Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 111/2528

พ.ศ. 2528 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำฟ้องของโจทก์กล่าวโดยชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. ตามคำสั่งศาล สมคบกับจำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมโอนทรัพย์มรดกส่วนของโจทก์มาเป็นของจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวแล้วจดทะเบียนโอนขายให้จำเลยที่ 2 โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอม ขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว แม้จะกล่าวว่าเป็นการฉ้อฉล ก็หาได้ทำให้สาระสำคัญของคำฟ้องเสียไปไม่ และโจทก์ไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีกว่าจำเลยที่ 2 ใช้วิธีการฉ้อฉลอย่างไร การที่จำเลยที่ 1 ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกทั้งหมดมาเป็นของตนผู้เดียว ย่อมเป็นการกระทำที่ผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดก เป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ โจทก์ซึ่งเป็นทายาทย่อมมีสิทธิที่จะขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนดังกล่าวได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน3 โฉนด และเรือนไม้ 1 หลัง จากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว และนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายทรัพย์มรดกระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสีย คำขอที่ให้กำจัดจำเลยที่ 2มิให้รับมรดกให้ยก

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและเรือนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกตกได้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์ทั้งห้าและจำเลยที่ 2 เป็นพี่น้องท้องเดียวกัน โดยเป็นบุตร นายชั้นบุญทิม และนางจอน บุญทิม จำเลยที่ 1 นายชั้น บุญทิม มีที่ดินมีโฉนด3 แปลงพร้อมบ้าน 1 หลัง เป็นสินสมรสระหว่างนายชั้นและจำเลยที่ 1เมื่อนายชั้นถึงแก่กรรม จำเลยที่ 2 เป็นผู้แนะนำพาจำเลยที่ 1 ไปยื่นคำร้องต่อศาลขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายชั้น เพราะจำเลยที่ 1 เป็นหญิงชราอายุ 80 ปี อ่านและเขียนหนังสือไม่ได้ และต่อมามีการโอนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของนายชั้นทั้ง 3 แปลง

มาเป็นชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก และในวันเดียวกันนั้นเองก็มีการจดทะเบียนโอนมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับมรดกแต่ผู้เดียวแล้วจดทะเบียนโอนขายให้จำเลยที่ 2สำหรับปัญหาตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในข้อแรก จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่บรรยายสภาพแห่งข้อหาให้จำเลยที่ 2เข้าใจว่า จำเลยที่ 2 สมคบกับจำเลยที่ 1 ฉ้อฉลโจทก์อย่างไรนั้น เห็นว่าคำฟ้องของโจทก์กล่าวโดยชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชั้นตามคำสั่งศาลสมคบกับจำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมโอนทรัพย์มรดกส่วนของโจทก์มาเป็นของจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวแล้วจดทะเบียนโอนขายให้จำเลยที่ 2 โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวแม้โจทก์จะกล่าวในฟ้องว่าเป็นการฉ้อฉล

ก็หาได้ทำให้สาระสำคัญของคำฟ้องเสียไปไม่และโจทก์ก็ไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีกว่า จำเลยที่ 2 ใช้วิธีการฉ้อฉลอย่างไรคำพิพากษาฎีกาที่จำเลยที่ 2 อ้างไม่อาจใช้เป็นบรรทัดฐานในเรื่องนี้ได้ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอีกประการหนึ่งว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกย่อมมีอำนาจกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินที่เป็นมรดก เพื่อให้การแบ่งทรัพย์มรดกลุล่วงไปนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะมีอำนาจกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์มรดกได้ก็ตาม แต่ก็ต้องกระทำไปเพื่อให้การแบ่งทรัพย์มรดกลุล่วงไปเท่านั้น จะโอนทรัพย์มาเป็นของตนแต่ผู้เดียวโดยพลการไม่ได้ ถ้าจำเลยที่ 1 ประสงค์จะโอนขายทรัพย์มรดกเพื่อเอาเงินมาแบ่งปันระหว่างทายาทจริงตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ก็หาจำเป็นที่จะต้องโอนมาเป็นของจำเลยที่ 1 ก่อนแล้ว จึงโอนขายให้จำเลยที่ 2 เช่นนี้ไม่เพราะจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมโอนขายให้จำเลยที่ 2 ได้โดยตรง การที่จำเลยที่ 1 โอนทรัพย์มรดกทั้งหมดมาเป็นของตนผู้เดียวย่อมเป็นการกระทำที่ผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดกและถือว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นกากรระทำโดยปราศจากอำนาจ โจทก์ซึ่งเป็นทายาทย่อมมีสิทธิที่จะขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนดังกล่าวได้

ทั้งจำเลยที่ 2ก็เป็นพี่น้องท้องเดียวกับโจทก์ทั้งห้า ย่อมจะรู้ดีถึงสิทธิของโจทก์ตามกฎหมาย กลับป้องกันขัดขวางไม่ให้จำเลยที่ 1 บอกให้โจทก์ทราบจึงไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 รับโอนโดยสุจริตได้ ที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่าโจทก์บางคนและจำเลยที่ 1 ไปขอเงินเพิ่มภายหลังนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากที่มีการโอนที่ดินมาเป็นของจำเลยที่ 2 เรียบร้อยแล้วพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกตกได้แก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นอันพับไป

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วีระ ทรัพยไพศาล · สุชาติ จิวะชาติ · ยรรยง อิทธิพงษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1368/2510

โจทก์เป็นบุตรคนเดียวของ ซ. ซึ่งเป็นบุตรของ ย. เมื่อ ฮ. ซึ่งเป็นสามีของ ย. ตาย มรดกของ ฮ. คงมีเฉพาะ 2 ใน 3 ของที่ดิน 3 โฉนด ผู้จัดการมรดกของ ฮ.มีสิทธิจัดการได้เฉพาะมรดกของ ฮ. ตอนนี้ ซ.มารดาโจทก์มิได้เป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 444/2563

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยรวมทุกกระทงแล้วจำคุก 28 ปี 56 เดือน ตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) แต่เมื่อโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามคู่ความมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 416/2563

เมื่อศาลตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีพินัยกรรมของ ช. และ ป. ตามลำดับ แล้ว จำเลยจักต้องทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกภายใต้กรอบและหลักเกณฑ์ตามที่ ป.พ.พ. กำหนดไว้หลายประการ เช่น ต้องลงมือจัดทำบัญชีทรัพย์มร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10756/2558

โจทก์ยื่นคำร้องขอยึดที่ดินแปลงพิพาทอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของ ท. ที่ตกทอดแก่ ธ. จำเลยและ ศ. จำเลยยื่นคำคัดค้านเพียงว่าจำเลยไม่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โจทก์ไม่มีอำนาจยึดที่ดินพิพา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1163/2539

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า ป. และ น. อยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2470 และต่อมาปี 2520 จึงได้จดทะเบียนสมรสกัน จำเลยที่ 2 มิได้ให้การปฏิเสธในข้อนี้ ถือว่ายอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวป. และ น. เป็นสามีภริยากัน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้