คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ตกลงจะซื้อที่ดินของจำเลย ๑ แปลง จำเลยได้ตกลงจะขายให้โจทก์ ได้ทำสัญญากัน โจทก์ให้เงินมัดจำแก่จำเลย จำเลยจะจัดการโอนที่ดินให้โจทก์ภายใน ๑ เดือน ถ้าฝ่ายใดผิดสัญญา ได้กำหนดเบี้ยปรับและริบเงินมัดจำไว้ เมื่อครบกำหนดตามสัญญา จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมทำตามสัญญา จึงขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำ ๒๐๐๐ บาทกับใช้เบี้ยปรับ ๕๐๐๐ บาท
จำเลยให้การว่าโจทก์เป็นฝ่ายบิดพริ้วไม่ปฏิบัติตามสัญญา จึงเป็นเหตุให้จำเลยริบเงินมัดจำ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ,
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา,
ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์เป็นภริยานายชิวเอียะชนชาติจีน และโจทก์ขึ้นทะเบียนเป็นคนต่างด้าวตามสามีตาม พ.ร.บ.ที่ดินในส่วนที่เกี่ยวกับคนต่างด้าว ๒๔๘๖ มาตรา ๕๖ คนต่างด้าวจะเข้าถือกรรมสิทธิในที่ดินได้ก็ต่อเมื่อมีสนธิสัญญาบัญญัติให้ไว้ แม้จะมีสนธิสัญญาเช่นนั้นก็ตาม แต่การได้มาจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและข้อกำหนด ทั้งต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย แต่ถ้าไม่มีสนธิสัญญาให้มีกรรมสิทธิในที่ดินได้ คนต่างด้าวนั้นก็ไม่มีสิทธิจะได้มาซึ่งที่ดินและแม้จะขออนุญาตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ๆ ก็ไม่มีอำนาจอนุญาตได้ เรื่องนี้โจทก์เป็นคนจีนทำสัญญาซื้อที่ดินจากจำเลยในเวลาที่จะต้องโอนที่ดินตามสัญญานั้น ประเทศจีนยังไม่ได้ประกาศใช้สนธิสัญญากับประเทศไทย โจทก์ไม่มีทางจะได้ซึ่งกรรมสิทธิในที่ดินตามสัญญาได้ สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยตกเป็นโมฆะตาม ป.ม.แพ่งฯ มาตรา ๑๑๓ ฝ่ายจำเลยจึงไม่ใช่เป็นผู้ผิดสัญญาและไม่ต้องชดใช้เบี้ยปรับ แต่ฝ่ายจำเลยควรต้องคืนมัดจำให้โจทก์
ผลคำพิพากษา
พิพากษาแก้ ให้จำเลยคืนมัดจำให้โจทก์ คำขอนอกนั้นให้ยกเสีย