณีดังกล่าวสามารถที่จะป้องกันมิให้เกิดเหตุได้ สำหรับจำเลยที่ ๑เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีการสุมไฟไว้ด้านหลังรถยนต์บรรทุกสิบล้อเป็นสัญญาณว่ารถเสียแล้ว ย่อมถือได้ว่าใช้ความระมัดระวังตามสมควรซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจำเลยที่ ๑ จำต้องปฏิบัติแล้ว จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีส่วนประมาทด้วย...

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พินิจ ฉิมพาลี · เคียง บุญเพิ่ม · มีพาศน์ โปตระนันทน์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายสมบัติ เดียวอิศเรศ
ศาลอุทธรณ์ - นายสถิตย์ ไพเราะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568

จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2567

จำเลยรื้อรั้วกำแพงที่พิพาทซึ่งเป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6170 ,6171 ซึ่งเป็นที่ตั้งของรั้วกำแพงที่พิพาทไปให้แก่ผู้อื่นก่อนท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 882/2567

กรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 6 ระบุเหตุที่โจทก์สละสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยว่า ในกรณีที่มีความเสียหายต่อรถยนต์ เมื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 464/2567

เหตุแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 2 เป็นผลโดยตรงทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้อาคารของโจทก์ในการประกอบกิจกรรมบริการเชิงเศรษฐกิจการพาณิชย์ได้ เนื่องเพราะสำนักงานเขตบางกะปิมีหนังสือถึงโจทก์แจ้งว่าอาคารมีสภาพที่อาจเป…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 700072)

แม้โจทก์ที่ 1 มีเพียงคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมต่าง ๆ ระหว่างจำเลยทั้งสี่โดยมิได้มีคำขอให้ใช้ราคาที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์ที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเพื่อให้ที่ดินทั้งสอ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้