Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1105/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฟ้องแย้งของจำเลยและโจทก์ไม่คัดค้าน เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยก็ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งในเรื่องนี้ครั้นศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโดยเห็นว่าการนำสืบของจำเลยเป็นการนำสืบข้อเท็จจริงนอกเหนือไปจากที่ฟ้องแย้ง จำเลยจึงได้ยื่นฎีกาและยกปัญหาว่าฟ้องแย้งของจำเลยไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมขึ้นเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยและพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นให้สั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย ไม่ว่าจะโดยเจตนาเพื่อที่จำเลยจะได้มีโอกาสดำเนินคดีแก่โจทก์ในเรื่องนี้ใหม่หรือไม่ก็ตาม การใช้สิทธิฎีกาของจำเลยส่อไปในทางไม่สุจริตในอันที่จะแสวงหาความยุติธรรมต่อศาลในทางใดทางหนึ่งให้เสร็จสิ้นกันไปในคราวเดียวกัน กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยปัญหาว่าฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมหรือไม่ จำเลยทราบวันนัดสืบพยานโจทก์ที่เหลือต่อและวันนัดดังกล่าวเป็นวันที่ศาลนัดฟังคำพิพากษาแล้ว แต่จำเลยไม่มาศาลศาลจึงประกาศแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบที่หน้าศาล และเมื่อศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังแล้ว จำเลยได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นรวม 4 ครั้งซึ่งทุกครั้งศาลชั้นต้นก็ได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลาตามที่จำเลยขอทุกครั้ง และต่อมาจำเลยก็ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดที่ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาให้ แสดงว่าจำเลยได้ทราบคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว อีกทั้งในชั้นยื่นอุทธรณ์จำเลยมิได้โต้แย้งในเรื่องการแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาไว้ในฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยจำเลยเพิ่งยกปัญหานี้ขึ้นเป็นข้อโต้แย้งในชั้นฎีกา กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นมีหมายแจ้งนัดฟังคำพิพากษาให้จำเลยทราบใหม่

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ให้ทำและขนส่งกล่องกระดาษบรรจุผลไม้ประเภทส้มโอ ฝรั่ง และมังคุดให้จำเลย จำเลยได้รับกล่องกระดาษบรรจุผลไม้และโจทก์ได้ขนส่งกล่องกระดาษบรรจุผลไม้ดังกล่าวให้แก่จำเลยแล้ว แต่เมื่อถึงกำหนดชำระเงินค่าจ้างจำเลยกลับผิดนัด ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 197,229.78 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 195,794 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า กล่องกระดาษตามฟ้องจำเลยได้บอกกล่าวให้โจทก์มานำกลับไปเนื่องจากไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับกิจการของจำเลย แต่โจทก์เพิกเฉย กลับนำคดีมาฟ้องศาล เป็นการที่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่ากล่องกระดาษให้โจทก์ส่วนค่าขนส่งกล่องกระดาษจำเลยไม่มีหน้าที่ต้องชำระเพราะโจทก์กับจำเลยตกลงกันว่าค่าใช้จ่ายต่าง

ๆ ในการส่งกล่องกระดาษให้จำเลยโจทก์จะเป็นผู้ออกทั้งสิ้น และขอฟ้องแย้งว่ากล่องกระดาษที่จำเลยสั่งให้โจทก์ทำ และที่โจทก์ส่งให้จำเลยบางส่วน โจทก์ใช้กระดาษที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมในการบรรจุส้มโอเพื่อบรรทุกเรือเดินสมุทรไปยังเมืองฮ่องกง ด้วยตู้คอนเทนเนอร์ความเย็นของตู้คอนเทนเนอร์ทำให้กล่องกระดาษยุ่ยและทำให้ส้มโอเสียหายคิดเป็นเงิน 1,229,429.50 บาท รวมค่าตรวจพิสูจน์คุณสมบัติของกล่องกระดาษอีก 3,000 บาท เป็นเงิน 1,232,429.50 บาทขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ใช้เงินจำนวน 1,232,429.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 197,229.78 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 195,794 บาทนับถัดจากวันที่ 31 ตุลาคม 2537 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ยกฟ้องแย้งจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยได้ว่าจ้างให้โจทก์ทำกล่องกระดาษสำหรับบรรจุผลไม้จำพวกส้มโอฝรั่ง และมังคุด เพื่อบรรจุสินค้าดังกล่าวบรรทุกโดยทางเรือเดินทะเลส่งไปขายยังต่างประเทศหรือที่เมืองฮ่องกง และระหว่างวันที่ 28มิถุนายน 2537 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2537 โจทก์ได้ทำกล่องกระดาษดังกล่าวส่งมอบให้จำเลย 8 ครั้ง เป็นกล่องกระดาษบรรจุส้มโอ6 ครั้ง รวม 6,470 กล่อง กล่องกระดาษบรรจุฝรั่ง 1 ครั้งจำนวน 1,536 กล่อง และกล่องกระดาษบรรจุมังคุด 1 ครั้ง จำนวน1,220 กล่อง รวมเป็นเงินค่ากล่องกระดาษและค่าขนส่งจำนวน195,749 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

