Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11096/2556

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป มีหน้าที่ดูแลด้านการตลาด การขาย และลูกค้าสัมพันธ์ ในเวลาเดียวกันโจทก์ไปดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท อ. ซึ่งมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกันและมีลักษณะเป็นการประกอบกิจการแข่งขันกับจำเลยที่ 1 บริษัท อ. ย่อมต้องดำเนินกิจการให้บริการแก่ลูกค้ากลุ่มเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ย่อมมีผลกระทบต่อรายได้ของจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 เสียหาย โจทก์กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อทางการค้าของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้าง และจงใจทำให้นายจ้างเสียหายจากการที่โจทก์ไม่ส่งเสริมการค้าขายของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2) โจทก์กระทำการไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยทั้งสองเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุสมควร ไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 2 ให้การว่า กรณีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 (ค่าผ่อนบ้านและที่ดินกับค่าเช่าซื้อรถ) ไม่เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานกลางไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ได้คัดค้าน จึงไม่มีปัญหาว่าคดีในส่วนนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานกลางหรือไม่ การที่โจทก์ยกปัญหานี้ขึ้นในชั้นอุทธรณ์จึงล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 583 ป.วิ.พ. มาตรา 226 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 39 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินค่าเสียหาย 11,080,000 บาท ค่าจ้าง 240,000 บาท ค่าชดเชย 720,000 บาท ให้แก่โจทก์ และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินที่จำเลยทั้งสองได้หักเงินเดือนเดือนละ 19,100 บาท เป็นค่าผ่อนชำระบ้านและที่ดินคืนแก่โจทก์หรือตัวแทนโจทก์ที่โจทก์มอบหมาย ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์และให้โจทก์ชำระเงิน 10 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้แก่จำเลยที่ 1 นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันโดยจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวจ่ายค่าจ้างค้างแก่โจทก์ 128,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการ โดยมีนายโรล์ฟ บิดาโจทก์ถือหุ้นจำนวน 49 เปอร์เซ็นต์ โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 โจทก์มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการทั่วไป มีหน้าที่ดูแลด้านการตลาด การขาย และลูกค้าสัมพันธ์ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 120,000 บาท จ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน โจทก์เป็นบุคคลต่างด้าว การทำงานกับจำเลยที่ 1 ต้องมีใบอนุญาตการทำงาน ใบอนุญาตการทำงานของโจทก์หมดอายุและโจทก์จะต้องขอใบอนุญาตอยู่ในประเทศไทยซึ่งครบกำหนดตรงกับใบอนุญาตการทำงาน บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลฟรุ๊ท (บีเคเค) จำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด

มีนายโรล์ฟ บิดาโจทก์และโจทก์เป็นกรรมการร่วมกับกรรมการอื่นอีก 2 คน กรรมการ 2 ใน 4 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทมีอำนาจกระทำการแทน บริษัทประกอบกิจการเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการเลิกจ้างต่อโจทก์ โดยระบุว่าโจทก์เอาเวลาของจำเลยที่ 1 ไปก่อตั้งบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลฟรุ๊ท (บีเคเค) จำกัด โดยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจผู้หนึ่ง ประกอบธุรกรรมอันเป็นธุรกิจอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 เป็นการแข่งขันกับจำเลยที่ 1 นำเอาข้อมูลของจำเลยที่ 1 หาประโยชน์ให้โจทก์และบริษัทคู่แข่งอื่นเป็นการผิดระเบียบอย่างร้ายแรงและจงใจทำให้จำเลยที่ 1 เสียหาย และใช้ชื่อบริษัทประกอบธุรกรรมอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 โดยไม่สุจริต

โจทก์ไม่ไปทำงานตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2548 จนถึงปัจจุบัน เป็นการละทิ้งหน้าที่เกินกว่า 3 วันติดต่อกันโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยที่ 1 จึงเลิกจ้างโจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า การต่อใบอนุญาตการทำงานของโจทก์เป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองต้องดำเนินการให้แก่โจทก์ พฤติกรรมที่จำเลยที่ 1 ไม่ต่อใบอนุญาตการทำงานให้แก่โจทก์ในวันที่ 3 กรกฏาคม 2548 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดต่อใบอนุญาตการทำงานของโจทก์ ถือได้ว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2548 โจทก์ผิดสัญญาจ้างโดยประกอบกิจการลักษณะเดียวกับจำเลยที่ 1 อันเป็นการแข่งขันกับจำเลยที่ 1 โจทก์และบิดาโจทก์ย่อมจะไม่ส่งเสริมการค้าของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป โดยจะต้องส่งเสริมบริษัทที่โจทก์และบิดาโจทก์ร่วมกันจัดตั้งขึ้น