ถึงวันฟ้องอีก1,435.78 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 197,229.78 บาทจำเลยฎีกาว่า การทำคำให้การและฟ้องแย้งได้ทำโดยทนายจำเลยซึ่งจำเลยได้แต่งตั้งให้เป็นทนายความดำเนินคดีนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องแย้งของจำเลยเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้จำเลยต้องเสียค่าธรรมเนียมต่อศาล และประเด็นที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิจารณาต้องคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้อง ควรที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งและย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี เห็นว่า เรื่องนี้จำเลยเป็นฝ่ายเสนอคำฟ้องแย้งต่อศาลจะโดยทนายความจำเลยหรือไม่ก็ตาม ทั้งจำเลยและทนายความจำเลยต่างก็ต้องมีความมั่นใจว่าฟ้องแย้งดังกล่าวต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาไปด้วยกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม

ครั้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฟ้องแย้งของจำเลยและโจทก์ไม่คัดค้าน กรณีจึงสมประโยชน์ตามความประสงค์ของจำเลยในอันที่จะได้แสวงหาความยุติธรรมต่อศาลแล้ว ไม่มีเหตุที่จำเลยจะต้องใช้สิทธิฎีกายกขึ้นเป็นข้อโต้แย้งและยิ่งไปกว่านั้นเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยอุทธรณ์ จำเลยก็ยังไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งในเรื่องนี้ ครั้นศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโดยเห็นว่าการนำสืบของจำเลยเป็นการนำสืบข้อเท็จจริงนอกเหนือไปจากที่ฟ้องแย้งและมีข้อเป็นพิรุธว่ากล่องกระดาษที่จำเลยใช้บรรจุส้มโอเพื่อส่งไปขายที่เมืองฮ่องกงนั้นจะเป็นกล่องกระดาษที่จำเลยสั่งให้โจทก์ทำหรือไม่ จำเลยจึงได้ยื่นฎีกาและยกปัญหานี้ขึ้นเป็นข้อท้วงติงเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยและพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นโดยสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย ซึ่งจะโดยเจตนาเพื่อที่จำเลยจะได้มีโอกาสดำเนินคดีแก่โจทก์ในเรื่องนี้ใหม่หรือไม่ก็ตาม รูปเรื่องส่อไปในทางที่การใช้สิทธิฎีกาของจำเลยเป็นไปโดยไม่สุจริตในอันที่จะแสวงหาความยุติธรรมต่อศาลในทางใดทางหนึ่งให้เสร็จสิ้นกันไปในคราวเดียวกัน

กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยปัญหาว่าฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมหรือไม่ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างถึงก็ไม่ตรงกับข้อฎีกาของจำเลยมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่จำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2539 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ที่เหลือต่อและเป็นวันที่ศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 20 มิถุนายน 2539 ปรากฏว่าจำเลยทราบนัดแล้วไม่มาศาลศาลจึงประกาศแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบที่หน้าศาล และเมื่อศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังแล้วในวันที่ 20 มิถุนายน 2539หลังจากนั้นภายในระยะเวลาอุทธรณ์ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2539วันที่ 8 และ 19 สิงหาคม 2539 และวันที่ 3 กันยายน 2539 จำเลยได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นรวม 4 ครั้งซึ่งทุกครั้งศาลชั้นต้นก็ได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามที่จำเลยขอทุกครั้ง และจำเลยก็ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดที่ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาให้

แสดงว่าจำเลยได้ทราบคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว อีกทั้งในชั้นยื่นอุทธรณ์จำเลยมิได้โต้แย้งในเรื่องดังกล่าวไว้ในฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยแต่อย่างใด จำเลยเพิ่งยกขึ้นเป็นข้อโต้แย้งในชั้นฎีกา กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นมีหมายแจ้งนัดฟังคำพิพากษาให้จำเลยทราบใหม่ และคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างถึงข้อเท็จจริงไม่เหมือนกับคดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า โจทก์ส่งมอบกล่องกระดาษสำหรับบรรจุส้มโอตามฟ้องแย้งไม่มีคุณภาพตามที่จำเลยว่าจ้าง และเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายตามฟ้องแย้งหรือไม่เห็นว่า ตามใบขนสินค้าขาออกในเอกสารหมาย ล.9 แผ่นที่ 32 และ 42จำเลยส่งสินค้าส้มโอไปยังเมืองฮ่องกง 2 ครั้ง ครั้งแรกจำนวน1,650 กล่อง