การกระทำของโจทก์ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้าง จำเลยที่ 1 จึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อฟังว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายแล้ว ถือได้ว่าการที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ส่วนการตกลงกันระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ที่ให้จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นผู้ซื้อบ้านและที่ดินแทนโจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวนั้น มิใช่เรื่องเกี่ยวกับสัญญาจ้างหรือเกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเพื่อเรียกร้องต่อศาลแรงงานกลาง แม้การกระทำของโจทก์จะเป็นการจงใจทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 เสียโอกาสในด้านการค้าและลูกค้าหลงเข้าใจผิดไปสั่งซื้อสินค้าบริษัทที่โจทก์เป็นกรรมการหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้เลิกจ้างโจทก์แล้ว จึงไม่คำนวณค่าเสียหายในส่วนนี้ให้จำเลยที่ 1 มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ตามข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ 1 ไม่มีข้อห้ามทำงานหรือประกอบกิจการอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 การกระทำของโจทก์ถือไม่ได้ว่าเป็นการจงใจทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

เห็นว่า การที่โจทก์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการทั่วไปของจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ดูแลในด้านการตลาดการขาย และลูกค้าสัมพันธ์ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วไปดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลฟรุ๊ท (บีเคเค) จำกัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 และมีลักษณะเป็นการประกอบกิจการแข่งขัน กับจำเลยที่ 1 ซึ่งบริษัทย่อมต้องดำเนินกิจการให้บริการแก่ลูกค้ากลุ่มเดียวกันกับลูกค้าของจำเลยที่ 1 เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมกระทบต่อรายได้ของจำเลยที่ 1 และทำให้จำเลยที่ 1 เสียหาย แม้ข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ 1 และสัญญาว่าจ้างจะไม่ระบุห้ามโจทก์กระทำการดังกล่าว แต่การกระทำของโจทก์ถือได้ว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อทางการค้าของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างและจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายจากการที่โจทก์ไม่ส่งเสริมการค้าขายของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2) และการกระทำของโจทก์เป็นการกระทำไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ทั้งการเลิกจ้างเพราะเหตุดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุสมควรและเป็นธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินแก่โจทก์ต่อศาลแรงงานกลางได้หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 กับโจทก์ตกลงในสัญญาจ้างว่าโจทก์จะได้รับค่าจ้างจำนวน 120,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 จ่ายเงินเดือนให้โจทก์เพียง 80,000 บาท

ส่วนที่เหลือจำเลยที่ 1 นำไปผ่อนชำระค่าบ้านและที่ดินกับรถยนต์ของโจทก์ บ้านและที่ดินกับรถยนต์จึงเป็นค่าจ้างตามสัญญาจ้าง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแรงงานกลางนั้น ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 หักค่าจ้างโจทก์ผ่อนชำระค่าบ้านและที่ดินที่โจทก์ซื้อไว้โดยจำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นผู้ซื้อบ้านและที่ดินแทนโจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวไม่มีสิทธิซื้อบ้านและที่ดิน เห็นว่า จำเลยที่ 2 ให้การว่ากรณีค่าผ่อนบ้านและที่ดินกับค่าเช่าซื้อรถระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 มิใช่กรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลแรงงานกลาง แต่ศาลแรงงานกลางมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ โจทก์และจำเลยที่ 2 มิได้คัดค้าน จึงไม่มีปัญหาว่าคดีในส่วนนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานกลางหรือไม่ การที่โจทก์ยกปัญหานี้ขึ้นในชั้นอุทธรณ์จึงล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · วิรุฬห์ แสงเทียน
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายชวลิต ธรรมฤาชุ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ร.199/2550
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ8683/2548
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ8074/2549
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกแรงงาน
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7189/2562

ในการทำงานโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงต่อการรักษาความลับและพันธกรณีอื่น ๆ โดยโจทก์ยินยอมที่ป้องกันรักษาความลับของข้อมูลและสารสนเทศของจำเลย อันแสดงให้เห็นว่า จำเลย ให้ความสำคัญต่อการป้องกันและเก็บรักษาข้อมูล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4110/2561

โจทก์เป็นผู้จัดการแผนกคลังสินค้ามีหน้าที่จัดทำเอกสารใบควบคุมการส่งสินค้าเพื่อจ่ายสินค้า ออกจากคลังสินค้าและจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า ทั้งนี้ก่อนนำสินค้าขึ้นรถขนส่งจะต้องมีการตรวจสอบรายการสินค้าให้ครบถ้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 642/2559

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มิได้ให้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ไว้และไม่ได้ใช้คำว่า "โดยทุจริต" ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 1 (1) จึงต้องใช้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ตามพจนานุกรม คือความประพฤติชั่ว โ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15918/2553

โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของจำเลย แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานอัลมอนด์ระหว่างวันที่ 10 ถึงวันที่ 11 เมษายน 2550 จำเลยประกาศให้เป็นวันหยุดพักผ่อนประจำปีและระหว่างวันที่ 12 ถึงวันที่ 16 เมษายน 2550 จำเล…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2551 (เลขอ้างอิง 496824)

การที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์ทั้งแปดสิบสอง ซึ่งเป็นลูกจ้างทำงานอยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรีไปทำงานที่โรงพยาบาลเปาโล จังหวัดสมุทรปราการ มาจากเหตุที่จำเลยที่ 1 หมดสัญญาอนุญาตให้บริการขายอาหารระหว่างจำเล…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้