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2537 และครั้งที่ 2 จำนวน1,670 กล่อง เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2537 ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่า กล่องกระดาษบรรจุส้มโอที่จำเลยส่งให้โจทก์ทำและส่งให้เป็นกล่องกระดาษที่ส่งให้ทำเมื่อระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน2537 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2537 รวม 8 ครั้ง จำนวน 9,226 กล่องเป็นกล่องบรรจุกระดาษส้มโอ 6 ครั้ง จำนวน 6,470 กล่องส่วนกล่องกระดาษที่จำเลยฟ้องแย้งว่าเป็นกล่องกระดาษที่โจทก์ใช้กระดาษที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมในการบรรจุส้มโอทำขึ้น เป็นเหตุให้ส้มโอที่ส่งไปเมืองฮ่องกงเสียหาย คือกล่องกระดาษตามใบส่งของลงวันที่ 11 ถึง 23 มิถุนายน 2537 รวม 6 ครั้ง แต่ไม่ปรากฏจากทางนำสืบและพยานหลักฐานของจำเลยว่ากล่องกระดาษที่ใช้บรรจุส้มโอส่งไปขายที่เมืองฮ่องกงและทำให้ส้มโอเสียหายทั้งสองครั้งนั้นเป็นกล่องกระดาษตามใบส่งของรวม 6 ครั้ง

ดังที่ระบุในฟ้องแย้งทั้งตามหนังสือทวงถามให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายตามเอกสารหมาย ล.2จำเลยก็มิได้ระบุว่าความเสียหายของส้มโอเกิดจากกล่องกระดาษตามที่ระบุในฟ้องแย้ง ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่ากล่องกระดาษที่ใช้บรรจุส้มโอส่งไปขายเมืองฮ่องกง เมื่อวันที่ 17 และ 23 สิงหาคม 2537 เป็นกล่องกระดาษตามที่ระบุในคำฟ้องหรือฟ้องแย้งเมื่อจำเลยซึ่งมีภาระการพิสูจน์ตามฟ้องแย้งไม่อาจนำสืบให้ได้ความตามที่กล่าวในฟ้องแย้ง กรณีจึงไม่อาจบังคับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยตามฟ้องแย้งได้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ระพิณ บุญสิทธิ์ · สุชาติ ถาวรวงษ์ · สมศักดิ์ วงศ์ยืน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5622/2548

คำให้การจำเลยไม่มีลายมือชื่อจำเลยหรือทนายจำเลยผู้ยื่นคำให้การ จึงเป็นคำคู่ความที่ไม่บริบูรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 67 (5) การที่ทนายจำเลยลงลายมือชื่อในช่องหมายเหตุท้ายคำให้การจำเลยแผ่นแรก ไม่ใช่เป็นการลงลา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9168/2544

ห้องชุดย่อมเป็นอสังหาริมทรัพย์ตามความหมายใน ป.พ.พ. มาตรา 466 ดังนั้นที่จำเลยฎีกาว่ามาตรา 466 ที่ศาลล่างทั้งสองยกขึ้นมาปรับเข้ากับข้อเท็จจริงในคดีควรเป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ดินซึ่งสามารถดำเนินก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3870/2541

โจทก์ตกลงแบ่งขายที่ดินของโจทก์ตาม น.ส.3 ก.เลขที่ 53จำนวน 7 ไร่ ซึ่งเป็นที่พิพาทในคดีนี้ให้แก่ ส. แต่ยังไม่ทันได้รับมอบการครอบครองที่พิพาทจากโจทก์ตามสัญญาซื้อขายดังกล่าว ส.ถึงแก่กรรมเสียก่อน แม้สิทธิตา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7995/2538

จำเลยที่2ขับรถยนต์ลากจูงและรถพ่วงของจำเลยที่1แล่นมาตามถนนพอแล่นเข้าโค้งซึ่งอยู่เชิงเขาถนนเป็นทางโค้งลาดลงเขารถแล่นเข้ามาในช่องขวาซึ่งเป็นช่องเดินรถสวนจำเลยที่2จึงห้ามล้อครั้งแรกและหักรถเข้ามาในช่องเดิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1792/2530

เมื่อศาลชั้นต้นตรวจคำร้องขัดทรัพย์แล้วไม่มีเหตุที่จะมีคำสั่งให้คืนไปทำมาใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ก็ต้องสั่งรับคำร้องไว้คำร้องขัดทรัพย์จะแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้